ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว OPPO A9 2020 สมาร์ทโฟน ‘สเปคแรงสุด’ ขุมพลัง Snapdragon 665 และ RAM 8GB ความจุ 128GB ในราคาสุดคุ้ม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยสำหรับการอัปเกรดครั้งใหญ่ของ OPPO A Series ตัวล่าสุดกับ OPPO A9 2020 ที่จัดหนัดจัดเต็มในเรื่องสเปคมากกว่าที่เคยให้กลายเป็นรุ่นที่มี “สเปคแรงสุด” ในตระกูลนี้เลยทีเดียว

สรุปสเปค OPPO A9 2020

  • ขนาดตัวเครื่อง : 163.6 × 75.6 × 9.1 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 195 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล New waterdrop Screen แบบ IPS กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) รอยบากทรงหยดน้ำเล็กลง 31.4% และพื้นที่การใช้งาน 89%
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 8GB LPDDR 4x
  • ROM : 128GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide- Angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมโหมด AI Beautification
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1
  • ระบบเสียงลำโพงคู่แบบ Dolby ATMOS และ Hi-res Audio
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh รองรับ Reverse Charging ผ่านสายแบบ OTG

 

พูดถึง OPPO เรื่องของการดีไซน์ฝาหลังตัวเครื่องนั้นทำออกมาได้น่าประทับใจทุกรุ่น โดยเฉพาะในรุ่น OPPO A9 2020 ที่มีการเพิ่มเฉดสีเข้าไปใหม่ดูหรูหรากว่าเดิมเพื่อยกระดับ A Series โดยจากเครื่องรีวิวสี Marine Green เครื่องนี้ เราจะเห็นถึงการไล่เฉดจากสีเชียวอ่อนรอบนอกค่อยๆ เข้มขึ้นไปจบที่ตรงกลางเครื่อง ทั้งนี้ เมื่อลองขยับเครื่องไปมาให้สะท้อนกับแสงอาทิตย์เราก็จะได้เห็นหลากหลายสีมากขึ้นราวกับการสะท้อนแสงของสายน้ำเลยทีเดียว

 

ด้านหน้าจอแสดงผลของ OPPO A9 2020 ก็มีการปรับใหม่ให้หน้าจอแสดงผลใหญ่ขึ้นเป็น 6.5 นิ้วกันเลยทีเดียว โดยส่วนนี้เป็นเพราะการใช้ New Waterdrop Screen หรือการทำให้รอยบากทรงหยดน้ำมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมถึง 31.4% และมีพื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว ขณะที่ตัวเครื่องก็ไม่ใหญ่จนเกินไป ยังคงจับถือได้สะดวกเหมือนเดิม

 

นอกจากนี้หน้าจอของ OPPO A9 2020 ยังมาพร้อมกับโหมดถนอมสายตาตัดแสงสีฟ้า (Blue Shield) ออกไปได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นทำให้เราเสียสายตามากนักระหว่างการใช้งานช่วงกลางคืนหรือช่วงที่แสงน้อย รวมไปถึงหากใครที่ใช้งานกลางแจ้งก็ยังมีฟีเจอร์ Sunlight Screen ที่ทำให้เราเห็นหน้าจอแสดงผลได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

 

บริเวณเหนือหน้าจอแสดงผลมีหน้าจอหยดน้ำขนาดเล็ก ที่ฝังกล้องหน้าและระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ ลงไป โดยด้านบนจะมีลำโพงตัวที่ 2 อยู่

 

ที่ฝั่งซ้ายของเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD อีก 1 ช่อง รวมทั้งหมด 3 ช่องเลยทีเดียว

 

ส่วนด้านขวามีเพียงปุ่มล็อคเครื่องเท่านั้น

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีทั้งช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่หลังตัวเครื่องจะมีกล้องหลังทั้งหมด 4 เลนส์ โดย 3 เลนส์จะอยู่ในกรอบวงรีตรงกลางเครื่องเป็นแนวตั้ง โดยอีกเลนส์จะอยู่ทางขวาคู่กับไฟแฟลช LED และเมื่อถัดลงมาจะมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ตรงกลางเช่นกัน

 

[ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน]

ระบบปฎิบัติการ

OPPO A9 2020 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1 ทำให้การใช้งานต่างไหลลื่นขึ้น พร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีมาให้มากมาย

 

ใน ColorOS 6.0 เรายังได้ดีไซน์การตกแต่งที่เรียบหรูตั้งแต่หน้าโฮม, ไอคอนแอปพลิเคชั่น และขนาดฟอนต์ รวมถึงระบบสัมผัสที่ลื่นมากๆ ไม่มีการหน่วงเกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ใครอยากเพิ่มสีสันให้กับหน้าจอของ OPPO A9 2020 ก็ยังมี OPPO Theme Store ให้เข้าไปเลือกทั้งธีมและวอลเปเปอร์หลากหลายแบบมากๆ ที่สำคัญยังดาวน์โหลดได้แบบฟรีกันไปเลย

  

 

พื้นที่คงเหลือหลังแกะกล่อง

หลังจากเปิดเครื่องมา OPPO A9 2020 ก็มีพื้นที่ให้ใช้งานได้เหลือเฟือถึง 105GB จากทั้งหมด 128GB ใครจะโหลดหนัง โหลดเกมก็เล่นก็โหลดกันได้เต็มที่เลย

 

ระบบความปลอดภัย

ระบบความปลอดภัยก็ให้มาครบ ไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่องและการสแกนใบหน้า โดยฟีเจอร์ทั้งคู่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ทั้งนี้ หากใครต้องการตั้งรหัสผ่านเข้าแอป เป็น 2 ชั้นก็ยังทำได้ผ่านฟีเจอร์ “การเข้ารหัสแอป” ที่จะให้เราใส่รหัสผ่านอันใหม่ (คนละตัวกับที่ล็อคหน้าจอ) เพื่อให้เข้าใช้งานแอปนั้นได้ อย่างไรก็ตาม การใส่รหัสนั้นเป็นการป้องกันบุคคลภายนอก แต่หากเราใช้งานบ่อยก็สามารถใช้ลายนิ้วมือในการเข้าถึงแอปนั้นได้ทันทีเช่นกัน ไม่ต้องเสียเวลามากรอกรหัสผ่านทุกครั้งที่เข้า

 

ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos

เรียกว่านำเทคโนโลยีของเรือธงมาใส่ใน OPPO A9 2020 กันเลย สำหรับระบบเสียง Dolby Atmos และ Hi-res Audio โดยความพิเศษของ Dolby Atmos ในรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องเสียบหูฟังเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ รุ่นอื่น เพราะเสียงจะออกมาแบบกระหึ่มผ่านลำโพงด้านบนและด้านล่างทันที ทั้งยังมีการแบ่งแยกเสียงฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ถือว่าเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ขอยกนิ้วโป้งให้เลยกับสมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่น

 

บอกเวลาการใช้งานมือถือด้วยสุขภาวะดิจิทัล

ฟีเจอร์เป็นการบอกระยะเวลาที่เราใช้งานสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวันว่าใช้งานไปกี่ชั่วโมง กี่นาทีแล้วโดยจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เราก็ยังหลับไปดูการใช้งานของวันก่อนๆ ได้เหมือนกัน

 

ตัวช่วยเพิ่มความสะดวก

สำหรับฟีเจอร์เพิ่มความสะดวกในการใช้งานมีมาในสมาร์ทโฟน OPPO แทบทุกรุ่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนปุ่มนำทางให้เป็นแบบเลื่อนขึ้นหรือใช้นิ้วลากเพื่อควบคู่แทนปุ่มปกติได้, ลูกบอลช่วยเหลือในการใช้วานปุ่มนำทาง และแถบด้านข้างที่จะเข้าถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วตามการปรับแต่งของเรา ปุ่มนำทาง + ลูกบอล + แถบข้าง

 

[ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่]

สเปคแรงสุดด้วย RAM 8GB และ ROM 128 GB

ด้วยความที่ OPPO A9 2020 มาพร้อมกับฉายา “Super Spec” ก็ได้จัดหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 AIE ความเร็ว 2.0 GHz มาให้โดยมีความฉลาดล้ำด้านการจัดสรรทรัพยากรภายในเครื่องด้วย AI และสถาปัตยกรรมขนาดเล็ก 11 นาโนเมตร ควบคู่กับกับ RAM 8GB, ROM 128GB ทำให้ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 50% พร้อมกับมีความเร็วขึ้น 100% และการประมวลผลด้านแอปเร็วขึ้น 61% ทั้งยังใช้กราฟิก Adreno 610 ที่ช่วยให้เฟรมเรทของการเล่นเกมมีความไหลลื่น สัมผัสติดนิ้ว และภาพสวบสมจริง

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทาง OPPO A9 2020 ทำคะได้ไปได้ที่คะแนน 133,228

 

ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 4 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 1,523 และคะแนน Multi-Core ที่ 5,419

 

ทดสอบการเล่นเกม

ต้องบอกกันก่อนว่า OPPO A9 2020 ยังจัดเทคโนโลยี Game Boost 2.0 ที่จะมี 2 ความสามารถหลักๆ ได้แก่ Frame Boost ที่จะช่วยให้เฟรมเรทไม่เหวี่ยงพร้อมเล่นได้ไหลลื่นตลอดทั้งเกม และ Touch Boost ที่ทำให้การสัมผัสทุกอย่างภายในเกมมีการตอบสนองเร็วขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟฟิกด้วยการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ตามแบบฉบับของ OPPO เช่น สามารถคาดการณ์ความล่าช้า (Latency) ที่สามารถเกิดขึ้นและตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกมไม่กระตุกหรือเฟรมเรทเหวี่ยง เป็นต้น

โดยเราได้ทดสอบการเล่นเกม 3 เกมที่ใช้กราฟิกค่อนข้างสูงและรองรับเทคโนโลยี Game Boost 2.0 ทั้ง ROV, PUBG Mobile และ Asphalt 9: Legends ได้ผลที่ออกมาดังนี้

ROV

ส่วนเกม ROV ก็ได้ยอดเยี่ยมจากการเล่นโหมด 5 VS 5 โดยปรับกราฟิกทุกอย่างเป็นระดับสูงสุดทั้งหมด ตั้งแต่ภาพ HD, เฟรมเรทสูงสุด และการแสดงผลระดับสูง ซึ่งภายในเกมตั้งแต่ช่วงต้นเกมไปถึงจบเกม เฟรมเรทแทบไม่มีเหวี่ยงให้เห็น จะอยู่ที่ 58-60fps ตลอด แถมในช่วงบวกกันแบบครบทีมที่ต่างคนต่างปล่อยสกิลก็ต้องยิ่งใช้กราฟิกมากแต่ความสมูทของเกมกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้ระบบสัมผัสก็ทำให้ไหลลื่นมากๆ


เปิดกราฟิกสูงสุดและ 60fps

 

ทั้งนี้ เมื่อใครได้ลองเล่น ROV บน OPPO A9 2020 เราแนะนำให้เปิดกราฟิกทุกอย่างให้สูงที่สุดเพื่ออรรถรสของเกมแบบมันหยด แถมสเปคระดับนี้ก็ยังไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะเล่นแล้วหัวร้อนเพราะกระตุกหรือแบตเตอรี่จะหมด เพราะสมาร์ทโฟนราคาเบาแต่สเปคแรงเครื่องนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ

ส่วนใครที่อยากเปิดกราฟิกระดับกลางและเฟรมเรท 30fps จากที่ลองเล่น แม้ว่าจะเล่นได้ไม่กระตุกก็จริงแต่ภาพต่างๆ จะไม่คมชัดและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในเกมอย่างต้นไม้, พื้นดินหรือเอฟเฟ็กต์ระหว่างปล่อยสกิลจะไม่เท่าระดับสูง แถมความสมูทยังสู้ระดับ 60fps ไม่ได้ด้วย


เปิดกราฟิกระดับกลางและ 30fps


เปิดกราฟิกระดับกลางและ 30fps


เปิดกราฟิกระดับกลางและ 30fps


เปิดกราฟิกระดับกลางและ 30fps

นอกจากนี้ ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของ OPPO A9 2020 คือการมาพร้อมกับหน้าจอ New Waterdrop Screen มีหยดน้ำเล็กลงมาก ทำให้มีขนาดที่ 6.5 นิ้ว ช่วยให้เราเห็นภาพในเกมได้แบบเต็มตา ควบคู่กับการเห็นมุมมองที่กว้างกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ ทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่รอบๆ ขอบจอระหว่างเกมได้มากกว่านั่นเอง


เปิดกราฟิกสูงสุดและ 60fps


เปิดกราฟิกสูงสุดและ 60fps


เปิดกราฟิกสูงสุดและ 60fps

 

PUBG Mobile

สำหรับ PUBG Mobile แน่นอนว่าเครื่องระดับ Super Spec ต้องเล่นได้อย่างไหลลื่น โดยการปรับกราฟิกจะเปิดในระดับสมดุลควบคู่กับเฟรมเรทระดับกลางซึ่งหากสูงกว่านี้ต้องต้องรออัปเดท ซึ่งความไหลลื่นที่เราบอกจะเห็นตั้งแต่ช่วงเข้าเกมเพราะเข้ามาหน้าหลักได้รวดเร็วและเมื่อเข้าไปเล่นในเกมระบบสัมผัสต่างๆ ก็ไปตามนิ้วได้แทบจะทันที ยังไม่เห็นความหนืดหรือความล่าช้าของการควบคุมเลยด้วย

 

Asphalt 9: Legends

ด้าน Asphalt 9: Legends เราทดสอบการเปิดกราฟิกทั้งแบบปกติและคุณภาพสูง โดยการเปิดแบบปกติสามารถเล่นได้แบบไม่มีปัญหาอะไร เฟรมเรทลื่นๆ ส่วนการเปิดแบบคุณภาพสูง เฟรมเรทอาจจะมีดรอปลงมาบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะยังคงเล่นได้สนุกเหมือนเดิม

ทั้งนี้ในส่วนของการเล่นเกม OPPO จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่รวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวซึ่งยังมีความสามารถในจำกัดการเข้าถึงของเครือข่ายไม่ให้ไปใช้งานกับแอปอื่นมากนักเพื่อให้การเล่นเกมเสถียรมากยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับโหมดต่างๆ ให้อีกด้วย ดังนี้

  • โหมดการแข่งขัน : ช่วยปรับปรุงภาพและความสวยงามของเกม โดยจะใช้พลังงานของแบตเตอรี่สูงขึ้น
  • โหมดสมดุล : เป็นการปรับให้คุณภาพและการใช้งานแบตเตอรี่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป
  • โหมดใช้พลังงานต่ำ : จะเป็นการลดคุณภาพของภาพในเกมลงเล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น

 

นอกจากจะปรับโหมดได้แล้ว Game Space 2.0 ยังสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนได้แบบสมบูรณ์เพื่อไม่ให้มีอะไรมารบกวนเราขณะเล่น ซึ่งฟีเจอร์ต้องขอบอกว่าปิดกั้นทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะแจ้งเตือนแอปหรือการโทรเข้า แต่หากใครที่ชอบมีงานด่วนก็สามารถเปิดตั้งค่าให้แสดงสายเรียกเข้าเป็นแถบเล็กได้เหมือนกัน

 

จากที่เราบอกถึงฟีเจอร์ Dolby Amtos ไปข้างต้น ต้องบอกว่าเสียงระหว่างการเล่นเกมก็ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยเฉพาะเกม PUBG Mobile ที่แทบไม่ต้องใช้หูฟัง เพราะลำโพงทั้ง 2 ข้างแยกแยะเสียงซ้าย-ขวาให้ด้วย

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ทั้งวัน

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความจุมากถึง 5,000 mAh ถือว่าให้เยอะกว่ารุ่นเรือธงหลายตัวกันเลย ทำให้เราใช้งานดูหนังหรือเล่นโซเชียลต่างๆ ได้แบบเต็มวัน หรือหากชอบเล่นเกมไม่ว่าจะ PUBG Mobile หรือ ROV ก็เล่นได้นานติดต่อกันได้ถึง 5-6 ชั่วโมง แบบ Non-Stop และตัวเครื่องก็ยังร้อนไม่มากอีกด้วยเมื่อเทียบกับระยะเวลาของการเล่น

 

ทั้งนี้ แบตเยอะแล้วก็ต้องแชร์บ้าง โดยเราสามารถใช้เทคโนโลยี Reverse Charging ผ่านสาย OTG เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

[กล้องถ่ายรูป]

ขึ้นชื่อว่า OPPO เรื่องกล้องถ่ายรูปใน OPPO A9 2020 ก็จัดเต็มแน่นอนด้วยการให้กล้องหลังมาถึง 4 เลนส์ โดยเรียงจากบนลงล่างจะมีดังนี้

  • เลนส์ Ultra Wide- Angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Monochrome ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

AI Scene Recognition จดจำซีนได้แม่นยำ

แน่นอนว่าต้องมีอย่างแน่นอนสำหรับฟีเจอร์ AI Scene Recognition หรือการแยกแยะหมวดหมู่ในการช่วยในปรับแต่งภาพและสีให้เหมาะสมกับวัตถุต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์โดยสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นพืช, ช่อดอกไม้, อาหาร หรือท้องฟ้า ภาพที่ได้ออกมาจะมีเฉดสีที่แตกต่างกัน

 

ความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล

ด้วยเลนส์ที่สามารถถ่ายภาพได้ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ก็สามารถทำให้เราได้ภาพที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดสูง และคมชัดในเวลาเดียวกัน

 

Ultra Wide-Angle ถ่ายอะไรก็เก็บได้ครบ

OPPO A9 2020 ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide-Angle ที่มีองศากว้างถึง 119 องศาอีกด้วย โดยจะเหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตึกสูงๆ ช่วยให้ได้ภาพบรรยากาศรอบข้างได้แบบครบองค์ประกอบ หรือใครอยากได้ภาพเต็มตาแต่อยู่ใกล้วัตถุมาก เลนส์นี้จะช่วยเราได้มากเลยทีเดียว

OPPO A9 2020 Camera ReviewOPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review

 

ถ่ายภาพกลางคืนให้สวยคมชัดด้วย Ultra Night Mode 2.0

การถ่ายภาพตอนกลางคืนก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดย OPPO A9 2020 มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra Night mode 2.0 กันแล้ว โดยจะช่วยให้ Noise ในภาพเกิดน้อยลง และใช้เวลาไม่นานในการถือค้างไว้อีกด้วย โดยยังใช้โหมดนี้ร่วมกับเลนส์ Ultra-Wide ได้อีกด้วย


เลนส์ Ultra-Wide Angle + Ultra Night Mode 2.0

 

ภาพที่ถ่ายออกมาจะมีความสว่างมากขึ้น ทั้งยังเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย ต่างจากภาพถ่ายกลางคืนปกติที่จะมีความมืดและไม่คมชัดอีกด้วย

 

Dazzle Color เพิ่มเฉดสีให้ภาพงดงามขึ้น

เป็นการเร่งเฉดสีเพิ่มความสดภายในภาพมากขึ้น โดยเมื่อลองเทียบภาพที่เปิดและปิด Dazzle Color ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่าภาพที่เปิดจะสีเข้มและดูสมจริงเหมือนที่ตาเห็นมากกว่าแบบที่ปิด

OPPO A9 2020 Review OPPO A9 2020 Review

 

ถ่ายภาพขาว-ดำด้วยเลนส์ Monochrome

อีก 1 เลนส์ที่เพิ่มเข้ามาของ OPPO A9 2020 คือเลนส์ Monochrome ที่ช่วยให้เราถ่ายภาพขาว-ดำโดยจะมีความแตกต่างจากการใช้ฟิลเตอร์ทั่วไป ตรงที่เฉดของโทนสีดำ, ขาวและเทาจะไล่อย่างมีระดับมากขึ้นนั่นเอง


ถ่ายด้วยเลนส์ปกติ


เลนส์ Monochrome

 

ภาพถ่ายบุคคลคมชัด และละลายฉากหลังเป็นธรรมชาติ

กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซลของ OPPO A9 2020 ทำให้เก็บรายละเอียดของภาพถ่ายทำได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ ของตัวแบบไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหรือใบหน้าจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

OPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review

 

โหมดภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลาย ซึ่งเป็นความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ของกล้องหลักและกล้อง Portrait ทำงานร่วมกัน ทำให้การละลายฉากหลังทำได้เป็นธรรมชาติ

OPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review

 

OPPO A9 2020 ได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการถ่ายภาพบุคคลให้มีความโดดเด่นสวยงามมากขึ้นจากฟิลเตอร์ที่มีให้เลือกถึง 7 สไตล์ โดยเอฟเฟ็กต์ฟิลเตอร์ 06 และ 07 ที่เป็นแนวการถ่ายนิตยสารและสไตล์ย้อนยุค (retrofilm) เป็นการใช้ความสามารถของกล้อง Monochrome เข้ามาช่วยทำให้ภาพมีเฉดสีย้อนยุคที่สวยงามมากขึ้น

OPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review

 

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใบหน้าสวยชัดด้วย AI Beautification

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับกล้องหน้า AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าสวยให้อัตโนมัติโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะ AI จะคำนวณให้แล้วทั้งหมด โดยการปรับของ AI ยังมีการวิเคราะห์ลักษณะผิวค่าความงามของผู้ชายและผู้หญิงให้มีความแตกต่างกันอีกด้วย

OPPO A9 2020 Camera Review OPPO A9 2020 Camera Review

 

นอกจากนี้แล้ว ในเรื่องของการถ่ายวิดีโอยังมีฟีเจอร์ให้มาเพียบเช่นกัน ตั้งแต่การป้องกันสั่นไหว Video Stability (EIS), สามารถถ่ายภาพระหว่างการถ่ายวิดีโอได้เป็น Ultra Night Mode 2.0 ด้วย, สามารถเร่งเฉสีด้วย Dazzle Color และถ่าย Slow Motion ได้อีกด้วย

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามมากว่า OPPO A Series รุ่นก่อนๆ
  • หน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว หยดน้ำเล็กลง
  • มีสเปคแรงสุดด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 AIE ควบคู่ RAM 8GB และมีความจุ 128GB
  • Game Boost 2.0 ช่วยให้ใช้งานได้ลื่นไหล
  • มีลำโพงคู่สเตอริโอ พร้อมระบบเสียง Dolby Amtos
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ ฟีเจอร์ครบครัน
  • แบตเตอรี่อึดด้วยความจุ 5,000 mAh สามารถใช้งานทั่วไปได้เต็มวันแน่นอน
  • พอร์ต USB Type-C
  • ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในระดับเดียวกัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • หน้าจอความละเอียด HD+

สำหรับ OPPO A9 2020 จะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเขียว (Marine Green) และสีม่วง (Space Purple) สนนราคาอยู่ที่ 8,990 บาท พิเศษ! รับฟรี OPPO Smart Bag มูลค่า 1,590 บาท เมื่อ Pre-Order ตั้งแต่วันที่ 16 – 27 กันยายนนี้ ที่ OPPO Brand shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

 

จอง OPPO A9 2020กับผู้ให้บริการเครือข่ายที่ร่วมรายการ เริ่มต้นเพียง 3,990 บาท เปิดจอง 16-27 กันยายน 2562 เมื่อซื้อพร้อมแพ็คเกจ

Android News

realme Month Big Promotion ส่องสมาร์ทโฟนที่ใช่และโปรโมชั่นโดนใจ ส่งท้ายปี

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme Month Big Promotion 2019

หากพูดถึงสมาร์ทโฟนสำหรับทุกไลฟ์ไสตล์ที่ได้ครบทุกฟีเจอร์การใช้งานในระดับราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่มีใครไม่รู้จัก realme ซึ่งปัจจุบันเป็นแบรนด์มือถืออันดับต้นๆ ของโลก และได้วางจำหน่ายสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่นในไทย ได้แก่ realme C2, realme 5, realme 3, realme 3 Pro, realme 5 Pro, realme XT, realme X2 Pro และ realme 5s มาดูกันว่าในแต่ละรุ่นน่าซื้อน่าใช้งานอย่างไรบ้าง

 

realme C2 แรม 3GB + 32GB ราคา 3,599 บาท

realme C2 Full Review

realme C2 สมาร์ทโฟนสุดคุ้ม ดีไซน์สวยหรูฝาหลังเหลี่ยมเพชร หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว ทรงหยดน้ำ อัตราส่วนหน้าจออ 19.5:9 ซึ่งเป็นหน้าจอที่กว้างมาก ทำให้สัดส่วนหน้าจอแสดงผลมีมากถึง 89.35% อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4000mAh เพื่อการใช้งานทุกฟีเจอร์ได้ยาวนานตลอดทั้งวัน

 

realme C2 Full Review

ด้านการถ่ายรูป realme C2 เป็นรุ่นที่ให้ฟีเจอร์คุ้มค่าเกินราคาจริงๆ โดยมีกล้องหลังเลนส์คู่ 13 + 2 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ (Bokeh Effect) หรือเพิ่มสีสันให้กับภาพถ่ายได้ด้วยโหมด Chroma Boost และรองรับการถ่ายวิดีโอระดับ FullHD 1080p

แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัด realme C2 ก็ยังอัดสเปคมาให้แบบไม่มีกั๊ก มาพร้อมระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.0 (Android 9.0 Pie) ชิปเซ็ต MediaTek Helio P22 กับแรม 3GB และความจุตัวเครื่อง 32GB ใส่เมมเพิ่มได้สูงสุดถึง 256GB

นอกจากนี้แล้ว realme C2 ยังสามารถปลดล็อกได้ด้วยใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับและวิเคราะห์ใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนเพียง 0.3 วินาทีเท่านั้น

 

realme 3 แรม 4GB + 64GB ราคา 4,990 บาท

realme 3

realme 3 เป็นรุ่นที่มาสานต่อความสำเร็จจากรุ่น realme 2 โดยการอัพเกรดความสามารถหลายด้าน ทั้งการดีไซน์ตัวเครื่องมีการไล่เฉดสีด้วยเทคนิคพิเศษที่ทำให้ตัวเครื่องมีความโดดเด่น หน้าจอที่กว้างกว่าเดิม และกล้องหน้าเซลฟี่ได้คมชัดมากขึ้นด้วยกล้อง 13 ล้านพิกเซล

 

realme 3

ด้านการถ่ายรูป realme 3 มีกล้องหลังคู่ความละเอียด 13 + 2 ล้านพิกเซล โดยเลนส์หลักมาพร้อมกับรูรับแสงขนาด f/1.8 ประกอบด้วย 5 ชิ้นเลนส์ และมีโหมด Nightscape ภาพคมชัดแม้ในที่แสงน้อย และลด noise ของภาพได้อย่างดี ซึ่งการถ่ายในโหมดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้ง สามารถถือถ่ายด้วยมือได้เลย

สเปคตัวเครื่องใช้ ชิปประมวลผล MediaTek Helio P60 มาพร้อม AI รันระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0 หน้าตาดูสวยงามมากขึ้น และได้ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง และแบตขนาดใหญ่ 4230mAh ชาร์จไว 10W

 

realme 3 Pro แรม 6GB + 128GB ราคา 6,999 บาท

realme 3 Pro

realme 3 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์สวยงาม โดยด้านหลังมีความโดดเด่นด้านการดีไซน์ระดับพรีเมียม และหน้าจอขนาดใหญ่ 6.3 นิ้ว อัตราส่วน 19.5:9 ให้มุมมองที่กว้างมากขึ้น ดูหนัง เล่นเกม เห็นภาพได้เต็มตา มาพร้อมระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.0 ได้ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่ต้องรออัพเดท และใช้ชิป Snapdragon 710 แรม 6GB ทำงานได้ลื่นไหลดี สลับแอปไปมาได้รวดเร็ว และเล่นเกมกราฟิกสวยๆ ได้สบายๆ

 

realme 3 Pro

ด้านการถ่ายรูปมีกล้องหลังเลนส์คู่ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.7 ถ่ายภาพสวยทั้งกลางวันและกลางคืน และกล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซลฟี่ได้คมชัดด้วยเทคโนโลยีรวมพิกเซล 4-in-1 ส่วนแบตเตอรี่มีขนาด 4045mAh รองรับชาร์จ VOOC 3.0 กำลังไฟ 20W

 

realme 5 แรม 3GB + 64GB ราคา 4,599 บาท และแรม 4GB + 128GB ราคา 5,999 บาท

realme 5

realme 5 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีฝาหลังแบบ Nano Holographic Diamond ทำให้ฝาหลังดูเป็นประกายคริสตัลเมื่อแสงตกกระทบในมุมต่างๆ แถมยังให้เครื่องยังดูหรูหราเป็นอย่างมาก โดยสีที่เราใช้ในการรีวิวครั้งนี้คือสี Crystal purple แต่ก็มีอีกสีให้เลือกที่สวยไม่แพ้กัน คือสีฟ้า (Crystal Blue)

 

realme 5

realme 5 เป็นสมาร์ทโฟน 4 เลนส์ พลังแบตเกินพิกัด ถ่ายภาพได้ครบในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8, ถ่ายภาพมุมกว้างด้วยเลนส์ Wide Angle 119 องศา หรือจะถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอด้วยเลนส์ Portrait และถ่ายภาพระยะใกล้สุด 4 เซนติเมตรด้วยเลนส์ Marcro อีกทั้งยังใช้งานได้ยาวนานด้วยแบต 5000mAh โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแแบตหมด

 

realme 5

สำหรับหน้าจอของ realme 5 มีขนาด 6.5 นิ้ว ติ่งหน้าจอมีขนาดเล็กลง ทำให้พื้นที่หน้าจอแสดงผลใหญ่มากขึ้น อัดแน่นด้วยสเปคแบบจัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 665 ประมวลผลได้เร็วขึ้น ลดการใช้งานได้ดีกว่าเดิม 20% และรันระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.0 (Android 9.0 Pie) ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ทันทีตั้งแต่แกะออกจากกล่อง

 

realme 5 Pro แรม 4GB + 128GB ราคา 6,999 บาท และแรม 8GB + 128GB ราคา 8,999 บาท

realme 5 Pro

realme 5 Pro สมาร์ทโฟน 4 เลนส์ สเปคแรง มาพร้อมฝาหลังดีไซน์แสงสะท้อนลวดลายคริสตัลแบบ Holographic Diamond มีด้วยกัน 2 สีคือ Sparkling Blue และ Crystal Green โดยมีหน้าจอดีไซน์หยดน้ำที่สวยงามขนาด 6.3 นิ้ว สัดส่วนหน้าจอให้มามากถึง 90.6% และสีสันคมชัด FullHD+ ที่คมชัดกว่าเดิม

 

realme 5 Pro

realme 5 Pro เลือกใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุด Qualcomm Snapdragon 712 AIE ขนาด 10nm ความเร็ว 2.3GHz มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 35% และแบตเตอรี่ความจุ 4035mAh พร้อม VOOC Flash Charging 3.0 ที่ช่วยให้ชาร์จเร็วขึ้นกว่าเดิม ชาร์จเต็ม 100% ในเวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ หรือชาร์จไปเล่นเกมไปก็ยังได้แบตเพิ่ม ไม่มีลด

ด้านการถ่ายรูป realme 5 Pro ก็จัดเต็มมากๆ ให้กล้องหลังมาถึง 4 เลนส์ ได้แก่

  • เลนส์ Super wide-angle 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX 586 รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

นอกจากนี้ก็ยังเอาใจคนชอบเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล สามารถแบ่งเพศและวัยได้ แม้ในตอนถ่ายภาพหมู่ ด้วยระบบอัจฉริยะ AI Beauty มาพร้อมจุดจดจำที่มากถึง 296 จุด

 

realme XT แรม 8GB + 128GB ราคา 10,999 บาท

realme XT

realme XT ที่สุดของสมาร์ทโฟน 64MP 4 เลนส์ สเปคสุดล้ำ เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของประเทศไทยที่มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียด 64 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล พร้อมกับ Ultra clear selfie

  • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.72
  • เลนส์ Ultra-Wide 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

ทั้งนี้ realme ยังได้ “Aaron Huey” (อารอน ฮิวอี้) ช่างภาพชาวอเมริกันและช่างภาพสารคดีของ National Geographic ที่มีชื่อเสียงมาร่วมทีมในฐานะ Chief Photography Officer ของ realme ด้วย โดยร่วมพัฒนากล้องให้ถ่ายภาพได้ออกมาสวยสมบูรณ์มากที่สุด

 

realme XT

ดีไซน์ของ realme XT ถือว่ามีความสวยงามและมีมิติมากๆ มีการเล่นเฉดสีตามแสงที่สะท้อน ทั้งยังมีเส้นโค้ง 3 มิติแบบ Sparkling Hyperbola light ที่ให้เราได้เห็นแสงทรงโค้งที่ชนเข้าหากันอีกด้วย แล้วครอบด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass 5 ในขณะที่หน้าจอเป็นทรงหยดน้ำแบบ Dew-drop Fullscreen แบบ Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว คมชัดด้วยความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล)

 

realme XT

สเปคของรุ่นนี้ต้องบอกเลยว่าเร็วแรงเกินราคาจริงๆ ด้วยชิปเซ็ค Snapdragon 712AIE, 10nm ความเร็ว 2.3 GHz ที่ทำให้เครื่องเร็วและแรงกว่าเดิม ช่วยลดพลังงานเวลาใช้งาน และแบตเตอรี่ 4000 mAh พร้อมระบบชาร์จเร็ว VOOC 3.0 ชาร์จเต็ม 100% ในเวลา 80 นาที พร้อมระบบ AI Cooling ช่วยระบายความร้อนและ Screen Power Saving ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งาน

 

realme XT

นอกจากนี้แล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์จริงๆ รวมถึงสร้างประสบการณ์การเล่นเกมได้ดีระดับนักกีฬา E-Sport ด้วยฟีเจอร์ Game Boost 2.0 ที่ผสมผสานการทำงานทั้ง Frame Boost และ Touch Boost 2.0 ปรับความเร็วขึ้นขณะเล่นเกมถึง 73.7%

 

realme X2 Pro แรม 12GB + 256GB ราคา 19,999 บาท

realme X2 Pro

realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธง เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ realme ที่มาพร้ออมชิปเซ็ตที่เร็วที่สุดแห่งปี Snapdragon 885 Plus พร้อม GPU Adreno 640 ประมวลผลได้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด เล่นเกมได้ลื่นไหล ใช้งานแอปลิเคชั่นได้หลายแอป แบบไม่มีสะดุด ประสิทธิภาพการใช้งานดีขึ้นกว่าเดิม

realme X2 Pro ให้แรมมากถึง 12GB และความจุ 256GB แบบ UFS 3.0 ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่มีความสามารถในการอ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น 3 เท่า และลดการใช้งานได้ด้วย ในขณะที่แบตเตอรี่ 4000mAh รองรับ SuperVOOC 50W 10V5A เทคโนโลยีชาร์จเร็วล่าสุด ชาร์จเพียง 35 นาทีได้ 100% หรือจะชาร์จไปเล่นเกมไป 30 นาทีได้แบต 80%

 

realme X2 Pro

หน้าจอแสดงผลของ realme X2 Pro เป็นหนึ่งจุดเด่นของที่หลายคนชื่นชอบกันมาก ซึ่งเป็นหน้าจอที่มีอัตรารีเฟรชเรทอยู่ที่ 90 เฮิร์ต ช่วยให้แสดงผลได้เร็วและดีกว่าเดิม รวมไปถึงทำให้การมองจอในที่สว่างและในที่มืดสบายตามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับ HDR10+ และ DCI-P3 Color gamuts ซึ่งเป็นมาตรฐานภาพยนตร์ และมีการตรวจสอบและรองรับโดย TÜV Rheinland สถาบันรับรองความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากประเทศเยอรมัน

 

realme X2 Pro

realme X2 Pro เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมระบบเสียงสเตอริโอคู่แบบ Dolby Atmos พร้อมคุณภาพเสียง Hi-Res ที่มีการแยกลำโพงฝั่งซ้ายขวาได้อย่างชัดเจนเลยครับ ไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังในการใช้งานด้วย แถมไม่ว่าจะรับชมภาพยนตร์, เล่นเกม หรือดูวิดีโอต่างๆ ก็เพิ่มอรรสรสให้เต็มอิ่มกว่าเดิมแน่นอน

 

realme X2 Pro

realme X2 Pro มีกล้องหลัง 4 เลนส์สูงสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่มีมาให้เพียบ ซึ่งแต่ละเลนส์มีความสามารถดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL GW1
  • เลนส์ Ultra Wide Angle มุมกว้าง 115 องศา ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5 ซูม Optical ได้ 5 เท่า และ Hybrid ได้ 20 เท่า
  • เลนส์ Depth sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้แล้ว โหมด Night Scape 2.0 มีการพัฒนาการทำงานของ AI และ Multi-frame synthesis ที่ช่วยลด Noise ในภาพ ให้ภาพกลางคืนสวยมากยิ่งขึ้น ให้มองเห็นรายละเอียดของภาพได้ดียิ่งขึ้น

 

realme 5s แรม 4GB + 128GB ราคา 5,999 บาท

realme 5s

realme 5s สมาร์ทโฟน 4 เลนส์ AI 48MP พลังอึด เป็นสมาร์ทโฟนที่จุดเด่นด้านการถ่ายภาพด้วยกล้องความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล และมีกล้องอื่นๆ ที่ครบทุกการใช้งาน ได้แก่ เลนส์ Wide 8 ล้านพิกเซล + เลนส์ Portrait + เลนส์ Macro สำหรับถ่ายวัตถุชิ้นเล็กๆ ในระยะใกล้ และเอาใจคนชอบเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล ที่มี AI Beauty และ AI HDR

 

realme 5s

ดีไซน์ของ realme 5s แน่นอนว่าต้องมีความพิเศษกว่ารุ่นเดิมอย่าง realme 5 คือสีสุดร้อนแรงอย่างสีแดง Crystal Red ที่เล่นลวดลายทรงเพชรตามชื่อสีอย่างโดดเด่น หากยิ่งมีการสะท้อนกับแสงมากเท่าไหร่ ความระยิบระยับก็จะมีมากตามไปด้วยครับ โดยกระบวนการผลิตกว่าที่จะออกมาเป็นลวดลายแบบนี้นั้นเป็นการลงสีแบบ Nano Holographic Color ที่ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

 

realme 5s

realme 5s มาพร้อมกับจอ LCD กว้างถึง 6.5 นิ้ว ในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ควบคู่กับการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3+ เพิ่มความแข็งแกร่งไปในตัวด้วย โดยหน้าจอ Mini-Drop Fullscreen ของ realme 5s ทำให้มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 89% ใครที่ชอบรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบในเรื่องของความเต็มตาแน่นอน

realme 5s ใช้งานได้ลื่นไหลด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานกว่าหน่วยประมวลผลตัวกลางในระดับเดียวกัน 20% ทั้งยังมี AI Engine ที่ช่วยเรื่องของความไหลลื่นของการใช้งานและการจัดสรรทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น

 

realme Month Big Promotion

realme Month Big Promotion

เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนๆ ชาวไทย ทาง realme ก็ได้จัด realme Month Big Promotion ประกันตัวเครื่องนานสูงสุด 24 เดือน และผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ตามเงื่อนไขบัตรเครดิต ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 62 ต้องบอกเลยว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด! เพราะเป็นช่วงเวลาสุดคุ้มมากๆ ในการซื้อสมาร์ทโฟน realme ไว้ใช้งานเองหรือเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่นี้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อสมาร์ทโฟน realme ได้แล้วทั่วประเทศ ที่ AIS, TRUE, DTAC, Banana, BKK, KINGKONG, CSC, IT City,  Jaymart, TG Fone, TELEWIZ TEAM และ Maxlink

ปัจจุบัน realme ขึ้นเป็นอันดับที่ 7 ของการจัดลำดับสมาร์ทโฟนระดับโลก และมีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า  17 ล้านคน โดยในประเทศไทย realme ใช้เวลาเพียง 1 ปี สามารถเปิดช่องทางวางจำหน่ายได้ทั่วประเทศครอบคลุมทั้ง Online และ Offline, ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (Operator) และร้านค้าตัวแทนจำหน่าย รวมถึงดีลเลอร์กว่า 3000 ดีลเลอร์ต่างๆทั่วประเทศ

นอกจากนี้แล้ว ลูกค้ามั่นใจได้กับบริการหลังการขาย เพราะปัจจุบัน realme มีศูนย์บริการหลังการขาย 42 แห่งทั่วประเทศ และมีแบรนด์ช้อปแห่งแรกที่ อยุธยา ซิตี้พาร์ค โดยภายในปี 2562 จะมีการเปิดแบรนด์ช็อปของ realme ทั้งหมด 50 แห่งทั่วประเทศ

อ่านต่อ...

Featured

พาทัวร์งานโชว์นวัตกรรม 5G สุดล้ำ ใจกลางกรุง @ สามย่านมิตรทาวน์ ตอกย้ำ AIS 5G ที่ 1 ตัวจริงทดสอบแล้วทั่วไทย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

AIS ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม 5G รายแรกรายเดียวของไทยที่ทดลองทดสอบ 5G ครบทุกภาคทั่วประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ทั้งในพื้นที่ภาคกลาง, ภาคตะวันออก, ภาคใต้, ภาคอีสาน และภาคเหนือ ล่าสุด ประกาศความพร้อมพาคนไทยก้าวเข้าสู่ยุค 5G  จัดงานแสดงนวัตกรรม 5G สุดล้ำที่เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรทุกภาคส่วน ในงาน “AIS 5G ที่ 1 ตัวจริง ทดสอบแล้วทั่วไทย” ที่สามย่านมิตรทาวน์

 

สำหรับ AIS ได้เตรียมพร้อมเครือข่ายและองค์ความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, อุปกรณ์โครงข่าย, อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ, ดีไวซ์, 5G SIM Card สำหรับเชื่อมต่อเพื่อทดสอบ Use Case ต่างๆ บนเครือข่าย 5G พร้อมทั้งทำ Workshop ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วทุกภูมิภาคและเหล่าพันธมิตรชั้นนำด้านเทคโนโลยี ดำเนินการทดสอบ 5G ครบทุกภูมิภาคทั่วไทย

 

และเพื่อขยายการรับรู้และสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี 5G ให้กับคนไทย เอไอเอส จึงได้ร่วมมือกับ สามย่านมิตรทาวน์ ศูนย์การค้าแห่งนวัตกรรม โดยซินเนอร์ยี่เทคโนโลยีเข้ากับเอไอเอส เปิดให้คนไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยี 5G ใจกลางกรุงเทพฯ

สถานที่จัดแสดงนวัตกรรม 5G จาก AIS จะอยู่ที่ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ โดยในงานนี้ AIS ดึงแบมแบม หนึ่งในพรีเซนเตอร์จาก AIS มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย และทางทีมงานก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมงาน เพื่อเก็บบรรยากาศภายในงาน ความน่าสนใจของเทคโนโลยี 5G จาก AIS ที่ขนมาจัดแสดงในงานนี้แบบจัดเต็ม เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ ซึ่งลานจัดแสดงจะแบ่งเป็นโซนต่างๆ มี 5G Use Cases ที่น่าสนใจมากมาย  เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ไปดูกันเลยครับ

 

1. 5G Hologram 3 มิติ

ครั้งแรกของไทยกับการนำเทคโนโลยี 3D Hologram การสื่อสารระยะไกลที่เหนือไปอีกขั้นในยุค 5G ที่สามารถถ่ายทอดภาพวิดีโอ 3 มิติ ได้แบบ 360 องศา มีความเสมือนจริงและเรียลไทม์ มาจัดแสดงให้ได้สัมผัสกันในงานนี้ ซึ่งมี 2 Use Cases ด้วยกัน ดังนี้

HoloPort

ตรงจุดนี้จะเป็นการสาธิตการสื่อสารระยะไกลระหว่างบุคคลต้นทางและปลายทางที่อยู่ต่างสถานที่กัน ให้สามารถโต้ตอบแบบตัวต่อตัวและมองเห็นภาพ 3 มิติ ได้รอบด้านแบบ 360 องศา โดยที่ฝ่ายต้นทางจะเป็นผู้สร้างภาพโฮโลแกรม 3 มิติของตัวเองผ่านหน้ากล้อง เพื่อให้ระบบทำการประมวลผลเปลี่ยนภาพ 2 มิติ ไปเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ และส่งเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติออกมา

 

โดยวิดีโอแบบ 3 มิตินี้จะถูกส่งแบบสตรีมไปยังผู้รับผ่านเครือข่าย 5G ซึ่งปลายทางหรือผู้รับจะต้องสวมแว่นตา Hololens เพื่อแสดงผลเป็นภาพโฮโลแกรม 3 มิติ จากวัตถุในคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพเสมือนจริงขึ้นมา จึงทำให้ผู้รับรู้สึกว่าคู่สนทนาปรากฎอยู่ตรงหน้าในสถานที่เดียวกัน

 

Shared Mixed Reality

เป็นการสาธิตภาพโฮโลแกรม 3 มิติ ที่ผู้ใช้งานมากกว่า 1 คน สามารถมองเห็นภาพวิดีโอวัตถุ 3 มิติเดียวกันได้ ในสถานที่เดียวกัน ด้วยมุมมองแบบ 360 องศา ผ่านแว่นตา Hololens ซึ่งจะช่วยผู้ใช้งานให้สามารถแชร์ไอเดียและพัฒนาชิ้นงานร่วมกันได้พร้อมกันแบบเรียลไทม์

 

โดยเทคโนโลยีโฮโลแกรมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานออกแบบ วิศวกร เจ้าของผลิตภัณฑ์ และลูกค้าการประชุมธุรกิจ การศึกษาทางไกล การแพทย์ การเกษตร และงานด้านแฟชั่นและบันเทิง ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้พัฒนาเกม, แอนิเมชั่น 3 มิติ, AR , VR และ MR ซึ่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในการสื่อสารระหว่างกันได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

2. 5G VDO Call

การทดลองใช้งานโทร 5G VDO Call ผ่านเครือข่าย 5G ด้วยสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะของเทคโนโลยี 5G ที่มีค่าความหน่วงต่ำ ทำให้มีการตอบสนองแบบเรียลไทม์ คมชัดและไม่สะดุด ซึ่งภาพจะมีความละเอียดสูงระดับ Full HD – 4K และสัญญาณเสียงที่คมชัดระดับ Ultra HD voice

 

การโทร 5G VDO Call ในงานนี้ได้ทดสอบโทร ข้ามภูมิภาคแบบครบทุก 5 ภาค ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยในทุกๆ ภาคที่ทำการทดสอบโทรกันสดๆ ซึ่งโชว์ให้เห็นประสิทธิภาพของสัญญาณ 5G เมื่อ VDO Call จะเห็นภาพที่คมชัด เสียงไม่ขาดหาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามเมื่อใช้งานผ่านสัญญาณ 5G

 

ซึ่งในการทดสอบ VDO Call 5 ภาค ในตอนท้ายได้มีการร่วมพูดคุยทั้ง 5 ภาค ไปพร้อมๆ กันอีกด้วย ซึ่งการ VDO Call ทำได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดด้วย 5G VDO Call จาก AIS นั่นเองครับ

 

3. 5G Remote Control Vehicle

สาธิตเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกล ผ่านเครือข่าย 5G บริเวณลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ AIS โดยเป็นการแสดงศักยภาพของเครือข่าย 5G ที่มีความเร็วสูง, ความหน่วงต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อนำ 5G มาใช้ มีความหน่วงต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วก็จะทำให้ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่จะสามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในรถแต่ยังสามารถมองเห็นมุมมองต่างๆ ได้เสมือนอยู่ในรถ และขับขี่ได้อย่างปลอดภัย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการขนส่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรม และการสัญจรในอนาคตได้ ตรงจุดนี้ก็เป็นอะไรที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างมาก

 

4. 5G Connected Drones

การสาธิตบังคับโดรนระยะไกล ระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองโคราช จ.นครราชสีมา ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตผ่านเครือข่าย 5G บน Live Network แสดงแนวคิดการใช้งานโดรนในยุค 5G ที่ความเร็วสูงและความหน่วงต่ำซึ่งคนควบคุมไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกับโดรน แต่สามารถควบคุมโดรนระยะทางไกลได้ผ่านเครือข่ายมือถือ และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูงกลับมาหาผู้ใช้งานได้ทันที

 

ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์การใช้งานได้หลากหลาย ทั้งด้านการขนส่งและโลจิสติกส์, การเกษตร, ความปลอดภัยสาธารณะ, การตรวจงานในโรงงาน, การกู้ภัย รวมถึงการนำไปใช้ควบคุมโดรนภายในเมืองอัจฉริยะ เพื่อใช้ในการเข้าไปสำรวจพื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย

 

5. 5G The Robotics

ตรงนี้จะจัดแสดงแนวคิดหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G ที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ โดยมี 2 Use Cases ด้วยกัน คือ

5G The Robotic, the future of store เป็นการแสดงแนวคิด ซูเปอร์มาร์เก็ตในอนาคต ที่ทำงานโดยหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G ทำให้หุ่นยนต์ประมวลผลได้แบบเรียลไทม์และมีความแม่นยำสูง

 

หลังจากที่มีการสั่งให้หุ่นยนต์ทำงาน หุ่นยนต์จะรับคำสั่งทันทีแบบเรียลไทม์ ทำให้มีความแม่นยำสูง จึงทำให้หุ่นยนต์หยิบสินค้าได้ตรงตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อ จากตัวอย่างจะเห็นว่าถึงแม้ผลไม้จะมีลักษณะหรือสีคล้ายคลึงกัน หุ่นยนต์ก็สามารถหยิบของผลไม้ได้ถูกต้อง และนำมาใส่ในจุดที่เตรียมไว้ได้ถูกต้องตามต้องการ

 

5G Smart Little Robot Companion หุ่นยนต์อัจฉริยะ ที่เห็นแล้วจะต้องหลงรักกับความน่ารักและสุดฉลาด ที่ทำงานผ่าน 5G ซึ่งสามารถพูดคุยและตอบคำถามแก่ผู้มาใช้งานได้ผ่านเทคโนโลยี 5G ช่วยให้จดจำการสั่งการ Smart Connected Devices และการตอบสนองของหุ่นยนต์เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดย Bannee และ Bookky เป็นหุ่นยนต์บรรณารักษ์ (Librarian-Bot) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อปฏิบัติงานที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถสื่อสารกันเองและสื่อสารกับคนได้

 

ทั้งหมดนี้ คือนวัตกรรมเทคโนโลยี 5G ที่น่าสนใจจาก AIS ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และภาคอุตสาหกรรมของประเทศไปอีกขั้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี AIS 5G เพื่อยกระดับประเทศสู่ Thailand 4.0

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมทดลอง ทดสอบ และอยากสัมผัสนวัตกรรม 5G ด้วยตัวเอง สามารถไปได้ที่สามย่านมิตรทาวน์ ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G ซึ่งจะมีการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563 เวลา 10.00น. – 22.00น. (วันที่ 24-31 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น. – 24.00 น.) ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครือข่าย คอยสาธิตและให้คำแนะนำตลอดทั้งงาน

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มีหูฟังที่เรียกได้ว่าสุดล้ำมากๆ มาฝากกันครับ ซึ่งปกติแล้วการรับฟังเสียงของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันครับ วันนี้เราได้รับหูฟัง nuraphone เป็นหูฟัง Bluetooth สุดล้ำที่สามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินของผู้ใช้งานแต่ละคนได้โดยอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่ง nuraphone เป็นหูฟังที่ได้ออกแบบโดยวิศวะกรและผู้รักเสียงดนตรีจาก Australia ผสมผสานจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear และ In-Ear ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ครับ วันนี้เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าหูฟัง nuraphone จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเสียงจะดีขนาดไหนเมื่อตัวหูฟังได้เรียนรู้การรับฟังและปรับเสียงให้เข้ากับการได้ยินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง nuraphone
  2. สายชาร์จแบบ USB-A
  3. กล่องหูฟังแบบ Magnetic locking protective case
  4. จุกหูฟังสำรองขนาดต่างๆ

 

ตัวกล่องหูฟัง Magnetic locking protective case ดูแข็งแรงทนทานมากๆ ครับ เอาไว้เผื่อว่าเดินทางอยากเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นการปกป้องความเสียหายที่อาจะเกิดขึ้นได้กับหูฟังได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ขนาด 190 x 170 x 88 มม.
  • น้ำหนัก 329 กรัม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth aptX HD, *Universal Wired (Lightning, USB-C, micro-USB, analog)
  • Battery แบบ Lithium Ion Battery, ใช้งานต่อเนื่องได้รวม 20 ชั่วโมง
  • การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation (ANC) + Dual passive isolation
  • วัสดุ High grade stainless, คัพหูฟัง aluminium cups, แพดหูฟัง hypoallergenic silicon

nuraphone มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Dynamic คู่ แยกมิติเสียงแบบลำโพง Two way ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และแอปพลิเคชั่นสุดล้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รองรับ aptX HD ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation การันตีด้วยรางวัล best of the best จาก Red Dot Design และ Good Design Award อีกด้วยครับ 

 

FEATURE การใช้งาน

  • Offline Mode ควบคุมการงานผ่านแอปพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
  • Bluetooth Quickswitch เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถสลับอุปกรณ์ ได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ก่อนที่ใช้ก่อนหน้านี้
  • Voice Calls ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • Nura Sound หูฟังตัวแรกที่ปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ รางวัล CES Innovation 2018
  • CleanANC การผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-
    Passive Isolation เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัด
  • หูฟังตัวแรกที่ออกแบบให้ In-Ear ทำงานร่วมกับ Over-Ear และ Haptic Bass Technology
  • Bluetooth Qualcomm atpX HD เพื่อเสียงที่คมชัดในระดับ Hi-Fi 24bit/48kHz
  • Smart Headphone ทำงานโดยอัตโนมัติเพียงสวมลงบนศีรษะ
  • ทำงานร่วมกับ Application บน iOS / Android
  • TeslaFlow วาล์วควบคุมการไหลเวียนของอากาศ สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูฟังรองรับ Aptx HD ที่รองรับการฟังในแบบ Hi-Res 24Bit 48kHz (ขึ้นอยู่กับเครื่องเล่นที่รองรับ) หากต้องการต่อแบบ Analog หรือ สาย USB C, Lightning สามารถซิ้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มได้

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวกล่องด้านใน nuraphone ดีไซน์ดูเรียบหรูซึ่งเมื่อเปิดออกมาจะมีกล่องเก็บหูฟังอยู่ด้านในอีกชั้นครับ

 

เมื่อเปิด Magnetic locking protective case ออกมาแล้วจะเห็นหูฟัง และกล่องเก็บสายชาร์จที่มีหูฟังสำรองมาให้ด้วยอีก 2 ชุด

 

ก้านหูฟังด้านในจะมีข้อความเขียนไว้ว่า nuraphone

 

หูฟังด้านซ้าย และขวา จะมี Touch Buttons สำหรับควบคุมการทำงานอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสัมผัสครับ

 

nuraphone ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและเป็นหูฟังตัวแรกที่ออกแบบโดยการผสมผสานระหว่างหูฟัง แบบ In-Ear กับ Over-Ear เอาไว้ด้วยกันครับ ส่วนตัวแล้วใช้งานหูฟังมาก็เยอะ พอเจอ nuraphone เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนแบรนด์ไหน โดยเสียงย่านกลางและสูงจะขับผ่าน In-ear tips และ Over-Ear ขับพลังเบสที่สามารถสัมผัสได้ทันทีเมื่อได้รับฟังเพลงจากหูฟังนี้ครับ

 

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกก็แปลกใจหาปุ่มเปิดเครื่องไม่เจอ แต่เมื่อจะเชื่อมต่อกับแอป nura พบว่าตัวแอปแนะนำให้สวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะ ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเครื่องนั้นเองครับ การทำงานของหูฟังเมื่อสวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะแล้ว จะเป็นการเปิด/ปิด เป็นไปแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหรือปิดการทำงานแต่อย่างใด ตัวหูฟัง nuraphone จะจับ motion sensor และทำการเปิดใช้งานอัตโนมัติ แจ้งชื่อผู้ใช้ (Welcome back ชื่อผู้ใช้) พร้อมบอกแบตเตอรี่คงเหลืออีกด้วยครับ

 

หลังจากที่ทำความรู้จักที่มาที่ไปของหูฟัง nuraphone และฟีเจอร์ต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะมาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มฟังเพลงผ่านหูฟัง nuraphone ให้ดาวน์โหลดแอป nura มาติดตั้งก่อนครับ ซึ่งมีให้โหลดได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์และเรียนรู้การรับฟังของเราเพื่อปรับให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้งานแต่ละรายให้เหมาะสมที่สุดครับ ซึ่งสามารถเรียนรู้การฟังของผู้ใช้งานได้ภายใน 60 วินาที เท่านั้น และสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์ในเวลาเดียวกัน

มาถึงตรงนี้หลายคนที่อาจจะสงสัยว่า nuraphone เรียนรู้การได้ยินของเราได้ยังไง เหตุผลเพราะแบบนี้ครับ ภายในหูฟัง nuraphone เค้าจะมีไมโครโฟนแบบเดียวกับที่ nasa ใช้ในปฏิบัติการ Mars Mission 2020 ครับ ซึ่งจะเป็นตัวรับสัญญาณเสียงสะท้อนในช่องหูของเราฟังเรานั่นเอง ในส่วนนี้ทาง nura ได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยครับ

 

การทำงานของ Touch Buttons สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มากกว่า 4 ฟังก์ชั่น สามารถตั้งค่าผ่านแอป nura โดยตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้าย และขวา ด้านละ 2 ฟังก์ชั่น ประกอบไปด้วย

  • Play/pause music & answer/ hang up calls
  • Play/pause music
  • Enable/ disable immersion
  • Enable/disable social mode
  • Previous track
  • Next track
  • Volume up
  • Volume down

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ดูแบตเตอรี่คงเหลือของหูฟังได้อีกด้วยครับ

 

ไร้เสียงรบกวนด้วย CleanANC 

nuraphone มาพร้อมกับ CleanANC ซึ่งเป็นการผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-Passive Isolation เมื่อ 2 เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันทำให้ไร้เสียงรบกวนฟังเพลงให้คุณภาพเสียงคมชัดมากๆ

ตัวหูฟังยังมี Social Mode ด้วยครับ เพียงแค่แตะไปที่ Touch Buttons ก็จะสามารถรับฟังเสียงจากภายนอกสำหรับการฟังเสียงสนทนาหรือรับฟังเสียงจากภายนอกโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกเรียกได้ว่าสะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยทีเดียว

 

ใช้คุยโทรศัพท์ได้คุณภาพเสียงคมชัด 

nuraphone สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ในตัวเลยครับ เนื่องจากตัวหูฟังมีไมโครโฟนอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับโทรศัพท์และคุยจากหูฟัง nuraphone ได้ทันที หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานคุยโทรศัพท์พบว่าเสียงสนทนาคมชัดดีครับ ทั้งทางฝั่งผู้โทร และทางฝั่งผู้รับ

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์ 

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบหูฟัง หลายๆ มักจะถามถึงเรื่องการดูหนัง ฟังเพลงจาก YouTube ว่าเสียงดีเลย์มั้ย จากที่ใช้งานมาหลายสัปดาห์พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย โดยการทดสอบได้ลองใช้งานทั้ง YouTube, Netflix, Spotify, หนังจาก Apple TV

 

สุดยอดพลังเสียง เบสหนัก ฟังเพลงดี ดูหนังเด่น 

มาถึงไฮไลท์ของการใช้งานหูฟังแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของคุณภาพของเสียงเมื่อฟังเพลง ต้องบอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นดีไซน์ยังเดาไม่ออกว่าเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน จะใส่พอดีหูหรือไม่ในเมื่อเป็นลูกผสมระหว่าง Over-Ear และ In-Ear แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วกลับพบว่าถึงเป็นลูกผสมการสวมใส่เรียกได้ว่าออกแบบมาได้อย่างดีมากครับ ซึ่งสามารถใส่พอดีหูและตัวก้านหูฟังก็ยังสามารถปรับให้เข้ากับขนาดของศรีษะได้ และด้วยการดีไซน์แบบนี้เองทำให้ได้สัมผัสของพลังเสียงอย่างแท้จริง บางคนอาจจะชอบฟังเสียงจากหูฟัง Over-Ear เพราะไดร์เวอร์ขนาดไหญ่ ให้พลังเสียงหนักแน่น แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่ชอบฟังขนาดใหญ่ก็มักจะเลือกใช้ In-Ear ซึ่งพลังเสียงอาจจะไม่ได้หนักแน่นเหมือน Over-Ear แต่เมื่อทั้ง Over-Ear และ In-Ear มาอยู่ในหูฟังตัวเดียวกันเมื่อฟังเพลงแล้วพบว่าเสียงกลมกล่อมมากครับ เบสมาเต็ม ถ้าดูหนังความกระหึ่มเหมือนดูหนังจากโรงหนังประมาณนั้นเลยครับ เสียงแหลมก็มาครบ โดยรวมแล้วเสียงกระหึ่มมากๆ สะใจคนชอบดูหนังและฟังเพลง ผลก็มาจากการนำจุดเด่นของหูฟังทั้ง 2 ชนิดมารวมไว้ในหูฟังตัวเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าไม่เคยได้รับประสบการณ์การฟังเพลง ดูหนัง ด้วยเสียงที่มาเต็มแบบนี้มาก่อน ประกอบกับตัวหูฟังสามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับผู้ฟังได้อย่างอัตโนมัติจึงทำให้เสียงเพลงที่ได้ยินเหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากขึ้นอีกด้วยครับ

 

ในส่วนของแบตเตอรี่ nuraphone เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้ฟังเพลงได้ราวๆ 20 ชั่วโมงครับ หากใช้งานไปแล้วแบตเหลือน้อยตัวหูฟังจะมีเสียงเตือนให้เราทราบด้วยครับ โดยการชาร์จแบตจนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ รวมถึงดูแบตเตอรี่ของตัวหูฟังได้อีกด้วย

 

สรุปส่งท้าย

nuraphone เป็นหูฟังที่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงผ่านหูฟังไม่ว่าจะเป็นตอนเดินทาง หรือพักผ่อน อยากให้ได้ลองฟังกันครับเพราะเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เสียงที่จะได้จากหูฟัง nuraphone มาก่อน ซึ่งตอนนี้เปิดวางจำหน่ายแล้วนะครับ ในราคา 17,900 บาท ที่ central ชิดลม ในแผนก Central Men’s Gadget ชั้นเครื่องแต่งกายชาย

และ Central.co.th , Shop.mentagram.com สำหรับใครที่สนใจสามารถลองไปเสียงและสัมผัสของจริงได้ตามสถานที่จำหน่ายนะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/nurasoundthailand

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

realme Month Big Promotion 2019 realme Month Big Promotion 2019
Android News8 ชั่วโมง ที่แล้ว

realme Month Big Promotion ส่องสมาร์ทโฟนที่ใช่และโปรโมชั่นโดนใจ ส่งท้ายปี

หากพูดถึงสมาร์ทโฟนสำ...

Featured1 วัน ที่แล้ว

พาทัวร์งานโชว์นวัตกรรม 5G สุดล้ำ ใจกลางกรุง @ สามย่านมิตรทาวน์ ตอกย้ำ AIS 5G ที่ 1 ตัวจริงทดสอบแล้วทั่วไทย

  AIS ตอกย้ำผู้...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง