ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว OnePlus 8 เรือธงแห่งความลื่นผ่าน CPU Snapdragon 865 ควบคู่กล้อง 3 เลนส์ 48MP และรองรับ Warp Charge 30T

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

OnePlus 8 สมาร์ทโฟนที่ถูกบอกว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ทำระบบปฏิบัติการ Android ได้ลื่นสุดๆ ซึ่งในรุ่นใหม่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่เกินหน้าเรือธงแบบ Beyond Flagship ด้วยหน้าจอที่ดีสวยงามที่สุด, ควบคู่กับกล้องที่ถ่ายได้สวย คมชัดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล และหน่วยประมวลผล Snapdragon 865 ที่เป็นขวัญใจทั่วโลก ทำให้เล่นเกม และใช้งานต่างๆ ไม่มีสะดุดแน่นอน

 

สรุปสเปค OnePlus 8

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.2 × 72.9 × 8.0 มม.
  • น้ำหนัก : 180 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Fluid Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) มี Refresh rate 90Hz, อัตราส่วน 20:9 และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 865 Octa Core
  • โมเด็ม 5G : Snapdragon X55
  • GPU : Adreno 650
  • RAM : 12GB LPDDR4X
  • ROM : 256GB (UFS 3.0)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์IMX586 รูรับแสง f/1.75 และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 116 องศา รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Punch-Hole ขนาดเล็ก 3.8 มม. ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.45
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS 10
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.1, NFC และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4300mAh รองรับ Warp Charge 30T

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

สวยงามตั้งแต่ตัวกล่องเลยทีเดียวสำหรับ OnePlus 8 ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยสีแดงที่เป็นสีของโลโก้ทั้งกล่อง มีเลข 8 ที่ด้านหน้าชัดเจน และด้านหลังก็มีข้อความว่า “เข้าถึงแอป Google ได้ง่ายๆ” โดยมีความยาวตามสไตล์ เมื่อเปิดออกมาก็จะเจอกับอุปกรณ์เพียบครับ

ชั้นแรกเปิดมาก็เจอกับตัวเครื่อง OnePlus 8 ทันที ซึ่งชั้นที่วางเครื่องจะสามารถเปิดได้ โดยมีคู่มือการใช้งาน, สติ๊กเกอร์ต่างๆ, ข้อมูลความปลอดภัยและการรับประกันสินค้า, ข้อความจากซีอีโออย่าง Pete Lau และอุปกรณ์เปิดถาดซิม อะแดปเตอร์ – Warp Charge 30 Power Adapter และสาย – Warp Type-C สีแดง

 

ดีไซน์ของ OnePlus 8 ต้องบอกมีการออกแบบที่ดีมากๆ ในการสัมผัสครับ สีที่เราได้มาเป็นสีรุ้ง Interstellar Glow (Limited Edition) ที่ด้านหลังเป็นวัสดุกระจก 3D Corning Gorilla Glass มีการเล่นเฉดสีฟ้าๆ ม่วงๆ สวยงามมากครับ เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ตอนไม่ได้ใส่เคส ตรงขอบด้านหลังจะออกเป็นสีรุ้งค่อนข้างชัดเจนด้วย ขณะที่อีกสีจะเป็นสีเขียว Glacial Green ที่เป็นกระจกแบบด้านครับ ทำให้ติดรอยนิ้วมือได้ค่อนข้างยาก

 

นอกจากสีสันที่สวยแล้ว OnePlus 8 ยังจับถนัดมือด้วยบางความของตัวเครื่องเพียง 8 มิลลิเมตรเท่านั้น และน้ำหนักก็เบาๆ ที่ 180 กรัม

 

เราได้ทราบกันดีแล้วว่า OnePlus 8 เป็นหนึ่งในรุ่นที่มีหน้าจอแสดงผลที่ดีที่สุดในโลกของสมาร์ทโฟน ณ ตอนนี้ครับ ซึ่งสีสัน, การสะท้อนเมื่อเล่นในที่แสงจ้า ทำได้ดีมากๆ ยังคงมองได้ชัดเจนครับ

 

OnePlus 8 ใช้หน้าจอ Fluid Display ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) รองรับการแสดงผล HDR 10+, 0.4 JNCD, ความหนาแน่นพิกเซลอยู่ที่ 402 ppi ที่สำคัญคือใช้งานได้ลื่นๆ ด้วย Refresh Rate 90Hz และเล่นได้นานโดยไม่ทำร้ายสายตามากเกินไปเพราะผ่านการรับรองจาก TÜV Eye Comfort Certification

 

มาดูรอบเครื่องกันครับ เริ่มที่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับสนทนาและเป็นลำโพงที่ 2 แบบสเตอริโอด้วย Dolby Atmos ด้วย และที่มุมซ้ายบนก็จะมีกล้องหน้าที่ฝังอยู่

 

ทางซ้ายตัวเครื่องมีเพียงปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ส่วนด้านขวามีปุ่มสำหรับเลื่อนเปลี่ยนโหมดเสียง (เสียงเข้า, สั่น, เงียบ) ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ที่สามารถใส่ได้ 2 ช่องแบบพลิกบน-ล่างครับ ถัดไปทางขวาจะมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ส่วนด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังตัวเครื่องจะมีกล้องหลังที่จัดเรียงเป็นแนวตั้งตรงกลางพอดี โดยที่ด้านล่างจะมีไฟแฟลช LED และโลโก้ OnePlus

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OnePlus 8 แกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 10 รุ่นล่าสุดของ Google โดยครอบทับด้วย OxygenOS 10 ที่การใช้งานเสถียรมากที่สุดครับ ซึ่งการใช้งานทั่วไป การเข้าแอปพลิเคชั่นก็รันได้เร็ว ไม่ต้องรอนาน

 

หน้าตา UI : OxygenOS 10

 

วอลเปเปอร์สวยงาม มีหลากหลายแบบ

วอลเปเปอร์ของ OnePlus 8 มีให้เราเลือกหลายแบบมากๆ และมีความสวยงามครับ ซึ่งจะมีทั้งแบบ Live Wallpaper และแบบภาพนิ่ง ซึ่งโทนสีก็มีทั้งความเข้มและโทนสดใสๆ

 

Always-on-Display บอกสถานะเครื่องและการแจ้งเตือนง่ายๆ

หน้าจอ AMOLED ก็ไม่พลาดที่มีฟีเจอร์นี้แน่นอนครับ ซึ่งจากที่เรารู้กันก็จะเป็นการบอกสถานะในเครื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ รวมถึงการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่แสดงผลเป็นไอคอนให้เราทราบครับ

ใครที่อยากเปลี่ยนรูปแบบของนาฬิกาก็มีให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ ค่าเริ่มต้น, แอนะล็อก และเรียบง่าย

 

อัพเกรด Reading Mode ให้ดียิ่งขึ้นรองรับการมองเห็นทั้งกลางวันและกลางคืน

ในโหมดการอ่าน (Reading Mode) ในรุ่นนี้จะมี 2 แบบให้เราใช้งานเมื่อเวลาที่เราอ่านอะไรยาวๆ ครับ ได้แก่ เอฟเฟกต์สี ที่จะปรับเฉดสีสันในหน้าจอลดลงจนเกือบเทาครับ และเอฟเฟกต์ขาวดำ ที่ปรับสีสันลงจากแบบแรกให้เป็นแบบขาวดำทั้งหน้าจอ

 

Dark Theme 2.0 ใช้งานได้สบายตายิ่งขึ้น

ใน Dark Theme 2.0 หรือธีมเข้มใน OnePlus 8 จะเป็นการลดแสงสีฟ้าลงครับ ทำให้จอมีสีเหลืองเด่น ต่างจาก Reading Mode โดยเราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ การตั้งค่า > การกำหนดเอง > ธีมที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า และเลือก “สีเข้ม”

 

ระบบเสียงลำโพงคู่แบบสเตอริโอ Dolby Atmos

เป็นเรือธงก็ต้องมาพร้อมกับลำโพงที่สร้างอรรถรสได้แบบเต็มอิ่มครับ อย่างลำโพงคู่สเตอริโอ Dolby Atmos ที่เสียงจะออกใน 2 ลำโพง แบ่งซ้าย-ขวาอย่างชัดเจนทั้งตอนรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมครับ แล้วเสียงที่ได้ยินก็กระหึ่มเลยทีเดียว

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

เรื่องของระบบความปลอดภัยในการป้องกันเข้าใช้งานเครื่องก็มีทั้งการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่จดจำได้มากสุด 5 ลายนิ้วมือ ซึ่งการใช้งานถือว่ารวดเร็วและความผิดพลาดก็ไม่มีให้เห็น

ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือการสแกนใบหน้าครับ สามารถใช้ได้ 1 ใบหน้าเท่านั้น ซึ่งเมื่อลองใช้งานจริง แทบไม่เห็นเลยว่าเครื่องสแกนใบหน้าตอนไหน เหมือนแค่กดปลดล็อคแล้วเข้ามาหน้าจอหลักทันที

 

รองรับ 5G 

สำหรับ OnePlus 8 Series นั้นรองรับความถี่ 5G ในย่าน 700 MHz และ 3,500 MHz เท่านั้น ไม่รองรัคลื่นความถี่ 2,600MHz นะครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

สำหรับ OnePlus 8 แน่นอนก็ต้องจัดเต็มเรื่องขุมพลังที่ต้องมาในระดับท็อปสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 865 Octa-core ควบคู่กับ RAM 12GB พร้อม ROM ชนิด UFS 3.0 สูงสุด 256GB ซึ่งทั้งหมดทำให้เราเล่นได้ไหลลื่นทุการใช้งาน ไม่ว่าจะเล่นเกม, ดูฟัง, ฟังเพลง, ทำงาน หรือแม้ตอนติดตั้งแอปพลิเคชั่นก็ตาม

 

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 512,164 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 918 และคะแนน Multi-Core ที่ 3,355

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

OnePlus 8 มาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดที่เราโหลดไว้ในที่เดียวกัน ที่สำคัญยังสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ ไม่ให้มารบกวนระหว่างเล่น รวมถึงโหมด Fnatic ที่เป็นการรีดประสิทธิภาพตัวเครื่องทั้งหมดไปกับการเล่นเกม ทำให้เล่นได้ลื่นๆ แน่นอน

 

Call Of Duty: Mobile

สำหรับเกม Call Of Duty: Mobile เราปรับกราฟิกในระดับสูงที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะเปิดได้ครับ เป็นภาพกราฟิกระดับ Very High และเฟรมเรทระดับ Max โดยต้องบอกว่า OnePlus 8 เล่นได้ไหลลื่นตลอดทั้งเกมครับ เฟรมเรทก็นิ่งๆ ไม่มีช่วงกระตุกให้เห็น

 

RoV

ต่อมาเป็นเกมฮิตอย่าง RoV เราปรับภาพการแสดงผลและภาพ HD เป็นระดับสูงมาก และเฟรมเรทก็เปิดระดับสูงไว้ด้วย เราเริ่มเล่นในโหมด 5 VS 5 ซึ่งต้องบอกเลยว่าน่าจะเป็นหนึ่งในรุ่นที่เฟรมเรทนิ่งที่สุดแล้วครับ เพราะตั้งแต่เริ่มเกมมาจะคงที่ 60fps ไปจนถึงช่วงจบเกม เท่าที่สังเกตได้คือจะไม่ดรอปลงเลย แม้แต่ 59fps ก็ยังไม่มีให้เห็นด้วยซ้ำ

 

Forza Street

มาต่อที่เกมใหม่อย่าง Forza Street เราก็เล่นได้แบบหมดห่วงครับ กราฟิกที่ได้สวยงาม และเล่นได้ต่อเนื่องโดยไม่มีอาการกระตุก

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายกับเกมแข่งรถอีกเกมอย่าง Asphalt 9: Legends แน่นอนว่าเล่นได้แบบไร้ปัญหา แถมมีระบบ Haptic vibration หรือระบบสั่นไหวที่ทำให้เรารับรู้ถึงอารมณ์ในเกมมากขึ้นนั่นเอง อย่างในช่วงที่ชนหรือกระแทกกัน ก็จะมีการสั่นเกิดขึ้นเป็นจังหวะๆ

 

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จไวด้วย Warp Charge 30T

OnePlus 8 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4300mAh ซึ่งถ้าใครใช้งานทั่วไปก็คงจะอยู่ถึงจากเช้าไปค่ำได้ครับ แต่ถ้าใครที่ใช้งานหนักๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะชาร์จช้าครับ เพราะรุ่นนี้มีระบบชาร์จเร็วอย่าง Warp Charge 30T มาให้ด้วย จากที่เราทดสอบ จากแบตเตอรี่ 24% ชาร์จเต็ม 100% ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องกล้องที่หลายคนน่าจะรอคอยกันครับ โดย OnePlus 8 เองได้พัฒนาเรื่องกล้องขึ้นมาพอสมควร โดยมีกล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอแสดงผลกันเลยทีเดียว ดังนี้

กล้องหลัง

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์IMX586 รูรับแสง f/1.75 และรองรับระบบกันสั่นไหว OIS
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 116 องศา รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้า

  • กล้องหน้า Punch-Hole ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

เลนส์หลักถ่ายสวยไม่ต้องปรับแต่งอะไรเพิ่ม

สำหรับ OnePlus 8 จริงๆ เพียงแค่เลนส์หลักและโหมดปกติก็สามารถถ่ายภาพได้สวยงามมากๆ แล้วครับ เพราะระบบ AI ที่มีในเครื่องทำให้ปรับภาพตามวัตถุและสภาวะแสงได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ หากใครที่เลี้ยงสัตว์อย่างสุนัขหรือแมวไว้ที่บ้านก็ยังมีโหมด Smart Pet Capture ที่ใช้สำหรับถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงให้ออกมาสวยงามยิ่งขึ้นด้วย

 

คมชัด 48 ล้านพิกเซล

OnePlus 8 นั้นสามารถถ่ายภาพออกมาให้มีความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล เมื่อถ่ายออกมาก็จะได้ภาพที่มีความคมชัด สามารถซูมเพื่อให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม


ภาพถ่าย 48 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพถ่าย 48 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพถ่าย 48 ล้านพิกเซล / ครอป

 

Ultra Wide Angle มุมมองกว้าง เก็บได้ครบ

ในเลนส์ Ultra Wide Angle ของรุ่นนี้ถือว่าทำออกได้ดีสมเป็นเรือธงครับ สามารถถ่ายได้กว้าง 116 องศา แถมองค์ประกอบต่างๆ ที่เราต้องการก็ครบในเฟรมเดียว ไม่ต้องถอยไปไกลๆ ให้เสียเวลาเลยด้วย และสีสันก็จัดเต็มไม่แพ้เลนส์หลัก


เลนส์ Wide / เลนส์ Ultra Wide Angle


เลนส์ Wide / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

แต่ถ้าใครใช้เลนส์นี้ในการถ่ายภาพบุคคลก็ทำได้แบบสวยงามครับ ฉากหลังมาครบ และตัวบุคคลก็ยังดูสวยงามด้วย

 

ถ่าย Portrait เบลอแบบธรรมชาติ

ต้องว่าเป็นโหมดที่ถ่ายแล้วชอบมากๆ ใน OnePlus 8 ครับ เพราะการเบลอฉากหลังต่างๆ นั้นทำออกมาได้เนียนตามาก ตัดขอบได้ค่อนข้างคม และตัวของบุคคลก็ยังดูมีมิติและใบหน้าก็ยังมีความบิวตี้ให้แบบธรรมชาติๆ ด้วย


ปิด Portrait / เปิด Portrait

 

Macro ถ่ายได้ใกล้สุดถึง 4 ซม.

ถ่ายกว้าง ถ่ายไกลแล้ว ก็มาถ่ายกันแบบใกล้ๆ กันบ้างครับด้วยเลนส์ Macro ที่มีระยะโฟกัสถึง 4 ซม. ใครที่อยากเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของวัตถุต่างๆ ก็เห็นได้คมชัดครับ แล้วเรื่องสีสันก็แทบไม่ดรอปจากของจริงเลยด้วย

 

Nightscape 3.0 ถ่ายที่มืดก็ไม่ต้องกลัว

OnePlus 8 มีการพัฒนาเรื่องการถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Nightscape เป็นเวอร์ชัน 3.0 แล้ว ช่วยให้ภาพมีความคมชัดและสว่างมากขึ้น และระยะเวลาที่ถือนิ่งๆ ก็ดูไวกว่าเดิมด้วย เพียง 2-3 วินาที ก็ได้ประมวลผลสำเร็จแล้ว


โหมดปกติ / โหมด Nightscape 3.0


โหมดปกติ / โหมด Nightscape 3.0

 

นอกจากนี้ โหมด Nightscape 3.0 ยังใช้กับเลนส์ Ultra-Wide Angle ได้ด้วยเช่นกันครับ

 

กล้องหน้า AI ก็สวยได้แบบธรรมชาติ

กล้องหน้าของ OnePlus 8 น่าจะเป็นรุ่นที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดรุ่นหนึ่งครับ เพราะในโหมดปกติก็ช่วยให้ใบหน้าของเรามีความสวยงามแบบธรรมชาติ ดูไม่แต่งเยอะจนเกินไปครับ โดยจะมีการปรับแต่งใบหน้า 3 ระดับ เป็น L1, L2 และ L3 ซึ่งแต่ละระดับจะปรับแต่งทีละนิดๆ ครับ ไม่ได้ดูเว่อวังอะไรมาก

 

กล้องหน้าก็จัด Portrait ได้งามๆ

เราได้เห็นการถ่าย Portrait เบลอฉากหลังในกล้องหลังไปข้างต้นแล้ว จะบอกว่ากล้องหน้าก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ เบลอหลังได้เนียนๆ และตัดขอบได้เฉียบอีกด้วย

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงาม ดูพรีเมี่ยม พร้อมกับสีสันสวยงามทั้ง Interstellar Glow (Limited Edition) และ Glacial Green
  • หน้าจอแสดงผลสีสันสวยงาม เล่นได้แม้กลางแจ้ง และมีขนาดใหญ่ 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ และเล่นได้ลื่นๆ ด้วย Refresh Rate 90Hz
  • หน่วยประมวลผลตัวแรงสุดของ Android ในตอนนี้อย่าง Snapdragon 865 ใช้งานได้ไหลลื่นทั้งเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป
  • RAM สูงสุดถึง 12GB และ ROM 256GB แบบ UFS 3.0
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ถ่ายได้สวยงาม มีฟีเจอร์ให้ครบทั้ง คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล, Ultra-Wide และ Macro
  • แบตเตอรี่ความจุ 4300mAh ใช้งานได้นานตลอดวัน พร้อมชาร์จเร็วด้วยเทคโนโลยี Warp Charge 30T

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charge) ได้

 

ราคาและโปรโมชั่น

สำหรับ OnePlus 8 จะวางจำหน่ายในไทยเพียงความจุเดียว คือ RAM 12GB + ROM 256GB ในราคา 28,990 บาท โดยมีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีเขียว Glacial Green และสีรุ้ง Interstellar Glow (Limited Edition) โดยเริ่ม Pre-Order ระหว่างวันที่ 14 – 22 พฤษภาคมนี้ และพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 พฤษภาคม เป็นต้นไป

พิเศษ! สำหรับลูกค้า Pre-order ที่สั่งจอง OnePlus 8 สี Glacial Green รับไปเลยชุดกล่อง Pop-up ที่มาพร้อมกับ Sandstone Bumper Case และ Karbon Bumper Case พร้อมกับชุดหูฟัง Bullet Wireless Z (Black) พร้อมบัตร VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้งนาน 1 ปี มูลค่ารวมสูงสุดถึง 16,069 บาท และสามารถใช้งาน Google One จำนวน 100GB ฟรี 3 เดือน

ส่วนใครที่จองกับทาง AIS จะได้รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 10,500 บาท (สำหรับลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดเพิ่มอีก 1,000 บาท) โดย OnePlus 8 เริ่มต้น 18,990 บาท รับเพิ่มฟรี สิทธิดู YouTube Premium และ AIS PLAY FAMILY ฟรีสูงสุด 6 เดือน แถมเพิ่มโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก AIS รับสิทธิ ชม Netflix นาน 3 เดือนเฉพาะในช่วงสั่งซื้อเครื่องล่วงหน้าเท่านั้น และผู้ที่สนใจรับชมรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ : www.ais.co.th/oneplus8

Featured

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบับเต็มของ realme 7 Pro สมาร์ทโฟนพลังแรงสู่การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge ควบคู่ขุมพลัง Snapdragon 720G พร้อมชูโรงด้วยกล้อง 4 เลนส์ครบทุกฟีเจอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้สบายๆ

 

สรุปสเปค realme 7 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.9 × 74.3 × 8.7 มม.
  • น้ำหนัก : 182 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผล 90.8% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX682 รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • รองรับลำโพงคู่ Dolby Atmos + Hi-Res
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh รองรับ 65W SuperDart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 7 Pro มาในสีเหลืองสุดโดดเด่น มีชื่อของรุ่นอย่าง 7 Pro ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นสเปคหลักๆ แทบทั้งหมดครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 7 Pro พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 65W SuperDart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นกันเลยทีเดียวสำหรับความสวยงามด้านดีไซน์ของ realme 7 Pro ที่เน้นเฉดสีได้สวยงามด้วยกระจะแบบผิวด้าน ไม่สะท้อน เพิ่มความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญตัวเครื่องผ่านกระบวนการผลิต AG ช่วยให้พื้นผิวฝาหลังคล้ายกับแผ่นซีดีอีกด้วย ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีน้ำเงิน Mirror Blue ที่มีการแบ่งเฉดเป้นเส้นตรงบริเวณเลนส์กลางของเลนส์กล้องทำให้ดูสวยงามหลากหลายมิติ

 

เรื่องการจับถือต้องบอกว่าสบายมากๆ ครับ ด้วยตัวเครื่องที่น้ำหนักเบาเพียง 182 กรัมเท่านั้น แถมตัวเครื่องยังมีความโค้งมนเล็กน้อยทำให้เวลาถือเล่นเกมหรือใช้งานได้สบายสุดๆ

 

realme 7Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland Smartphone Reliability ซึ่งถูกทดสอบ 22 ส่วนสำคัญ และส่วนอื่นๆ อีกถึง 38 ส่วน ที่ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิตประจำวันแน่นอน

 

หน้าจอแสดงผลของ realme 7 Pro จัดเต็มด้วยสีสันที่สดใสด้วยพาเนล Super AMOLED Fullscreen มีความสว่างสูงสุด 600nits และช่วงสี 98% NTSC ที่ให้สีที่เที่ยงตรงมากที่สุด เรียกว่าสายความบันเทิงต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน

 

ทั้งยังมีขนาดที่กว้าง 6.4 นิ้ว คมชัด Full HD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ทำให้การใช้งานเต็มตาครับ

 

ที่รอบเครื่องเหนือหน้าจอแสดงผลจะมีกล้องหน้า In-display Selfie ฝังในหน้าจอ ตรงกลางจะมีลำโพงสำหรับสนทนา โดยเป็นลำโพงสเตอริโอหรือลำโพงที่ 2 อีกด้วย

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ทั้งหมด 2 ช่อง และมีช่อง MicroSD Card เพิ่มให้อีก 1 ช่อง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ฝั่งขวามีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

 

ส่วนทางด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 4 เลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลัก 64MP + เลนส์ Ultra Wide Angle 8 MP + เลนส์ Macro 2MP + เลนส์ B&W Portrait 2MP พร้อมไฟแฟลช LED ซึ่งจะมีความนูนออกจากตัวเครื่องเล็กน้อย

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 7 Pro แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ทำให้เราได้ใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้เพียบ พร้อมด้วยระบบการจัดการที่ดีขึ้นด้วย

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

มี Always on Display แสดงผลสถานะตัวเครื่องบนจอล็อก

Always on Display หรือจอแสดงผลแบบเปิดตลอด จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถดูสถานะต่างๆ ของเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเวลา, วันที่, แบตเตอรี่คงเหลือ และการแจ้งเตือนที่แสดงเป็นไอคอนได้เพียงแค่เหลือบมองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาให้เสียเวลา

 

ระบบเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res คุณภาพเสียงดีเยี่ยม

ใครที่เป็นสายเน้นความบันเทิงต้องบอกว่า realme 7 Pro ตอบโจทย์สุดๆ ด้วยการมีลำโพงเสียงสเตอริโอ Dolby Atmos & Hi-Res ทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมนั้นได้อรรถรสมากกว่าเดิม ที่สำคัญการแบ่งช่องเสียบซ้ายและขวาก็ทำออกมาได้เสียงดังชัดเจนมากๆ ด้วย เรียกได้ว่ารุ่นนี้ใส่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ในเรือธงมาให้เลยทีเดียว

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme 7 Pro ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในการปลดล็อกเครื่องได้ดีและรวดเร็วครับ ประกอบด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ทันที ซึ่งจากที่ทดสอบก็มีความรวดเร็วและไม่เกิดการผิดพลาด

 

ทั้งนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กันครับ

 

ปรับแต่งไอคอนได้เองตามใจชอบ

ความพิเศษของ realme UI ที่ขาดไม่ได้เลยคือการปรับแต่งไอคอนหรือลักษณะของไอคอน โดยเราสามารถปรับเป็นรูปแบบต่างๆ ได้เอง ทั้งลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือกำหนดได้เอง

 

โหมดกลางคืนก็มีให้แน่นอน

การใช้งานโหมดกลางคืนก็มีมาให้เหมือนเดิมครับสำหรับ realme 7 Pro เมื่อเราเปิดใช้งาน ระบบจะปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้สบายตากว่าเดิม ที่สำคัญโหมดนี้ช่วยให้แบตเตอรี่ประหยัดขึ้นเพราะหน้าจอ Super AMOLED นั้นชอบพื้นหลังที่เป็นสีดำมากๆ เพราะไม่ต้องใช้แสงให้เปลืองพลังงาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 7 Pro ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็ว Clock สูงสุด 2.3GHz และเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ควบคู่ GPU อย่าง Adreno 618 ที่ต้องบอกว่าการเล่นเกมนั้นทำได้แบบสบายๆ ครับ ทั้งนี้ยังมีให้ RAM มาที่ 8GB + ROM 128GB ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชั่นทั่วไปทำได้ไหลลื่น และเก็บสิ่งต่างๆ ได้เยอะโดยไม่ต้องกลัวเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 286,696

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 576 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,801

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

ในส่วนของการเล่นเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space มาช่วยตอบโจทย์สายเกมครับ โดยจะรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียว รวมถึงการเปิดเป็นโหมดแข่งขันเพื่อรีดประสิทธิภาพเครื่องออกมาให้ได้มากที่สุด และสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นและการโทรเข้าต่างๆ ได้ ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง เล่นแบบไม่มีอะไรกั้น!!

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

การตั้งค่าของเกม ROV สามารถเปิดได้สูงสุดทั้งหมดครับ ยกเว้นในส่วนกราฟิกที่เปิดได้ในระดับสูง ซึ่งในการเล่นโหมด 5 VS 5 แน่นอนว่าเล่นได้แบบไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งนิ่งๆ 60-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

สำหรับเกม PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ ซึ่งก็เล่นได้แบบลื่นๆ หน้าจอแสดงผลสัมผัสไปตามนิ้วในระดับที่ดีมาก

 

Call of Duty: Mobile

และสุดท้ายกับเกมแนว Battle Royale อีกเกมอย่าง Call of Duty: Mobile สามารถเลือกเปิดได้ 2 แบบ ได้แก่ กราฟิก Very High และเฟรมเรท Very High หรือ กราฟิก High และเฟรมเรท Max ซึ่งเราลองใช้แบบที่ 2 ครับเพื่อเน้นความลื่นเป็นหลัก ต้องบอกเลยว่าความไหลลื่นของภาพนั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดมากๆ หรือถ้าใครอยากเน้นความสวยด้วยก็สามารถปรับแบบที่ 1 ได้เช่นกัน

 

ชาร์จเร็วเหนือขั้นของแท้ด้วยเทคโนโลยี 65W SuperDart Charge

จัดมาให้แบบไม่ต้องรอคอยระหว่างชาร์จเลยทีเดียวสำหรับ realme 7 Pro ที่ให้เทคโนโลยี 65W SuperDart Charge มาให้ ต้องบอกว่าชาร์จได้เร็วกว่าที่คิดครับ เราเริ่มชาร์จตอนแบตเตอรี่ราว 26% ผ่านไปประมาณ 10 นาที ได้มาแล้ว 60% จากนั้นก็เต็ม 100% ในเวลารวมทั้งหมดแค่ 34 นาทีครับ แต่ถ้าใครชาร์จตอนแบตเหลือ 0% น่าจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาร์จเร็วขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคาวมปลอดภัยครับ เพราะ 65W SuperDart Charge มีการควบคุมและระบายความร้อนป้องกันอุณหภูมิสูงเกินไป ทั้งยังใช้แบตเตอรี่แบบ Dual 3C Cells ที่แบ่งแบตเตอรี่เป็น 2250 mAh 2 ก้อน รวม 4500 mAh และชาร์จด้วยกระแสไฟ 6.5A

 

นอกจากนี้ ใครที่เล่นเกมบ่อยๆ ก็สามารถชาร์จไปด้วยเล่นไปด้วยได้เหมือนกัน เพราะรุ่นนี้มีระบบความปลอดภัยตั้งแต่ในตัวอะแดปเตอร์ถึงตัวแบตเตอรี่ พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนถึง 10 จุดในตัว ซึ่งความเร็วในการชาร์จจะอยู่ที่ชาร์จ 30 นาทีได้มา 43% เลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

ไม่ใช่แค่เรื่องสเปคด้านขุมพลังและชาร์จเร็วเหนือขั้นเท่านั้น แต่ realme 7 Pro ยังจัดเต็มเรื่องกล้อง จัดให้เต็มๆ ครบทุกฟีเจอร์แน่นอน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 64 ล้านพิกเซล

realme 7 Pro ให้เลนส์หลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ใครที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษก็ใช้โหมดนี้ได้เลย ซึ่งจะให้รายละเอียดสูงกว่าโหมดปกติเยอะเลยทีเดียว เห็นสิ่งเล็กๆ ในรูปภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

AI ถ่ายได้อัจฉริยะ

นอกจากโหมด 64MP แล้ว ในโหมดปกติก็ถ่ายได้ที่ 12MP แต่เป็นการรวม 4 พิกเซล เป็น 1 พิกเซล ทำให้ได้รายละเอียดของแสงและเงาที่ดีขึ้น และภาพที่ที่แสงน้อยก็มีความสว่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย ที่สำคัญก็ยังมีการปรับแต่งสีสันตามวัตถุที่ตรวจจับได้

 

ถ่าย Portrait สวยงาม บิวตี้อย่างธรรมชาติทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ความสวยงามของการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้ก็ยังทำได้อย่างสวยงามตามสไตล์ของ realme เช่นเคยครับ สามารถตัดขอบพร้อมเบลอฉากหลังได้เนียน ใบหน้าและผิวพรรณก็มีความบิวตี้อย่างเป็นธรรมชาติ

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

นอกจากนี้ ด้วยเลนส์อย่าง B&W Portrait ทำให้เราถ่ายฟิลเตอร์พิเศษได้ด้วย โดยจะอยู่ในตัวเลือก O6 ในหมวดรูปคนครับ

ฟิลเตอร์ O6 ด้วยเลนส์ B&W Portrait

 

ฟิลเตอร์อื่นๆ

 

มุมมองกว้างสุดด้วยเลนส์ Ultra Wide Angle 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle ก็มีมาให้แน่นอนครับ เราสามารถถ่ายมุมมองกว้างได้ถึง 119 องศา ได้บรรยากาศที่ครบครัน ใครที่ชอบถ่ายวิวทิวทัศน์ต่างๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราะสีสันต่างๆ ยังสดใสอีกด้วย


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Macro ถ่ายใกล้สุดถึง 4 เซนติเมตร

เลนส์ Macro ช่วยให้เราถ่ายวัตถุได้ใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ดวงตาของเรามองไม่เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของการโฟกัสก็ทำได้รวดเร็วครับ

 

เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างและคมชัดด้วย Nightscape

realme 7 Pro ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในตอนกลางคืนได้อย่างสวยงามด้วย Nightscape ที่ให้ความคมชัด เพิ่มรายละเอียดในภาพดีขึ้น และ Noise ก็แทบไม่มีครับ ทั้งยังใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle


Auto Mode / Nightscape Mode

 

ทั้งนี้ หากใครที่อยากปรับการตั้งค่าทั้ง ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ไวท์บาลานซ์ และระยะโฟกัส ก็สามารถทำได้ด้วย Pro Nightscape Mode

 

ยังไม่หมดเท่านี้เพราะก็ยังมี Starry Mode เพื่อใช้ในการถ่ายดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม แต่ก็ต้องใช้ขาตั้งเพื่อรอเวลาประมวลผลประมาณ 4 นาที และแนะนำให้ใช้งานในวันที่ฟ้าเปิดครับ

 

สุดท้ายในฟีเจอร์ของ Nightscape ก็มี Special Night Filters ที่เป็นฟิลเตอร์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายตอนกลางคืน ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์ และฟลามิงโก

 

กล้องหน้า AI Beauty ถ่ายสวยเป็นธรรมชาติ

ผ่านกล้องหลังไปแล้ว กล้องหน้าที่นอกจากจะถ่าย Portrait เบลอฉากหลังได้แล้ว การถ่ายโหมดปกติก็ทำได้อย่างสวยงามครับ เห็นบรรยากาศด้านหลังได้ชัดเจน แถมตั้งค่า AI Beauty ปรับผิวเนียนได้ตามใจชอบด้วย

 

เซลฟี่ที่แสงน้อยไม่ต้องกลัวด้วย Nightscape Selfie

ในโหมด Nightscape ก็สามารถใช้งานที่กล้องหน้าได้เช่นกันครับ จุดที่มีแสงน้อยหรือถ่ายในตอนกลางคืนก็เปิดโหมดนี้ช่วยได้เลยครับ


โหมดปกติ / โหมด Nightscape Selfie

 

มาถึงการถ่ายวิดีโอกันบ้างครับ รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Ultra Nightscape Video เพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนได้คมชัดและมีสีสันที่สดใหม่พร้อมความสว่างมากขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ยังมี AI Color Portrait ถ่ายวิดีโอให้มีมิติยิ่งขึ้น ที่มีตัวเลือกให้ระบบตรวจจับเฉพาะสีแดง, น้ำเงิน, เขียว หรือจะแสดงสีเฉพาะตัวบุคคลก็ยังได้ โดยฉากหลังจะเป็นขาว-ดำทั้งหมด

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland ในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ชาร์จได้เต็ม 100% ใน 34 นาที
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ มีให้ครบทุกฟีเจอร์ ถ่ายได้อย่างสนุกไม่มีเบื่อแน่นอน
  • กล้องหน้า In-display Selfie คมชัดสูงสุด 32 ล้านพิกเซล พร้อม AI Beauty
  • ขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นในทุกจังหวะ
  • หน้าจอสวยงามด้วย Super AMOLED Fullscreen กว้างถึง 6.4 นิ้ว ใช้งานได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังในกล่อง

realme 7 Pro มีราคาราคาอยู่ที่ 10,990 บาท โดยวางจำหน่ายแล้วในวันนี้ครับ

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว Vivo V20 Pro 5G กล้องสุดปัง! โฟกัสไม่มีหลุดด้วยกล้องหน้า 44MP Eye Autofocus จัดเต็มด้านดีไซน์ด้วยการเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่บางสุดในโลก พร้อมใช้งานได้เร็วแรงด้วยขุมพลัง Snapdragon 765G 5G

 

สรุปสเปค Vivo V20 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.82 × 74.2 × 7.39 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 170 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED กว้าง 6.44 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, NTSC 98.5% รองรับ HDR10
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G 5G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 128/256 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.89
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าคู่ 2 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
    • เลนส์ Super Wide-Angle 105 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.28
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รอบรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

เล่นเฉดตั้งแต่ตัวกล่องสำหรับ Vivo V20 Pro 5G ที่มีความวิบวับเป็นรูปตัว “V” สีฟ้าอย่างชัดเจนเมื่อกระทบแสงในมุมต่างๆ พร้อมด้วยชื่อรุ่น V20 Pro เด่นๆ ตรงกลาง ขณะที่ด้านหลังกล่องก็มีฟีเจอร์สำคัญต่างๆ ได้แก่ 44MP Eye Autofocus, Ultra Sleek Matte Glass, 64MP Night Camera และ Qualcomm Snapdragon 765G 5G

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo V20 Pro 5G พร้อมฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • สาย USB Type-C
  • หูฟัง
  • เคสโทรศัพท์
  • อุปกรณ์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 มม.
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและการรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์สวยงาม บางสุดในโลกของสมาร์ตโฟน 5G

Vivo V20 Pro 5G ถูกขนานนามว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่รองรับ 5G ที่บางที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ เมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ทำให้การจับถือมีความถนัดมือมากขึ้น น้ำหนักเบา และใช้งานได้แบบสบายตลอดวันโดยไม่รู้สึกเมื่อยเวลาใช้งานไปนานๆ

 

เท่านั้นไม่พอ Vivo V20 Pro 5G ยังมีสีสันที่โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุกระจกแบบด้าน เล่นเฉดสีอย่างสวยงาม โดยสีที่เราได้มาเป็นสี Sunset Melody ที่ให้โทนเรื่องความสดใสแบบชัดเจน ไล่สีม่วงไปสีฟ้าได้เป็นระดับ และเล่นแสงกับมุมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ใครที่ถือไปไหนจะต้องมีโดนเหลียวมองกันบ้าง

 

หน้าจอแสดงผลของ Vivo V20 Pro 5G มาแบบรอยบากขนาดเล็ก ชูโรงด้วยความสดใสด้วยชนิด Super AMOLED พร้อมการแสดงผลสี NTSC 98.5% ใครที่ชอบรับชมวิดีโอหรือภาพยนตร์ต่างๆ ต้องบอกว่าจะต้องหลงรักแน่นอน

 

นอกจากสีสันแบบจัดเต็มแล้ว ขนาดหน้าจอก็เป็นส่วนสำคัญในการรับชมความบันเทิงต่างๆ โดยรุ่นนี้มาพร้อมขนาด 6.44 นิ้ว ความคมชัดระดับ Full HD+ ทำให้ชมสิ่งต่างๆ หรือจะเล่นเกมก็ทำได้แบบเต็มตาแน่นอน

 

ส่วนบนของหน้าจอจะมีรอยบากที่ฝังกล้องหน้าไว้ 2 เลนส์ ความละเอียด 44 + 8 ล้านพิกเซล โดยมีลำโพงที่อยู่เหนือขึ้นไปเล็กน้อย

 

ฝั่งขวาตัวเครื่องจะมีทั้งปุ่มเพิ่มและลดเสียง ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปทางขวาจะเป็นไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนจะมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนเท่านั้น

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องหลัง 3 เลนส์ โดยมีเลนส์หลัก 64MP โดเด่นด้านบนสุด ส่วนอีก 2 เลนส์ด้านล่างจะเป็นเลนส์ Super Wide Angle และเลนส์ Mono ถัดลงมานอกโมดูลกล้องจะมีไฟแฟลช LED มาให้

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo V20 Pro 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ซึ่งแน่นอนว่าจะมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นเพียบ

 

หน้าตา UI : Funtouch OS 11

 

รองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่อง

ความพิเศษของ Vivo V20 Pro 5G นั้นเริ่มตั้งแต่การใช้สัญญาณบนเครือข่าย 5G กันเลยครับ ทำให้เราสัมผัสถึงความเร็วแรงจากการใช้งานได้แน่นอน แถมไม่ต้องรออัปเดทเฟิร์มแวร์ให้ยุ่งยากด้วย

 

ธีมและวอลเปเปอร์ให้เลือกเพียบ

นอกจากที่ตัวเครื่องยังมีสีสันที่โดดเด่นแล้ว วอลเปเปอร์และธีมภายในเครื่องก็มีให้เราเลือกมากมายเช่นกัน ซึ่งแต่ละแบบต้องบอกเลยว่าสวยงามทั้งหมด

 

แสดงสถานะด้วย Always-on-Display

เป็นฟีเจอร์เฉพาะในรุ่นที่มีหน้าจอ AMOLED เท่านั้นครับ เมื่อเราล็อกหน้าจอและเปิดฟีเจอร์นี้เอาไว้ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องสัมผัสเครื่องเพื่อดูเวลาหรือการแจ้งเตือนต่างๆ เลย เพราะทั้งหมดจะปรากฏขึ้นทันทีที่ล็อกหน้าจอครับ

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับแต่งความสาวยงามของฟีเจอร์ Always-on Display ได้ด้วยตามความชอบ

 

ระบบความปลอดภัยก็มีให้ครบ

Vivo V20 Pro 5G มาพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ มีความเสถียรและความเร็วเร็วอย่างมาก

นอกจากนี้ ก็ยังมีเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาให้ใช้งานกันเช่นเคย

 

โหมดมืดใช้งานง่าย ครอบคลุมหลายแอปพลิเคชั่น

ใครที่ชอบเล่นสมาร์ตโฟนในตอนกลางคืน ก็สามารถเปิดโหมดมืดเพื่อใช้งานได้สบายตามากขึ้น ที่สำคัญโหมดมืดยังช่วยให้ Vivo V20 Pro 5G กินพลังงานน้อยลง ทำให้แบตเตอรี่หมดช้าลงอีกด้วย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

จัดมาให้ด้วยความแรงดั่งเรือธงสำหรับ Vivo V20 Pro 5G ผ่านขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 765G 5G ที่ถือเป็นเรือธงของชิปเซ็ตระดับกลางกันเลยทีเดียว ในเรื่องของการใช้งานทั่วไปหรือจะเล่นเกมทำได้แบบไหลลื่นแน่นอน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 627 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,930

 

Ultra Game Mode ผู้ช่วยในการเล่นเกม

Ultra Game Mode ผู้ช่วยในการเล่นเกมเเพื่อให้ทำงานได้แบบไม่มีสะดุดก็สามารถปรับให้ระบบเล่นเกมได้แบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปิดแจ้งเตือนแอปต่างๆ หรือการโทรเข้า ซึ่งในโหมดนี้ยังรองรับโหมด E-Sport ที่ช่วยความไหลลื่น เอฟเฟ็กต์ และอัตราเฟรมเรทให้คงที่มากขึ้น

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

Vivo V20 Pro 5G สามารถเปิด ROV ได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นเพียงการแสดงผลในระดับสูงเท่านั้น โดยทดสอบในโหมด 5 VS 5 ก็เล่นได้แบบไหลลื่นขึ้นสุด เฟรมเรทวิ่งคงที่มาก ประมาณ 59-61fps ตลอดทั้งเกมครับ

 

PUBG Mobile

มาถึงเกม PUBG Mobile ยอดฮิตก็สามารถเปิดกราฟิกได้ใน HDR HD พร้อมเฟรมเรทระดับ Ultra ซึ่งเราก็เล่นในโหมด Battle Royal 100 คน ได้แบบสบายๆ จอสัมผัสไหลลื่นและการกดก็ตอบสนองได้ดีครับ

 

V4

สำหรับเกมแนว MMORPG อย่าง V4 เครื่องนี้ก็เล่นได้อย่างไหลลื่นครับ แถมเปิดภาพระดับสูงสุดได้ทั้งหมด หน้าจอสัมผัสได้ไหลลื่นเป็นอย่างดี และกราฟิกในเกมก็สวยงามและคมชัดมากๆ

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

Vivo V20 Pro 5G จัดแบตเตอรี่ความจุมาให้ 4000mAh ซึ่งการใช้งานทั่วไป เช่น เล่นโซเชียลทั่วไปหรือดูวิดีโอระหว่างวันก็ใช้งานได้ตลอดวันครับ แต่ถ้าใครเน้นเล่นเกมก็อาจได้ชาร์จกันสักรอบครับ อย่างไรก็ตาม Vivo V20 Pro 5G ยังมาพร้อมเทคโนโลยี 33W Vivo FlashCharge 2.0 ซึ่งเราลองชาร์จจาก 23% ไปถึง 100% ในเวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีเท่านั้น

 

กล้องถ่ายรูป

ฟีเจอร์ต่างๆ มีมาให้มากมายแล้วสำหรับ Vivo V20 Pro 5G รุ่นนี้ เรื่องของกล้องก็มีฟีเจอร์ให้มาเพียบเช่นกัน ต้องบอกเลยว่าความสามารถพิเศษรุ่นนี้มีระบบ Eye Autofocus ที่โฟกัสใบหน้าของเราได้แบบไม่มีหลุดแน่นอน ทั้งยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เพียบตามด้านล่างนี้เลยครับ

 

AI ฉลาดล้ำ ระบุฉากได้อย่างแม่นยำ

ความฉลาดของ Vivo V20 Pro 5G ยังคงมาในระดับสูง ด้วยการระบุฉากของวัตถุได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับปรับเฉดสีให้เหมาะสมกับวัตถุนั้นๆ อย่างธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรยกเว้นแค่การกดชัตเตอร์

 

AI ตัดแต่งรูปภาพเปลี่ยนฉากได้ชาญฉลาด

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถือว่าจัดเต็มสุดๆ คือฟีเจอร์นี้ที่ไม่ว่ารูปไหนก็ที่เราถ่ายมา เมื่อเข้ามาแก้ไขในอัลบั้มภาพ ระบบจะเรียนรู้และแยกแยะวัตถุต่างๆ ให้เราทันที เช่น ท้องฟ้า, รถยนต์, บุคคล หรือสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเลือกท้องฟ้า เราก็สามารถเปลี่ยนภาพท้องฟ้าได้แบบอิสระ โดยไม่กระทบกับส่วนประกอบอื่นในภาพนั้น เรียกว่าสามารถเปลี่ยนคนให้ไปอยู่ในไหนในโลกก็ได้ หรือเปลี่ยนท้องฟ้ามืดๆ ให้กลับมาสว่างได้แบบเนียนเลยทีเดียว

 

คมชัดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล

ในเลนส์หลักของ Vivo V20 Pro 5G ก็ยังมาพร้อมความละเอียดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล ทำให้เราได้ภาพที่มีความคมชัดสูง เห็นรายละเอียดภายในภาพได้ดีกว่าเดิม ทั้งยังทำไปใช้งานด้านอื่นต่อได้อีกด้วย

 

ถ่ายได้กว้างสะใจถึง 120 องศาด้วยเลนส์ Super Wide-Angle

หนึ่งใน 3 เลนส์ของกล้องหลังรุ่นนี้เป็นเลนส์ Super Wide-Angle มุมมองกว้างสุดถึง 120 องศา ช่วยให้เก็บภาพบรรยากาศรอบตัวได้ครบทุกมุม สีสันมีเฉดสดใส เห็นได้กว้างกว่าเลนส์หลักอย่างชัดเจนครับ อะไรที่เก็บไม่ครบก็เก็บได้ประโยชน์จากเลนส์นี้แน่นอน


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

เบลอเป็นธรรมชาติด้วย Portrait Mode พร้อมฟีเจอร์ Eye Autofocus

Vivo V20 Pro 5G จัดเต็มด้วยฟีเจอร์ของการถ่ายบุคคลหรือ Portrait ช่วยให้การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเราสามารถปรับความเบลอของพื้นหลังได้ตั้งแต่ F0.95 – F16 (ยิ่งน้อยยิ่งเบลอ)

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

รวมถึงการเปลี่ยนลักษณะโบเก้ฉากหลังเป็นในลักษณะต่างๆ ได้ด้วย ได้แก่ แวดวง, หัวใจ, สามเหลี่ยม, ดาว และห้าเหลี่ยม

 

ถ่ายรูปอย่างมีสไตล์ด้วย Multi-style 3.0

ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเป็นคล้ายกับฟิลเตอร์ แต่จะเป็นการเล่นเฉดสให้เหมาะสมกับสภาวะต่างๆ ของการถ่ายรูป โดยจะมีให้เลือกหลายแบบ เช่น ธรรมชาติ, วินเทจ, แฟชั่น, สไตล์ญี่ปุ่น, ขาวดำ, เปียก และเหลือเงิน เป็นต้น

 

เอฟเฟ็กต์แสงภาพบุคคล Portrait Light Effect

Vivo V20 Pro 5G มีลูกเล่นในการถ่ายภาพบุคคลด้วยเอฟเฟ็กที่มีให้เลือกเพิ่มความโดดเด่นได้ถึง 5 แบบ ได้แก่ ไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังสีขาวดำ

 

ลูกเล่นใหม่ไฉไลกว่าเดิมด้วยการรับแสงสองเท่า

ฟีเจอร์การรับแสงสองเท่าน่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ช่างภาพน่าจะชอบมากที่สุดครับ เพราะเป็นลูกเล่นคล้ายกับการถ่ายแบบ Double Exposure ด้วยกล้องโปรเลยทีเดียว โดยจะมี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ การรับแสงด้านหน้า/ด้านหลัง ที่จะรับแสงจากกล้องหน้า-หลังไปพร้อมกัน (ไม่สามารถสลับกล้องหน้า-หลังได้) ทำให้ภาพออกมาซ้อนกันอย่างสวยงามเพียงแค่ชัตเตอร์ครั้งเดียว

 

ส่วนอีกแบบจะเป็นการรับแสงสองครั้ง ที่ให้เราถ่ายภาพ 2 ภาพแบบซ้อนกันอย่างสวยงาม ซึ่งตรงนี้จะต้องกดชัตเตอร์ 2 ครั้ง จะใช้กล้องหน้า + กล้องหน้า, กล้องหน้า + กล้องหลัง หรือกล้องหลัง + กล้องหลัง ก็ได้ทั้งหมดครับ อยู่กับมุมมองของแต่ละคนเลย

 

Super Night Mode ถ่ายกลางคืนได้สวยงาม ไร้ Noise

โหมดถ่ายภาพกลางคืนของ Vivo V20 Pro 5G ให้ความสว่างมากขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมดปกติครับ ซึ่งให้ความคมชัดและสีสันที่ดี ไม่มีภาพแตกแน่นอนครับ ที่สำคัญเรื่องของจุดรบกวนหรือ Noise ก็แทบไม่มี และใช้งานโหมดนี้ได้ทั้งเลนส์ปกติและเลนส์ Super Wide Angle ด้วย


Auto Mode / Super Night Mode


Auto Mode / Super Night Mode

 

นอกจากนี้ ก็ยังมี Night Filter ที่เพิ่มความหลากหลายให้หารถ่ายกลางคืนดูมีสีสันขึ้นครับ โดยจะมีให้เลือก 4 สไตล์ ได้แก่ ดำและทอง, น้ำแข็งสีฟ้า, ส้มเขียว และไซเบอร์พังก์


ดำและทอง


ไซเบอร์พังก์

น้ำแข็งสีฟ้า


ส้มเขียว

 

ถ่ายได้ใกล้ๆ คมชัดด้วยโหมด Macro

ในโหมดนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเลนส์ Super Wide Angle ครับ โดยจะมีความคมชัดกว่าเลนส์ Macro ที่แยกออกมาเดี่ยวๆ โดยเราถ่ายภาพระยะใกล้ได้ถึง 4 ซม.เลยทีเดียว

 

ถ่ายหน้าสวยคมชัด 44MP

กล้องผ่านไป เรื่องกล้องหน้าก็จัดเต็มไม่แพ้กันครับ ด้วยความละเอียดสูงถึง 44 ล้านพิกเซล (ต้องใช้โหมดความละเอียดสูง) ช่วยให้เซลฟี่ได้อย่างคมชัด ทั้งยังปรับความสวยงามบนใบหน้าได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นผิวนวล, โทนสีผิว, ปรับขาว, หน้าบาง, รูปหน้า, ตาโต, จมูก และมีอีกเพียบ

 

กล้องหน้า Super Wide-Angle กว้างแค่ก็ไหนเก็บได้ครบ

ไม่ได้มาแค่เลนส์หลักเลนส์เดียวเท่านั้น แต่กล้องหน้ายังมีเลนส์ Super Wide-Angle มาให้เหมือนกัน ทำให้เราเซลฟี่ได้มุมมองที่ครบ อยากถ่ายบรรยากาศแบบไหนก็เก็บได้เต็มๆ


เลนส์หลัก / เลนส์ Super Wide-Angle

 

Super Night Selfie ควบคู่ Selfie Softlight Band เซลฟี่ยามที่แสงน้อยก็ไม่ต้องกลัว

เรื่องของการเซลฟี่ตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวแล้วครับ เพราะรุ่นนี้มาพร้อม Super Night Selfie ช่วยให้เราใช้โหมดกลางคืนถ่ายเซลฟี่ได้แบบงามและไม่เบลอ ภาพที่ได้ให้ทั้งใบหน้าสวยงามและฉากหลังที่เห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว ทั้งยังมี Selfie Softlight Band ที่เปิดแสงอ่อนๆ เพื่อให้ได้ภาพที่ออกมาได้ธรรมชาติ


โหมดปกติ / Selfie Softlight Band

 

นอกจากนี้ ในการถ่ายวิดีโอ Vivo V20 Pro 5G ก็มีอีกหลายฟีเจอร์ให้ลองใช้งานกัน ดังนี้

  • ติดตามการโฟกัสขณะบันทึก : ฟีเจอร์ช่วยให้ใบหน้าของเราคมชัดและไม่เบลอจากการถ่ายวิดีโอต่างๆ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็ไม่มีหลุดเฟรมแน่นอน

 

  • Dual View : ฟีเจอร์นี้จะเป็นการถ่ายวิดีโอกล้องหลังพร้อมกับกล้องหน้า ซึ่งจะได้เป็นวิดีโอออกมา 1 คลิปตามที่เราถ่ายเลย

 

  • Art Portrait Video (อวตารภาพยนตร์) : เป็นการใช้เอฟเฟ็กต์ร่วมกับวิดีโอครับ โดยจะมี 2 แบบ ได้แก่ โมโนที่จะเปลี่ยนฉากหลังเป็นสีขาวดำ และโบเก้ที่จะเบลอฉากหลังให้เราตอนถ่ายคลิปครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์โดดเด่น สีสันจัดเต็ม และเป็นสมาร์ทโฟน 5G บางสุดในโลก
  • กล้องหน้าคามชัดสูง 44MP พร้อมโหมดติดตามโฟกัสดวงตา ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอก็ไม่มีเบลอ
  • กล้องหลัง 4 เลนส์ 64MP ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมความฟีเจอร์แปลกใหม่ที่มีแค่ใน Vivo V20 Pro 5G
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกมก็ไม่มีสะดุดแน่นอน
  • รองรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • แบตเตอรี่ 4000mAh พร้อมรองรับ 33W vivo FlashCharge 2.0 ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo X50 Pro 5G สมาร์ทโฟนขั้นสุดในเรื่องกล้องที่จะเป็นนิยามใหม่ของการถ่ายภาพ “Photography Redefined” ใช้ระบบป้องกันการสั่นสะเทือนของภาพ Gimbal Camera System รุ่นแรกของโลก พร้อมหน้าจอโค้ง 3D Curved Ultra O Screen สุดกว้าง 6.56 นิ้ว และขับเคลื่อนด้วยขุมพลังระดับท็อปของ Mid-Range อย่าง Qualcomm Snapdragon 765G 5G

 

สรุปสเปค Vivo X50 Pro 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.46 × 72.80 × 8.04 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 181.5 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 3D Curved Ultra O Screen ชนิด AMOLED กว้าง 6.56 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2376 x 1080 พิกเซล) รองรับ Refresh Rate 90Hz และพื้นที่การแสดงผล 92%
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 765G Octa Core
  • RAM 8 GB
  • ROM 256 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ Gimbal Camera System แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX598 และรองรับกันสั่นแบบ Gimbal รุ่นแรกของโลก
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.46
    • เลนส์ Super Wide-Angle 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 รองรับการถ่าย Macro ระยะโฟกัส 2.5 ซม.
    • เลนส์ Periscope ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.4 รองรับ 5x Optical Zoom และ 60x Hyper Zoom
  • กล้องหน้า 1 เลนส์ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.45
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi MIMO 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4315mAh รองรับ 33W Vivo FlashCharge 2.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ Vivo X50 Pro 5G มาในรูปแบบที่มีความพรีเมี่ยมมากๆ มีการเล่นเฉดสีแสงเงาเป็นรูปตัว “X” อย่างชัดเจนครับ ขณะที่ชื่อรุ่น X50 Pro ด้านหน้าก็มีความมันเงาออกเป็นสีรุ้งครับ

อุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Vivo X50 Pro 5G พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์ 33W Vivo FlashCharge 2.0
  • สาย USB Type-C
  • หูฟังพอร์ต 3.5 มม.
  • สายแปลงพอร์ต 3.5 มม. เป็น USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์สวยงาม ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น

ดีไซน์ของ Vivo X50 Pro 5G มีความพรีเมี่ยมด้วยการออกมาแบบ Dual Tone Step เห็นเป็น 2 เฉดสีคล้ายชั้นเมฆที่ผิวด้านหลังตัวเครื่อง ทั้งยังมีความเป็นกระจกด้านทำให้ดูหรูหรามากขึ้นไปอีกครับ ที่สำคัญเมื่อนำกล้องหลังแบบ Gimbal Camera System เข้ามาวางด้วย ทำให้ดูสมบูรณ์แบบมากจริงๆ

 

สำหรับสีของ Vivo X50 Pro 5G มีให้เลือกเพียงสีเดียวครับ คือ สีเทา Alpha Grey ตามที่อยู่ในรีวิวนี้เลย

 

นอกจากความสวยงามแล้ว เรื่องของการการจับถือและการใช้งานก็เป็นส่วนสำคัญครับ ซึ่งตัวเครื่องออกแบบที่มีความโค้งที่ด้านหลังมาก ทำให้จับได้ถนัดแม้ถือเมือเดียว แถมตัวเครื่องก็บางและเบามากเช่นกัน

 

หน้าจอโค้ง 3D Curved Ultra O Screen

ในส่วนของหน้าจอแสดงผลของ Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมความกว้างถึง 6.56 นิ้ว ซึ่งมาแบบ 3D Curved Ultra O Screen ที่เป็นหน้าจอโค้ง 3D แถมตัวรูกล้องหน้าก็มีขนาดเล็กเพียง 3.96 มม. เท่านั้น ทำให้หน้าจอมีขนาดที่ใหญ่และแสดงผลได้เต็มตามากขึ้นบนพื้นที่การแสดงผลถึง 92%

 

เรื่องของสีสันและความคมชัดรุ่นนี้ต้องบอกว่าจัดเต็มากๆ ด้วยความละเอียด Full HD+ (2376 x 1080 พิกเซล) ทั้งยังเป็นพาเนล AMOLED ที่ชูโรงเรื่องสีสันที่สดอยู่แล้ว ใครที่ชอบดูวิดีโอหรือภาพยนตร์ต่างๆ จะต้องหลงรักรุ่นนี้แน่นอน

 

ทั้งนี้ การใช้งานสัมผัสบนหน้าจอยังไหลลื่นมากๆ ด้วย Refresh Rate 90Hz ที่มีการตอบสนองหรือ Respone Rate ที่ 180Hz

 

มาดูรอบเครื่องกันครับที่เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงสนทนา โดยที่มุมซ้ายบนจะเป็นกล้องหน้าขนาดเล็กอยู่

 

ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power ครับ

 

ที่ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง ถัดไปทางขวาจะมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ส่วนด้านบนจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 พร้อมสัญลักษณ์ 5G ที่เล่นเงาสะท้อนอย่างสวยงาม

 

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง Gimbal Camera System จำนวน 4 เลนส์ ตั้งแต่ด้านบนสุดที่เป็นเลนส์หลัก ลงมาเป็นเลนส์ Portrait, Super Wide Angle และล่างสุดจะเป็นเลนส์ซูมระยะไกล Periscope ครับ โดยมีไฟแฟลช 3 ดวงที่ฝั่งขวาตัวกล้อง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Vivo X50 Pro 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5 รุ่นล่าสุดของแบรนด์ครับ ทำให้มีฟีเจอร์ต่างๆ และความไหลลื่นของระบบดีขึ้นแน่นอน

 

รองรับ 5G แน่นอน

ด้วยความคุ้มค่าของรุ่นนี้ยังรอบรับเครือข่าย 5G ในไทยเพื่อให้เราใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วมากขึ้น และค่าความหน่วงลดลงกว่า 4G LTE ครับ ซึ่งรองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่องทันทีครับ ไม่ต้องรออัปเดทใดๆ เลย

 

ภาพพื้นหลังสวยงามด้วย Live Wallpaper

วอลเปเปอร์ของ Vivo X50 Pro 5G ก็ให้มาสวยงามครับ โดยมีแบบเคลื่อนไหวหรือ Live Wallpaper มาให้ถึง 4 แบบอย่างสวยงาม และภาพปกติแบบปกติอรกหลาย 10 แบบเลยทีเดียว

 

Always On Display เปิดหน้าจอตลอด เช็คแจ้งเตือนเพียงแค่หันมอง

ด้วยความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ฟีเจอร์ขาดไปไม่ได้แน่นอนครับ โดยจะเป็นการบอกสถานะของเครื่องเบื้องต้นในหน้าจอล็อก ไม่ว่าจะเป็นเวลา วันที่, ไอคอนของแอปพลิเคชั่นที่มีการแจ้งเตือน และแบตเตอรี่คงเหลือ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องยกขึ้นมาเพื่อดูตลอดครับ แต่การเปิดฟีเจอร์อาจจะกินแบตขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังเปลี่ยนรูปแบบต่างๆ ได้เพียบ ทั้งสีสัน, ลักษณะของนาฬิา และพื้นหลังครับ

 

การนำทางระบบเพิ่มความสะดวกใช้งานได้ง่าย

ในการควบคุมปุ่มด้านล่างทั้งย้อนกลับ, Home และปุ่มแอพล่าสุดนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นแบบท่าทางได้เพื่อให้ดูเต็มหน้าจอมากขึ้น ซึ่งจะใช้เป็นการปัดในแบบต่างๆ ครับ ซึ่งจะมีวิธีการใช้มาให้ลองทันทีที่เปิดใช้งาน

 

ระบบความปลอดภัย

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกับเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอครับ ซึ่งรองรับทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ ซึ่งความเร็วในการปลดล็อกนั้นทำได้ดีและเสถียรมาก

 

ส่วนใครที่ถนัดการสแกนใบหน้า ก็สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วไม่ต่างกันครับ

 

เปิดโหมดมืดประหยัดพลังงานมากขึ้น

ในการเปิดโหมดมืดของรุ่นที่มีหน้าจอ AMOLED อย่าง Vivo X50 Pro 5G ช่วยให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้นครับ ทั้งยังช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้ดี ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่รองรับโหมดมืดจะเปลี่ยนเป็นธีมมืดกันแบบอัตโนมัติครับ

 

เปลี่ยนเอฟเฟกต์ไดนามิกได้ไม่มีทางซ้ำ

สำหรับเอฟเฟกต์ไดนามิกหรือการเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวในรุ่นนี้มีให้เลือกกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวการจดจำลายนิ้วมือ, การสแกนใบหน้า, การชาร์จ รวมถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่หน้าจอหลัก

 

ลำโพงเสียงดี ดังกระหึ่มได้อรรถรส

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกับชิปเสียง AK4377A ที่ทำให้เราได้ฟังเสียงคุณภาพระดับ Hi-Fi มีความกระหึ่มมากขึ้นแน่นอน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Vivo X50 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G Octa-core ที่ถือเป็นชิประดับกลางตัวแรงสุดใน Android ในตอนนี้ครับ เรื่องการใช้งานและการเล่นเกมต้องบอกว่าหายห่วงไปเลยทีเดียว ที่สำคัญยังมี Vivo Energy Guardian (VEG) หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไหลลื่นขึ้นอีกด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 333,782 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 638 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,954

 

ฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกม

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกับฟีเจอร์การช่วยเล่นเกมอย่างหลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็น Ultra Game Mode ที่นอกจากจะรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวแล้ว ยังช่วยปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย

รวมถึงโหมด E-Sport ที่เป็นการรีดประสิทธิภาพการใช้งานทั้งหมดของเครื่องเข้ามาช่วยการเล่นเกมครับ ทำให้ระหว่างเล่นไม่เกิดอาการกระตุกแน่นอน

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกม ROV ในรุ่น Vivo X50 Pro 5G สามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้ ควบคู่กับภาพ HD ระดับสูงมาก และการแสดงผลระดับสูง เมื่อลองเล่นในโหมด 5 VS 5 เฟรมเรทมาแบบนิ่งๆ วิ่งที่ 59-61fps ตลอดทั้งเกม สมกับเป็นหน่วยประมวลผล Snapdragon 765G

 

PUBG Mobile

มาต่อที่เกม FPS อย่าง PUBG Mobile สามารถเปิดกราฟิกได้ในระดับที่ HDR HD และเฟรมเรทระดับ Ultra โดยการเล่นโหมด Battle Royale 100 คน สามารถทำได้เป็นอย่างดี การสัมผัสหน้าจอตอบสนองไว ด้วยการที่เป็นจอ Refresh Rate 90Hz คู่กับ Respone Rate ที่ 180Hz

 

Asphalt 9: Legends

และเกมสุดท้ายอย่าง Asphalt 9: Legends ก็เปิดภาพระดับสูงได้ครับ เลนได้แบบไหลลื่น แล้วภาพระหว่างเล่นเกมก็แสดงผลออกมาได้แบบสมูทสุดๆ

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 33W

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ถึง 4315mAh ซึ่งสามารถใช้งานทั่วไปได้ตลอดทั้งวันครับ แต่ถ้าใครที่เปิด Refresh Rate 90Hz อาจจะกินแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น ทำให้ได้ชาร์จกันสักรอบระหว่างวันครับ อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวอย่าง 33W Vivo FlashCharge 2.0 ชาร์จครู่เดียวก็ใช้งานได้ต่อแล้วครับ โดยเราทดสอบเริ่มชาร์จตั้งแต่แบตเตอรี่ 25% ถึง 80% ในเวลาเพียง 40 นาที และเต็ม 100% ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาทีเท่านั้นครับ

 

กล้องถ่ายรูป

นอกจากสเปคที่จัดเต็มแล้ว Vivo X50 Pro 5G ยังเปิดประสบการณ์ใหม่ (Photography Redefined) ในเรื่องการถ่ายภาพด้วยกล้อง 4 เลนส์ แถมเป็น Gimbal Camera System รุ่นแรกของโลก ถ่ายได้ครบทุกระยะทั้งเลนส์ Wide + เลนส์ Portrait + เลนส์ Super Wide-Angle ที่รองรับการถ่าย Macro ระยะโฟกัส 2.5 ซม. และเลนส์ Periscope ซูมสูงสุดถึง 60x Hyper Zoom

 

ระบบกันสั่นไหว Gimbal รุ่นแรกของโลก

ความพิเศษของ Vivo X50 Pro 5G นั้นเป็นการใช้เทคโนโลยีกล้อง Gimbal เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการสั่นสะเทือนของภาพรุ่นแรกของโลก ซึ่งดีกว่าระบบกันสั่นไหว OIS ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ช่วยให้ภาพมีความคมชัด ไม่เบลอ และถ่ายวิดีโอได้เสถียรมากขึ้น โดยในกล้องจะมีฟังก์ชัน “การปรับเทียบไมโครกิมบอล” ช่วยให้ภาพไม่สั่นขณะถ่ายด้วยกล้องหลัง (ยกเว้นโหมดภาพคนและ Slow-Mo) ซึ่งเราต้องให้วงกลมสีขาวที่ปรากฏขึ้นอยู่ในวงกลมตรงกลางครับ

 

48 ล้านพิกเซล ภาพคมชัด ซูมไกลก็ยังเห็น

เลนส์หลักของ Vivo X50 Pro 5G มีความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล หากเราถ่ายด้วยโหมด 48MP ภาพที่ได้ออกมาจะมีความคมชัดสูงมากครับ ทำให้เราซูมภาพที่ถ่ายให้เห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในภาพได้มากกกว่าโหมดปกติ

 

AI ฉลาดล้ำ ปรับตามวัตถุอย่างเหมาะสม

ในโหมดปกติของรุ่นนี้ AI ยังคงทำหน้าที่ตรวจจับฉากและแยกแยะหมวดหมู่ได้รวดเร็วและแม่นยำมากๆ เช่น อาหาร, ห้างสรรพสินค้า, แมว, สุนัข และอื่นๆ เพียบ ซึ่งสีสันจะมีการปรับให้ดูเหมาะสมกับแต่ละวัตถุครับ กดถ่ายคลิกเดียวก็แชร์ต่อได้ทันที ไม่ต้องมานั่งปรับแสงสีให้เสียเวลาเลย

 

AI Super Night เปลี่ยนภาพกลางคืนให้สว่างยิ่งขึ้น

ตัวกล้องของ Vivo X50 Pro 5G ยังมีโหมด AI Super Night เพื่อการถ่ายภาพตอนกลางคืนหรือในที่แสงน้อยโดยเฉพาะครับ หลังจากกดชัตเตอร์ บอกเลยว่ารอแค่เพียง 3-4 วินาที ก็ได้ภาพออกมาแล้วครับ โดยภาพที่ได้จะมีความคมชัดมากขึ้น สิ่งที่อยู่ในจุดมืดๆ จะสว่างและเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิมแน่นอน


Auto Mode / AI Super Night Mode

 

นอกจากนี้ใน Super Night Mode ก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เราได้ลองเลือกรูปแบบกันหลายอย่างเลยทีเดียว ได้ความหลากหลายของภาพแบบที่ไม่ต้องมาแต่งเพิ่ม

 

นอกจากนี้ ก็ยังมีโหมดดาวเต็มท้องฟ้า เพื่อให้ได้ภาพดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งแนะนำให้ใช้ขาตั้งกล้องและทำในวันที่ฟ้าโปร่งครับ ต้องได้ดวงดาวมาอยู่ในภาพแน่นอน แต่การประมวลผลจะนานกว่าโหมด AI Super Night แบบปกติเล็กน้อยครับ


Auto Mode / Astro Mode

 

หรือใครอยากถ่ายดวงจันทร์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน Vivo X50 Pro 5G ก็มีโหมดเฉพาะอย่าง “ซุปเปอร์มูน” ที่ไว้สำหรับถ่ายได้โดยตรงครับ

 

Portrait Mode เบลอหลังได้สะใจ ลูกเล่นก็เพียบ

สำหรับ Portrait Mode ใน Vivo X50 Pro 5G ต้องบอกว่าทำได้ดีมากครับ มีการเบลอหลังได้เนียน ดูเป็นธรรมชาติ ดูมีมิติจากการไล่เลเยอร์พอสมควร ซึ่งใบหน้าของเราก็จะดูสว่างแล้วมีการปรับผิวเนียนให้อัตโนมัติด้วย ซึ่งโหมดนี้ก็รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ลูกเล่นของ Portrait Mode ยังสามารถปรับลักษณะแสงโบเก้ด้านหลังแเพื่อให้รูปต่างๆ ได้ด้วย ได้แก่ แวดวง, หัวใจ, สามเหลี่ยม, ดาว และห้าเหลี่ยม ซึ่งโหมดนี้ใช้ได้แค่กล้องหลังเท่านั้น

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการปรับสไตล์เป็นฟิลเตอร์ต่างๆ ให้ดูมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมชาติ, วินเทจ, เมืองเหนือ, แฟชั่น, ปาร์ตี้ฤดูร้อน,,สไตล์ญี่ปุ่น, ขาวดำ, เกลือเงิน และเปียก โดยฟิลเตอร์แบบนี้ใช้งานได้ที่กล้องหน้าเหมือนกันครับ แต่จะมีฟิลเตอร์ต่างกันออกไป


ธรรมชาติ


วินเทจ


เมืองเหนือ


แฟชั่น


สไตล์ญี่ปุ่น


เกลือเงิน


เปียก

 

และสุดท้ายในลูกเล่นของ Portrait Mode อย่างเอฟเฟกต์บุคคล ทั้งไฟสตูดิโอ, ไฟสเตอริโอ, ลูปไลท์, แสงรุ้ง และภาพพื้นหลังขาวดำ

 

โฟกัสไม่มีหลุดด้วย Instant Vlog

ฟีเจอร์ Instant Vlog จะเป็นการให้ AI โฟกัสจับดวงตา, ร่างกาย หรือสิ่งของได้แบบอัตโนมัติที่ไม่มีหลุดโฟกัส โดยฟีเจอร์นี้ใช้งานได้ทั้งการถ่ายภาพนิ่งเพื่อให้ไม่เบลอ รวมไปถึงการถ่ายวิดีโอที่ใครชอบถ่าย Vlog อยู่แล้วจะต้องหลงรักแน่นอน เพราะสิ่งของหรือใบหน้าที่เราอยากให้ชัดก็จะไม่มีหลุดโฟกัส

 

Hyper Zoom ซูมไกลสุด 60 เท่า

ด้วยเลนส์ซูมระยะไกลหรือ Periscope ใน Vivo X50 Pro 5G เราสามารถซูมแบบ Optical Zoom ได้ถึง 5 เท่า โดยที่ภาพยังมีรายละเอียดคมชัด และซูมแบบ Hyper Zoom ได้ไกลสูงสุดถึง 60 เท่าเลยทีเดียว ที่สำคัญ ใครที่กลัวว่ายิ่งซูมไกลจะยิ่งคุมกล้องได้ยากนั้น ก็จะมีระบบ OIS มาช่วยกันสั่นไหวให้อีกแรงครับ

หรือถ้าใครที่ซูม 60 เท่าแล้วคิดว่ามากเกินไป ในระดับ 5 เท่าก็ยังทำได้ดีอยู่ครับ แถมรายละเอียดก็ไม่เสียไปด้วย

 

Super Wide Angle ได้ภาพมุมกว้าง พร้อมความคมชัด

การถ่ายด้วยเลนส์ Super Wide Angle เพื่อให้ได้มุมกว้างนั้นทำออกได้อย่างสวยงามครับ เฉดสียังมีความสดใสไม่ต่างจากเลนส์หลัก เพิ่มลูกเล่นการถ่ายได้มากขึ้นไม่ว่าจะถ่ายย้อนแสงหรือแบบปกติ ทั้งยังให้เราได้ภาพที่ครบองค์ประกอบ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไปครับ


เลนส์ Wide / เลนส์ Super Wide Angle


เลนส์ Wide / เลนส์ Super Wide Angle

 

Super Macro ถ่ายใกล้ 4 ซม.

ด้วยเลนส์ Super Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทำให้เราถ่ายภาพ Super Macro ในระยะใกล้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตรได้อย่างคมชัด สีสันไม่ดรอปลงเหมือนกับการใช้เลนส์ Macro แยกออกมาเพราะความละเอียดนั้นน้อยกว่าครับ

 

เซลฟี่สวยงามมี AI Face Beauty

ใครที่ชอบถ่ายเซลฟี่ตามปกติ ที่นอกจากจะเบลอหลังแบบ Portrait Mode ตามด้านบนแล้ว เราก็สามารถปรับค่ารูรับแสงให้เห็นฉากหลังได้อย่างชัดเจนเหมือนกันครับ ซึ่งใบหน้าของเรายังคมชัดและระบบจะปรับผิวเนียนต่างๆ ให้แบบอัตโนมัติ

 

เซลฟี่ที่มืดก็ไม่ต้องกลัว

และสุดท้ายกับการที่เซลฟี่ในที่แสงน้อยหรือที่มืดก็สามาราถใช้โหมดกลางคืนถ่ายได้เหมือนกัน แถมยังมีสามารถปรับ Face Beauty ได้อีกด้วย


Auto Mode / Super Night Selfie


Auto Mode / Super Night Selfie


Auto Mode / Super Night Selfie

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้กล้องที่มีระบบกันสั่นไหว Gimbal รุ่นแรกของโลก ทำให้การสั่นไหวของภาพขณะถ่ายมีน้อยมากๆ
  • กล้องหลังจัดมาให้ครบทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็น Super Wide Angle, Super Macro หรือการถ่าย Portrait
  • รองรับเครือข่าย 5G ในไทยตั้งแต่แกะกล่องทันที
  • หน้าจอแสดงผล 3D Curved Ultra O Screen กว้าง 6.56 นิ้ว พร้อมรับชมเนื้อหาได้คมชัดและสีสันจัดต็มด้วยชนิดหน้าจอ AMOLED และมีความลื่นด้วย Refresh Rate 90Hz
  • ใช้ CPU Snapdragon 765G Octa Core ที่เป็นชิปตัวท็อปของระดับกลางทำให้ทั้งการเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไปไหลลื่นมากๆ
  • รองรับการชาร์จไว 33W Vivo FlashCharge 2.0

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

สมาร์ตโฟน Vivo X50 Pro 5G เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ในสีอัลฟาเกรย์ (Alpha Gray) มีราคาอยู่ที่ 24,999 บาท

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured13 ชั่วโมง ที่แล้ว

รีวิว realme 7 Pro การชาร์จที่เหนือขั้นด้วย 65W SuperDart Charge, จอคมชัดแบบ Super AMOLED พร้อมกล้อง 4 เลนส์ 64MP

มาแล้วสำหรับรีวิวฉบั...

Featured3 วัน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V20 Pro 5G สมาร์ตโฟน 5G บางสุดในโลก ดีไซน์โดดเด่น กล้องหน้าคมชัด 44MP โฟกัสไม่มีหลุด พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

รีวิว Vivo V20 Pro 5...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo X50 Pro 5G กล้องหลังจัดเต็ม ระบบกันสั่น Gimbal รุ่นแรกของโลก, ฟีเจอร์ครบ พร้อมหน้าจอโค้ง Ultra O Screen และชิปตัวแรง Snapdragon 765G

Vivo X50 Pro 5G สมาร...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo Y20 สมาร์ตโฟนกล้อง AI Triple Macro Camera สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง และแบตอึด 5000mAh

Vivo Y20 สมาร์ตโฟนน้...

ais ultimate surprizes 5 point in august 2020 ais ultimate surprizes 5 point in august 2020
Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

5 พอยท์ ลุ้นโชค GADGETS สุดคูล ลูกค้า AIS Serenade ลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

กลับมาพบกันอีกครั้งก...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง