ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว OnePlus 7T สมาร์ทโฟนตอบโจทย์ทุกการใช้งาน จอลื่น 90Hz แบบ Fluid Display, ขุมพลังตัวท็อป S855+ และกล้อง 3 เลนส์พร้อมทุกสถานการณ์

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

OnePlus 7T สมาร์ทโฟนรุ่นน้องที่สเปคยังจัดเต็มเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสุดลื่นอย่าง Fluid Display ที่มี Refresh Rate ถึง 90Hz, Snapdragon 855+ Octa Core ขุมพลังที่แรงสุดในตอนนี้ พร้อมด้วยกล้องหลัง 3 เลนส์ที่จัดเรียงในทรงกลมอย่างสวยงามไม่เหมือนใครด้วย

 

สรุปสเปค OnePlus 7T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.94 × 74.44 × 8.13 มม.
  • น้ำหนัก : 190 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Fluid Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) มี Refresh rate 90Hz, อัตราส่วน 20:9 และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 855+ Octa Core ความเร็ว 2.96 GHz
  • GPU : Adreno 640
  • ความจุ RAM 8GB + ROM 128GB (UFS 3.0)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รองรับ OIS + EIS
    • เลนส์ Ultra Wide Angle 117 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto 2x ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซ็นเซอร์ Sony IMX471
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS 10
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 3800mAh รองรับ Warp Charge 30T

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ OnePlus 7T มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมทางยาวสีแดงแบบจัดจ้านมากๆ โดยภายในกล่องจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ให้ดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง OnePlus 7T ที่ติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อย
  • อะแดปเตอร์
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • สายชาร์จพอร์ต USB Type-C
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ข้อความจากซีอีโอ Pete Lau
  • สติ๊กเกอร์โลโก้ OnePlus

 

ดีไซน์ตัวเครื่องของ OnePlus 7T จะมีความแตกต่างจาก OnePlus 7T Pro ไปพอสมควรที่ฝาหลัง ซึ่งจะมาเป็นกล้องหลัง 3 เลนส์ที่จัดเรียงเป็นแนวนอนอยู่ในทรงกลม และมีไฟแฟลช Dual LED อยู่ด้านล่างถัดลงมาจากเลนส์ตัวกลาง ทำให้ดูลงตัวสุดๆ

 

ขณะที่ความสวยงามของวัสดุด้านหลังจะยังเป็นกระจกแบบด้าน โดยสีที่เราได้มาคือสีเงิน Frosted Silver ให้ความรู้สึกที่ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น และการจับถือก็ไม่ลื่นหลุดออกจากมือง่ายๆ แน่นอน เพราะมีความโค้งมนแบบกระจก 3D Corning Gorilla Glass

 

ด้านหน้าจอแสดงผลก็อย่างที่เราบอกไปว่า OnePlus 7T นั้นเน้นเรื่องความไหลลื่นของหน้าจอเป็นพิเศษ โดยใช้เป็นหน้าจอ Fluid Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) และที่สำคัญคือมี Refresh Rate 90Hz ที่ช่วยให้ทุกอย่างสมูทไปหมด เวลาเลื่อนหน้าจอไปมา เราจะแทบไม่เห็นเรื่องความไม่ต่อเนื่องหรือไอคอนที่จะเบลอเลยครับ

 

มาดูที่เหนือหน้าจอแสดงผลกันบ้าง จะมีหยดน้ำที่ฝังกล้องหน้าลงไป ถัดขึ้นไปเล็กน้อยจะมีลำโพงตัวที่ 2 ซึ่งจะเป็นอีก 1 ลำโพงที่ช่วยให้เสียงเป็นระบบสเตอริโอครับ

 

ด้านซ้ายจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงเท่านั้น

 

ส่วนฝั่งขวาจะมีปุ่มเลื่อนสำหรับสลับโหมดเสียงแบบเงียบ, สั่น หรือเสียงเข้า

 

ด้านล่างจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

ส่วนด้านบนจะมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 แบบโดดๆ ครับ

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะเป็นกล้องหลัง 3 เลนส์ในโมดูลทรงกลม พร้อมไฟแฟลช Dual LED ครับ โดยจะมีโลโก้ OnePlus เป็นสัญลักษณ์ตรงกลาง

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการตั้งแต่แกะกล่อง

แน่นอนว่า OnePlus 7T ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดอย่าง Android 10 โดยครอบทับด้วย UI ของตัวเองที่ได้รับการตกแต่งมาให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นเหมือนกับหน้าจอแสดงผลคือ OxygenOS 10

 

 

โดยไอคอนและหน้าตาทั่วไปจะคุ้นชินกันดีหากใครที่ใช้ OnePlus มาก่อนครับ จะเป็นไอคอนทรงกลม มีหน้าจอหลักหากปัดขึ้นจะเป็นหน้าจอแอปพลิเคชั่นทั้งหมด ส่วนการปัดลงจากหน้าจอจะเป็นการใช้งานตั้งค่าด่วนและการแจ้งเตือนต่างๆ

 

 

ถนอมสายตาด้วย Reading Mode

ใครที่ชอบอ่านอะไรตอนกลางคืนหรือในที่แสงน้อยต้องเปิดโหมดการอ่านถึงจะดีครับ โดยจะเป็นการลดแสงสีฟ้าลงเพื่อให้เราใช้งานได้สบายตามากขึ้นนั่นเอง หรือใครจะปรับเป็นโทนสีเอฟเฟกต์ขาวดำก็ได้เช่นกันครับ แล้วแต่ถนัดเลย

 

ใช้งานธีมเข้มหรือ Dark Mode

ใครที่ไม่อยากใช้โหมดการอ่านตามข้างบนก็สามารถปรับเป็นธีมเข้มหรือ Dark Mode ได้เหมือนกัน โดยให้ไปที่การตั้งค่า > การกำหนดเอง > ธีมที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า และเลือก “สีเข้ม” ซึ่งนอกจากจะถนอมสายตาแล้ว โหมดนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการประหยัดแบตเตอรี่ให้กับหน้าจอ AMOLED อีกด้วย เรียกว่าได้แบบ 2 ต่อเลย

 

ระบบเสียงสุดกระหึ่มด้วยลำโพงเสียงสเตอริโอคู่ Dolby Atmos

ส่วนสำคัญนอกจากจะมีหน้าจอแสดงผล Refresh Rate 90Hz แล้ว OnePlus 7T ยังมีระบบเสียงลำโพงคู่สเตอริโอแบบ Dolby Atmos ใช้งานกันแบบกระหึ่มไปเลยครับ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ทั้งหมดจะมีการแยกเสียงซ้าย-ขวาให้อย่างชัดเจน เพิ่มอรรถรสความรู้สึกขึ้นไปอีกขั้นได้ดีเลย

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

OnePlus 7T ก็มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยขั้นสูงถึง 2 แบบ ได้แก่ เทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ที่ทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ เพียงแค่แตะแล้วปล่อยก็ใช้งานได้ทันที และการจดจำลายนิ้วมือยังจดจำได้มากสุด 5 ลายนิ้วมือด้วยครับ

นอกจากการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแล้ว ยังมีระบบสแกนใบหน้าเหมือนกัน โดยเมื่อเราลงทะเบียนใบหน้าไปแล้ว เราต้องกดปุ่มปลดล็อคก่อนครับ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วมากๆ ยังไม่ทันเห็นหน้าวอลเปเปอร์จอล็อคก็ระบุตัวตนได้เรียบร้อย

 

เพิ่มความสงบให้ตัวเองด้วย Zen Mode

สำหรับ Zen Mode จะเป็นการให้เราได้ใช้งานสมาร์ทโฟนน้อยลงเพื่อดูแลสุขภาพในด้านอื่นบ้างครับ โดยจะมีการปรับได้ตั้งแต่ 20 นาที ถึง 60 นาทีในการงดใช้สมาร์ทโฟน แถมเมื่อเปิดใช้งานแล้วจะไม่สามารถยกเลิกได้อีกด้วย ใครอยากทดสอบจิตใจก็ลองดูได้เลย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ขึ้นชื่อเป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปขนาดนี้ OnePlus 7T ก็ต้องมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855+ Octa core ผนวกกับการใช้งานผ่าน RAM 8GB + ROM 128GB ชนิด UFS 3.0 ก็ยิ่งทำให้การใช้งานนั้นลื่นขึ้นไปอีกขั้น รวมไปถึงการสลับแอปพลิเคชั่นไปมาก็แทบไม่ต้องรอโหลดใหม่ด้วย

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ที่คะแนน 472,908

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 789 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,677

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

ก่อนอื่นเลย OnePlus 7T มาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดที่เราติดตั้งไว้ให้อยู่ในที่เดียวกันครับ ไม่ต้องวุ่นวายกับการหา ทั้งยังสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนได้เพื่อไม่ให้มีอะไรมาบดบังสายตาตอนเล่นครับ โดยเราสามารถตั้งการปิดกั้นได้ 3 แบบ ได้แก่ การแจ้งเตือนล่วงหน้า (ขึ้นเป็นแถบด้านบน), ข้อความเท่านั้น และปิดกั้น (ยกเว้นการโทรและปลุก)

 

นอกจากนี้ เราก็สามารถเปิด Fnatic Mode เพื่อให้การเล่นเกมที่ลื่นอยู่แล้ว ให้ลื่นขึ้นไปอีกขั้น โดยจะมีการปรับ CPU, GPU และ RAM ให้เหมาะมากที่สุดเพื่อใช้ในการเล่นเกมโดยเฉพาะเลยครับ แต่จริงๆ ไม่ต้องเปิดก็เล่นลื่นอยู่แล้วนะ คอนเฟิร์ม!

 

Call Of Duty: Mobile

เริ่มกันที่เกม Call Of Duty: Mobile เราตั้งค่าให้มีกราฟิกระดับสูงที่สุด และเฟรมเรทระดับ MAX โดยเราเล่นในโหมด Battle Royale 100 คน แน่นอนว่าจากการที่ใช้ Snapdragon 855+ ก็ต้องเล่นได้ลื่นไหลมากๆ ไม่มีสะดุดเลยครับ แถมเรื่องของการสัมผัสหน้าจอ 90Hz ก็เคลื่อนตามนิ้วได้ดีมากๆ เวลากดยิงแล้วจะแทบไม่มีการดีเลย์เลยด้วยซ้ำ

 

ROV

ต่อกันที่เกมสุดฮิตอย่าง ROV เราเปิดกราฟิกทุกอย่างสูงสุด รวมไปถึงเฟรมเรทสูงด้วยเช่นกัน โดยการเล่นในโหมด Grand Battle หรือ 5 VS 5 ก็จัดอยู่ในความยอดเยี่ยมเช่นกันครับ เฟรมเรทจะวิ่งคงที่ระหว่าง 59-60fps ตลอดทั้งเกม ซึ่งเฟรมเรทที่บอกมาจะคงที่ไม่ว่าจะอยู่ในการใช้สกิลหมู่ การตีป้อม และอื่นๆ

 

Asphalt 9: Legends

สำหรับเกมแข่งรถเบอร์หนึ่งอย่าง Asphalt 9: Legends ภายในเกมไม่มีการตั้งค่าในกราฟิกระดับสูงแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรครับ เพราะเราลองเล่นติดๆ กันในโหมดอาชีพก็เล่นได้ไหลลื่นทุกการแข่งขัน ไม่ว่าจะตอนเร่งเครื่อง ตอนเร่งสปีดด้วยไนโตร หรือตอนชน ทุกอย่างดูสมูทไปหมดครับ

 

จากประสบการณ์การเล่นทั้ง 3 เกมข้างต้น ต้องบอกเลยว่าสิ่งที่ชอบเลย คือ Haptic Vibration หรือการสั่นไหวตามสถานการณ์ครับ ซึ่งการสั่นจะมีความเงียบมากๆ มีระดับการสั่นที่ค่อนข้างดี โดยกับเกม Asphalt 9: Legends ที่จะมีระดับการสั่นตามการเร่งและการชน เหมือนกับจอยเกมของ PlayStation เลย

 

นอกจากนี้ ยิ่งได้ระบบเสียงสเตอริโอคู่แบบ Dolby Atmos ยิ่งทำให้อรรถรสการเล่นเกมนั้นยิ่งดีขึ้นไปอีกครับ เพราะการที่เสียงออกมาจากลำโพงทั้ง 2 ด้าน ทำให้มีมิติมากขึ้น มีการแยกซ้าย-ขวาชัดเจน และหากเป็นเกมที่ต้องแยกประสาทอย่าง Call Of Duty: Mobile ก็เล่นได้โดยไม่ต้องใส่หูฟังเลย

 

แบตอึด 3800mAh พร้อมชาร์จไว Warp Charge 30T

แม้จะเป็นตัวรองจาก OnePlus 7T Pro แต่เรื่องเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ก็มีมาให้เหมือนกันด้วย โดย OnePlus 7T มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 3800mAh ซึ่งใครที่ใช้หน้าจอแสดงผล 90Hz และเล่นแค่โซเชียลทั่วไป ไม่ได้เน้นเกมเป็นหลักก็อยู่ได้ทั้งวันถึงช่วงค่ำๆ แน่นอนครับ ส่วนใครที่เน้นเกมก็ต้องการชาร์จแบตเตอรี่แน่นอน แต่หายห่วงเรื่องการรอระหว่างชาร์จแบบนานๆ ได้เลย เพราะเทคโนโลยี Warp Charge 30T นั้นมีความเร็วและความปลอดภัยในตอนที่ชาร์จ ซึ่งจากที่เราลองแบตเตอรี่ 0% (ระหว่างเปิดเครื่องชาร์จเข้าไปแล้ว 3% ตามภาพครับ) ถึง 100% จะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้นครับ (0% – 53% ใช้เวลา 28 นาที) แถมยังสามารถเล่นไปชาร์จไปได้แน่นอนด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

ระบบกล้องของ OnePlus 7T ก็ถือว่าจัดเต็มในระดับสูงเลยทีเดียว เพราะมี 3 เลนส์ที่เกือบเหมือนกับ OnePlus 7T Pro เลย (ต่างที่เลนส์ Telephoto ซูม ได้ 2 เท่า) ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รองรับ OIS + EIS
  • เลนส์ Ultra Wide Angle 117 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 2x ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

ขณะที่กล้องหน้ากล้องหน้าในหยดน้ำความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 และใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX471 ซึ่งฟีเจอร์ในแต่ละกล้องนั้นเป็นอย่างไร เรามาชมกันเลยดีกว่าครับ

 

ปรับความงามอัตโนมัติด้วย AI Scene Detection

สำหรับ AI Scene Detection ใน OnePlus 7T จะเป็นการใช้โหมดถ่ายภาพปกติที่เราแทบไม่ต้องไปเลือกโหมดอื่นให้เสียเวลา เพราะแค่โหมดปกติควบคู่กับ AI ก็มีการปรับแสงและสีให้เหมาะสมกับวัตถุเรียบร้อยแล้วครับ

 

ถ่ายคมชัดขั้นสูงด้วยความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

ในโหมดความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล เราจะไม่ได้ได้แค่ภาพที่คมชัดสุดๆ เท่านั้น แต่เรื่องของรายละเอียดก็เก็บได้ครบเช่นกัน เราสามารถซูมไปไกลๆ หรือครอปภาพเพื่อดูวัตถุที่อยู่ไกลได้ชัดเจนมากๆ ครับ ซึ่งจุดนี้ใครที่ทำบิลบอร์ดป้ายใหญ่ก็ถ่ายจากโหมดนี้ได้เช่นกัน

 

ถ่ายมุมกว้างเก็บได้ครบด้วย Ultra Wide Angle 117 องศา

ใครที่เป็นสายชอบเที่ยว แน่นอนว่าต้องใช้เลนส์ Ultra Wide Angle ในการเก็บภาพอยู่แล้ว โดย OnePlus 7T ก็มีให้เช่นกัน ซึ่งเรื่องรายละเอียดและสีสันหรือเฉดสีต่างๆ ก็มาเต็มมาก ทดแทนกับเลนส์หลักได้ดีเลย

เทียบปิด Ultra Wide Angle และเปิด Ultra Wide Angle

หรือจะใช้เลนส์Ultra Wide Angle ถ่ายบุคคลก็ได้เหมือนกันครับ ให้มิติที่เพิ่มขึ้นมาชัดเจน

 

ปรับกลางคืนให้สว่างขึ้นด้วย Nightscape 2.0

สำหรับ Nightscape 2.0 จะเป็นการปรับภาพในตอนกลางคืนให้สว่างขึ้น และมีรายละเอียดที่คมชัดมากๆ โดยระบบจะทำการประมวลผลภาพที่ประมาณ 2-3 วินาทีเท่านั้นครับ ไม่ได้ถือแช่ไว้นาน ซึ่งภาพที่ได้จะยังคงเก็บรายละเอียดได้ดี เรื่องแสงหรือสีที่ได้ออกมาไม่ได้จัดจ้านเกินไปจนมองไม่ออกว่าเป็นกลางคืน

 

Nightscape 2.0 ไม่ได้มีดีแค่เลนส์หลักเท่านั้นครับ แต่ในเลนส์ Ultra Wide Angle เครื่องนี้ก็ถ่ายได้เหมือนกัน ซึ่งความละเอียดต่างๆ ก็ทำได้ดีเหมือนกับเลนส์หลักเลยครับ

 

Portrait เบลอได้แบบธรรมชาติ

สำหรับการเบลอฉากหลังหรือที่เรียกว่าการถ่าย Portrait ในรุ่นนี้ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวครับมีการตัดขอบได้เนียน มีการเบลอแบบไล่ระดับเล็กน้อย โดยเราต้องอยู่ใกล้กับวัตถุประมาณ 0.5 – 2 เมตรครับ เพื่อให้ระบบตรวจจับการเบลอได้

เทียบปิด Portrait และเปิด Portrait

 

เจาะลึกถึงรายละเอียดด้วยฟีเจอร์ Macro

อีก 1 ฟีเจอร์ใหม่ใน OnePlus คือการถ่ายใกล้สุดๆ ถึง 2.5 เซนติเมตรด้วย Macro ทำให้เราเห็นรายละเอียดของวัตถุเล็กๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งการโฟกัสและเฉดสีต่างๆ ก็ยังคงสมบูรณ์แบบครับ โฟกัสเร็วและสีสันคล้ายเดิมเลย

 

กล้องหลังที่ฟีเจอร์เยอะพอสมควร มาที่กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลกันบ้างครับ โดยเราสามารถถ่ายโหมดใบหน้าสวยได้ 3 ระดับ ซึ่งแม้จะปรับเป็นระดับ 3 ก็ยังให้ความเป็นธรรมชาติอยู่ ไม่ได้เนียนเกินไปครับ ซึ่งเราจะได้ความเบลอจากการใช้โหมดหน้าสวยด้วย

บิวตี้ระดับที่ 1


บิวตี้ระดับที่ 2


บิวตี้ระดับที่ 3

 

นอกจากนี้ จะมีโหมดหน้าสวยแล้ว เรื่องการเบลอฉากหลังด้วยกล้องหน้าก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน ตัดขอบได้เนียน ใบหน้าเราจะดูโดดเด่นขึ้นมา ไม่มีวัตถุอะไรมาแย่งซีนเราแน่นอน

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผล Fluid Display ที่มี Refresh Rate 90Hz ทำให้สัมผัสที่ไหลลื่นมากๆ
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ถ่ายได้คมชัด มีหลายฟีเจอร์ทั้ง Nightscape 2.0, Ultra Wide Angle และ Macro 2.5 ซม.
  • ใช้งานได้ไหลลื่นด้วยขุมพลัง Snapdragon 855+ ควบคู่กับ RAM 8GB และ ROM 128GB (UFS 3.0)
  • มีแบตเตอรี่ความจุเยอะที่ 3800mAh พร้อมเทคโนโลยี Warp Charge 30T ที่ชาร์จได้รวดเร็วและปลอดภัย
  • มีระบบเสียงผ่านลำโพงสเตอริโอคู่แบบ Dolby Atmos
  • แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 รุ่นแรกของโลก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้
  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง

 

สำหรับ OnePlus 7T มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Glacier Blue และสีเงิน Frosted Silver (เครื่องที่ใช้รีวิวครั้งนี้) โดยสนนราคาอยู่ที่ 17,990 บาทเท่านั้น สามารถซื้อผ่านทาง AIS, JD Central และ LAZADA ได้เลยครับ รายละเอียดเพิ่มเติม http://oneplus7tseries.onlineoneplus.com/

Featured

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G จัดเต็มด้วยขุมพลัง Snapdragon 765G 5G ใช้งานเครือข่าย 5G ได้เร็วแรง พร้อมหน้าจอสุดลื่น Ultra Smooth 120Hz และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge

 

สรุปสเปค realme X50 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 163.8 × 75.8 × 8.9 มม.
  • น้ำหนัก : 202 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Ultra Smooth 120Hz ชนิด IPS LCD ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, Refresh Rate 120Hz, อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90.4% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 765 5G Octa Core ความเร็ว 2.4GHz
  • GPU : Adreno 620
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB (UFS 2.1)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 ซม.
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า 2 เลนส์ Dual In-display Selfie แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, NFC, พอร์ต USB Type-C และรองรับเครือข่าย 5G
  • แบตเตอรี่ความจุ 4200mAh รองรับ 30W Dart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องมาในสีเหลืองตามสไตล์ของ realme พร้อมมีชื่อรุ่น realme X50 5G ที่หน้ากล่อง ขณะที่ด้านหลังจะบอกจุดเด่นของ realme X50 5G แบบชัดเจน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง realme X50 5G พร้อมฟิล์มกันรอยที่ติดมาให้เรียบร้อย
  • อะแดปเตอร์ 30W Dart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

realme X50 5G โดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ที่เน้นเรื่องความธรรมชาติในสีสันตัวเครื่องอย่างมาก ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีเขียว Jungle Green เปรียบเสมือนสีของป่าเขียวชอุ่มที่เล่นลวดลายเป็นเส้นสวยโค้งอย่างงาม และเมื่อยิ่งสะท้อนแสงมุมต่างๆ ก็ให้ความสวยงามในหลากหลายแบบเช่นกัน ขณะที่อีกสีจะเป็น Ice Silver ที่ให้ความเยือกเย็นแบบธารน้ำแข็งขั้วโลก

 

ในเรื่องการจับถือก็ไม่ลื่นมือเพราะได้ใช้เทคโนโลยี Optical Plating แบบใหม่ ใครที่ลองสัมผัสจะรู้สึกเลยว่ามีความนุ่มในตัวผิวสัมผัส ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะลื่นหล่นได้ง่ายๆ ครับ

 

หน้าจอ realme X50 5G จัดมาให้แบบลื่นๆ แบบ Ultra Smooth 120Hz ช่วยให้การสัมผัสระหว่างการใช้งานเป็นไปได้ไหลลื่นมากๆ ที่สำคัญยังช่วยในเรื่องการกดที่แทบจะเรียลไทม์ ไม่ดีเลย์

 

นอกเหนือจากความลื่นแบบ Refresh Rate 120Hz หน้าจอแสดงผลรุ่นนี้ ยังมีขนาดขนาดใหญ่ถึง 6.57 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ใครที่ชอบเล่นเกมหรือชม Netflix ก็ทำได้เต็มตา เห็นได้กว้างกว่าคนอื่นแน่นอน

 

ที่บริเวณรอบเครื่อง เริ่มที่เหนือหน้าจอ realme X50 5G จะมีกล้องหน้าฝังในหน้าจอ Dual In-Display Selfie มุมซ้ายบน และลำโพงสนทนาที่อยู่ตรงกลาง

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องจะเป็นปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ส่วนทางขวามีปุ่ม Power ที่เป็นระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือในปุ่มเดียวครับ

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีตั้งแต่ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ขณะที่ด้านบนมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2

 

และด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์จัดเรียงเป็นแนวตั้งพร้อม พร้อมไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme X50 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย UI ของตัวเองอย่าง realme UI 1.0 ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชั่นลดลงถึง 14% รวมถึงลดการใช้งาน RAM ถึง 20% และอายุการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 40% (*ในภาพเป็น RAM 6GB เพราะเป็นเครื่องทดสอบ เครื่องขายจริงจะมี RAM 8GB*)

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

รองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่องไม่ต้องรออัปเดท

realme X50 5G แกะกล่องมาก็สามารถใช้งานเครือข่าย 5G ในไทยได้ทั้งหมดทันทีครับ โดยไม่จำเป็นต้องอัปเดท ที่สำคัญยังมีฟีเจอร์ Smart 5G สับเปลี่ยนการใช้งานเครือข่าย 4G และ 5G แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ประหยัดแบตเตอรี่ลงได้ด้วย

สำหรับคลื่น 5G ที่รองรับมีทั้งหมด 12 คลื่นทั่วโลก ได้แก่ n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78

 

ปรับแต่งไอคอนตามสไตล์ realme UI

ด้วยความที่เป็น realme UI เราสามารถปรับแต่งลักษณะของไอคอนได้ตามใจชอบครับ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือการปรับเองได้ตามใจชอบ

 

โหมดกลางคืน

realme UI มาพร้อมกับโหมดกลางคืนที่เปลี่ยนธีมของเครื่องให้มืดเพื่อให้เราใช้งานตอนกลางคืนได้สบายตากว่าเดิม

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme X50 5G มาพร้อมกับระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้าวตัวเครื่อง ที่ต้องบอกว่าสะดวกมากๆ เพียงแค่หยิบขึ้นมาจับเครื่องในท่าทางปกติก็ปลดล็อกให้ทันทีครับ อย่างเราลงทะเบียนนิ้วกลางมือซ้ายหรือนิ้วโป้งมือขวาครับ

 

ที่สำคัญก็ยังมีเทคโนโลยีสแกนใบหน้าที่ลงทะเบียนได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการใช้งานก็ทำได้ไม่แพ้กันครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ใครที่เป็นสายเกมต้องบอกว่า realme X50 5G นั้นคุ้มค่าจริงๆ ครับ เพราะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการใช้พลังงานลงถึง 35% แถมด้วย GPU อย่าง Adreno 620 ช่วยให้เล่นเกมได้ไหลลื่นแน่นอน

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 318,540

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 598 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,937

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

realme X50 5G มีฟีเจอร์ Game Space เช่นเคยครับ เป็นการรวมเกมทั้งหมดที่เราดาวน์โหลดไว้ในที่เดียว ซึ่งยังมีโหมดแข่งขันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกม และปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

มากันที่เกมสุดฮิตอย่าง ROV นั้นสามารถเปิดการแสดงผลที่ระดับสูง ขณะที่ภาพ HD และเฟรมเรทสูงจะเปิดได้แบบสูงสุดครับ โดยทดสอบการเล่นในโหมด 5 VS 5 สามารถเล่นได้นิ่งๆ เฟรมเรทไม่มีดรอปตั้งแต่เริ่มเกม ช่วงที่บวกใส่สกิลกันเยอะ หรือช่วงท้ายเกมก็ไม่มีอาการสะดุดให้เห็นครับ

 

Call of Duty: Mobile

มาต่อที่เกม Call of Duty: Mobile สามารถเล่นเกมนี้ได้แบบกราฟิกระดับสูงแบบ Very High ทั้งหมดครับ แล้วเล่นในโหมด 100 คน Battle Royale ได้แบบสบายๆ ครับ เรื่องการสัมผัสก็ทำได้ลื่นมากๆ ด้วยหน้าจอแบบ 120Hz แล้วเรื่องการกดยิงก็แทบไม่มีอาการดีเลยืให้เห็นครับ

 

PUBG Mobile

และอีกแนว FPS ที่สายเกมไม่ควรพลาดอย่าง PUBG Mobile ก็สามารถเปิดได้ในระดับ HD และเฟรมเรทระดับสูง โดยการเล่นต่างๆ ก็แทบไม่ต่างจาก Call of Duty: Mobile ที่เล่นได้แบบไหลลื่น

 

แบตอึดพร้อมชาร์จไวด้วย 30W Dart Charge

สำหรับแบตเตอรี่ของ realme X50 5G มีให้ถึง 4200mAh ทำให้ใช้งานทั่วไปหรือถ่ายภาพได้ตลอดวันแน่นอนครับ ส่วนใครที่เล่นเกมก็อาจเล่นได้ประมาณครึ่งวันครับ ทั้งนี้ หากแบตใกล้หมดก็ยังมีเทคโนโลยี 30W Dart Charge ที่ชาร์จได้ถึง 60% -70%ใน 30 นาที ขณะที่เต็ม 100% ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครับ

 

กล้องถ่ายรูป

realme X50 5G จัดเต็มเรื่องกล้องมาให้แบบเต็มๆ เช่นกัน แบ่งเป็นกล้องหลัง 4 เลนส์ และกล้องหน้าอีก 2 เลนส์ทำให้ถ่ายภาพความละเอียดสูงและในแบบ Portrait นั้นทำได้ดีมากๆ

คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

realme X50 5G จัดเลนส์หลักคมชัดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้มีพิกเซลที่เยอะ ช่วยให้เราใช้งานภาพในโหมดนี้ได้หลายงาน เช่น การปริ้นท์รูปภาพเป็นภาพใหญ่ๆ เป็นต้น


ภาพถ่ายโหมดคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพถ่ายโหมดคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล / ครอป

 

ถ่ายคลิกเดียวก็สวยงามด้วย AI

แม้ว่าใครที่จะไม่ได้ใช้งาน 48 ล้านพิกเซลใน realme X50 5G เพียงแค่เราใช้งานโหมดปกติ AI ก็จะตรวจจับวัตถุและแยกแยะให้มีสีสันเหมาะสมในแต่ละอย่างครับ ที่สำคัญเรื่องของแสงและเงาก็ทำได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle มีมุมกว้างถึง 119 องศา ทำให้เราได้ภาพที่เก็บได้ครบทั้งฉากหลัง โดยที่ไม่ต้องถอยออกไปถ่ายไกลๆ โดยเรื่องของสีสันและแสงต่างๆ ถือว่าสวยงามและคมชัดอย่างมาก


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Portrait สวยงามเบลอหลังได้เนียนๆ

realme X50 5G จัดเต็มในเรื่องการถ่าย Portrait ที่ถ่ายได้สวยงามไม่ต่างจากเรือธงรุ่นอื่นๆ ภาพที่ได้มีความเนียนตา เบลอหลังตัดขอบได้เนียน พร้อมใบหน้าของบุคคลจะมีความบิวตี้ที่ปรับให้แบบอัตโนมัติด้วย ซึ่งโหมดนี้ใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังที่ความสามารถแทบไม่ต่างกันเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ถ่ายกลางคืนคมชัดด้วยฟีเจอร์ Nightscape 3.0

เรื่องการถ่ายภาพกลางคืนต้องบอกว่า realme X50 5G ทำออกมาได้ดีสุดๆ ในตอนกลางคืนที่มีแสงรอบข้างเยอะๆ จะมีความสดใสในภาพมาก ทำให้ดูสว่างและมีความคมชัด ภาพดูไม่ฟุ้ง ที่สำคัญระบบจะประมวลผลไม่นานเพียง 4-5 วินาทีเท่านั้น แถมใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle ด้วย


โหมดปกติ / โหมด Nightscape 3.0

 

สีสันจัดเต็มยิ่งขึ้นด้วยโหมด Chroma Boost

สำหรับการถ่ายด้วยโหมดปกตินั้นจริงๆ ถือว่าสีสันออกมาสวยงามแล้ว แต่ realme X50 5G ก็มีโหมด Chroma Boost เพิ่มสีสันให้จัดขึ้นไปอีกขั้นครับ ซึ่งเราจะได้สีสันที่มีเฉดสีเข้มขึ้น พร้อมได้แสงและเงาที่มีมิติกว่าเดิมด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

เจาะวัตถุได้ไกลถึง 4 ซม. ด้วยเลนส์ Macro

ใครที่ชอบเห็นวัตถุใกล้ๆ ต้องบอกว่าเลนส์ Macro ใน realme X50 5G นั้นทำออกมาได้ดีเกินคาด ให้เราเห็นสิ่งเล็กๆ ได้ ขนาดที่ดวงตาเราไม่โฟกัสแล้ว ซึ่งสีสันของวัตถุที่ถ่ายอาจจะดรอปจากเลนส์หลักบ้าง แต่ความสวยงามยังคงมีอยู่ครบแน่นอน

 

ถ่ายกล้องหน้าสวยงาม AI Beauty

realme X50 5G มีกล้องหน้าเลนส์หลักความละเอียดสูง 16 ล้านพิกเซล ซึ่งด้วยความที่มี AI ทำให้ระบบตรวจจับเพศ สีผิว และใบหน้าทุกรูปแบบ ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคลลครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ใช้งานได้แบบไหลลื่นทั้งเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป ไม่มีสะดุด
  • หน้าจอแสดงผล Ultra Smooth 120Hz ขนาด 6.57 นิ้ว ใช้งานได้ลื่นมือและจอใหญ่เต็มตา
  • มีแบตเตอรี่ถึง 4200mAh พร้อมชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ไม่ถึงชั่วโมงก็เต็ม
  • กล้องหลังจัดเต็ม 4 เลนส์ ฟีเจอร์ครบครัน
  • กล้องหน้าคู่สวยงาม ถ่าย Portrait ได้เนียนตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ

realme X50 5G สนนราคาอยู่ที่ 12,990 บาท เริ่มโดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ พร้อมรับฟรี! VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี และเครื่องทำความชื้น มูลค่ารวมกว่า 5,999 บาท

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนที่จะมาปลดล็อกตัวตนที่ดีที่สุดของคุณด้วยการถ่ายภาพที่มีฟีเจอร์ครบครันทั้งการเซลฟี่และกล้องหลัง 4 เลนส์สุดอัจฉริยะ ทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่ใน ColorOS 7.2 ให้ผู้ใช้งานได้ตื่นตาตื่นใจกันอีกด้วย

 

สรุปสเปค OPPO Reno4

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.3 x 73.9 x 7.7 มม.
  • น้ำหนัก : 165 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Dual Punch-hole Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ระบบโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ Sony IMX616
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4015 mAh รองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ลวดลายของ OPPO Reno4 ถือว่าทำออกมาได้สวยงามแปลกตาครับ ที่นอกจากจะมีสีเขียวตามแบรนด์ของ OPPO เองแล้ว การเล่นลวดลายบนกล่องยังเขียนคำว่า “RENO” ได้อย่างมีเอกลักษณ์เลยทีเดียว

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4
  • อะแดปเตอร์ 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • หูฟัง
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ OPPO Reno4 เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงอย่างแรกเลยก็ว่าได้ โดยที่วัสดุที่ใช้จะไม่มีความลื่นมือ จับถือได้พอดี ใช้งานในมือเดียวได้ค่อนข้างสะดวก ที่สำคัญลวดลายตัวเครื่องมาแบบ OPPO Monogram พร้อมสีดำ Space Black เมื่อสะท้อนกับแสง ช่วงล่างตัวเครื่องจะมีตัวอักษร “OP” ระยิบระยับบ่งบอกถึงแบรนด์ OPPO ได้อย่างสวยงามสุดๆ ครับ

 

น้ำหนักของ OPPO Reno4 ถือว่ามีน้ำหนักที่เบาเพียง 165 กรัม และบางสุดๆ ที่ 7.7 มม. สะดวกทั้งการใช้งานทั่วไปและเล่นเกมครับ

 

หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno4 มาแบบ Dual Punch-hole Display ชนิด AMOLED ที่ฝังกล้องหน้า 1 เลนส์ลงในหน้าจอบริเวณมุมซ้ายบน (อีกเลนส์เป็น AI-enhanced Smart Sensor) ทำให้มีขนาดอยู่ที่ 6.4 นิ้ว พร้อมพื้นที่การแสดงผลถึง 90.7% ทำให้ใช้งานได้เต็มตา ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือภาพยนตร์ใน Netflix และอื่นๆ

 

เรื่องความสดใสของหน้าจอต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีมาก ด้วยความที่เป็นชนิด AMOLED มี Color gamut 96% NTSC และมีความสว่างจอสูงสุดที่ 409 PPI

 

มาดูรอบเครื่องกันต่อครับ ที่เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงสำหรับสนทนาตรงกลาง โดยมีกล้องหน้า Dual Punch Hole Display ที่มุมซ้ายบน

 

ทางซ้ายตัวเครื่องมีทั้งช่องใส่ซิมการ์ด NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง ถัดลงมาข้างล่างจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ด้านขวามีเพียงปุ่ม Power

 

ส่วนด้านบนตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ด้านล่างมีทั้งช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ที่ 3 เลนส์ฝั่งซ้ายมีขนาดเท่ากัน ส่วนอีกเลนส์จะมีขนาดเล็กด้านบน และด้านล่างมีไฟแฟลช LED ครับ

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องที่ชูโรงที่สุดของ OPPO Reno4 ตามคอนเซ็ปต์ “Clearly the best you” ที่ถือว่าจัดเต็มในเรื่องฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาให้เพียบ! โดยกล้องแต่ละเลนส์มีดังตามด้านล่างนี้เลยครับ

กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ Sony IMX616

 

AI Color Portrait เปลี่ยนฉากหลังเป็นขาวดำ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้กับฟิลเตอร์ที่อยู่ในโหมดภาพถ่ายบุคคลอย่าง AI Color Portrait จะเป็นการไฮไลท์บุคคลให้ยังคงเป็นสีสันอยู่ แต่ฉากหลังจะเปลี่ยนเป็นขาว-ดำทั้งหมด ซึ่งในจุดนี้ต้องชมระบบ AI และเลนส์ Mono ที่ตรวจจับคนได้ดีและรวดเร็วครับ แม้ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือรองเท้าก็ยังไม่ถูกเบลอเป็นขาว-ดำออกไป

 

ถ่ายกลางคืนพร้อมโบเก้สวยๆ ด้วย Night Flare Portrait

นอกจากที่จะมีฟิลเตอร์ AI Color Portrait แล้ว ในตอนถ่ายภาพบุคคลตอนกลางคืนก็ถือว่าสวยงามเพราะจะมีฟิลเตอร์Night Flare Portrait เบลอฉากหลังพร้อมให้เอฟเฟ็กต์ของแสงดูเป็นประกายมากขึ้นด้วย

 

เซลฟี่ที่มืดก็ไม่ต้องกลัวเพราะมี Ultra Night Selfie Mode

ใครที่อยู่ในที่แสงน้อยๆ หรือในตอนกลางคืนก็ไม่ต้องกลัวว่าใบหน้าเราจะเบลอไปกับการเซลฟี่ครับ เพราะ OPPO Reno4 ก็มีเซลฟี่โหมดกลางคืน ให้ใบหน้าเราสว่างขึ้นอย่างชัดเจนและไม่เบลอด้วย


โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

 

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 108MP Image

แม้ว่ากล้องหลังของ OPPO Reno4 จะมีเลนส์หลักความละเอียดสูงสุดที่ 48 ล้านพิกเซล แต่ด้วยอัลกอริทึมและ AI ได้เข้ามาช่วยในเรื่องการเก็บความละเอียดของภาพให้ดียิ่งขึ้นทำให้คมชัดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล โดยเมื่อซูมเข้าไป เราจะเห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ยังคงเก็บได้ชัดเจนมากๆ


โหมดปกติ / โหมด Ultra Clear 108 ล้านพิกเซล

 

AI อัจฉริยะ แค่กดถ่ายก็ได้ภาพสวยงาม

ในเรื่องกล้องของ OPPO Reno4 ต้องบอกเลยว่าแค่ยกขึ้นมาถ่ายก็ได้ภาพที่สวยแล้วครับ โดยเฉพาะเมื่อมี AI เข้ามาเรียนรู้ว่าวัตถุที่เราโฟกัสนั้นคืออะไร ก็ทำให้ AI ช่วยปรับแสงและสีให้เหมาะสมกับแต่ละสิ่ง รวมถึงการถ่ายภาพคนก็ทำได้สวยงามครับ

 

Ultra-Wide Angle มุมกว้างขั้นสุด เก็บได้ครบทุกมุม

เลนส์ Ultra-Wide Angle ของ OPPO Reno4 ถือว่าให้มุมมกว้างมากๆ ทำให้เราเก็บภาพได้ครบองค์ประกอบ ทั้งบรรยากาศด้านหลัง รวมถึงท้องฟ้าที่ให้ความสวยงามมากขึ้น ไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ ส่วนเรื่องความสดใสและสีสันของภาพต้องบอกว่าแทบไม่ต่างจากเลนส์หลักครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

Portrait โดดเด่น ฟีเจอร์ก็จัดเต็ม

ความสุดยอดของกล้อง OPPO Reno4 ในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลหรือ Portrait เรียกได้ว่าจัดเต็มจริงๆ มีการตรวจจับฉากหลังพร้อมกับการเบลอได้รวดเร็วและแม่นยำครับ การตัดขอบตัวบุคคลทำได้ยอดเยี่ยม ที่สำคัญใบหน้าของเราก็ยังสว่างแม้ว่าจะอยู่ในที่แสงน้อยหรือสภาพย้อนแสง

 

Ultra Dark Mode ถ่ายกลางคืนก็สว่างแม้แสงน้อยสุด

ในโหมด Ultra Dark Mode ของรุ่นนี้ก็ยังคงให้ภาพที่มีความสว่างมากขึ้นในสภาพแสงน้อย ถ้าถ่ายบรรยากาศในตอนกลางคืนตามสถานที่ต่างๆ ต้องชอบแน่นอนครับ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในห้องนอนมืดๆ เราก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างโหมดปกติและ Ultra Dark Mode แน่นอน

 

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

มีให้ครบครันสำหรับฟีเจอร์กล้องหลังที่มีโหมด Macro ให้เราถ่ายภาพในระยะใกล้ได้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ภาพที่ถ่ายออกมายังคงมีสีสันที่สวยงาม พร้อมแสงและเงาคมชัด

 

กล้องหน้าความละเอียดสูง

จบกล้องหลังไป กล้องหน้าของ OPPO Reno4 ก็จัดเต็มเช่นกันครับ โดยมีความละเอียดสูง ให้เราได้เซลฟี่ตัวเองได้คมชัด พร้อมกับฟีเจอร์ AI Beauty มาให้เพิ่มความเนียนอีกด้วย ใครที่ไปเที่ยวแล้วต้องการเซลฟี่ให้เห็นบรรยากาศด้านหลังก็ทำได้แบบสบายๆ

 

กล้องหน้า ถ่าย Portrait ก็สวย

กล้องหลังมี Portrait ไปแล้ว การเซลฟี่ก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ ฉากหลังของเราจะเบลอ ทำให้เราดูโดดเด่นมากขึ้นและมีมิติกว่าเดิม

 

การถ่ายวิดีโอ

สุดท้ายนี้ก็ยังมีโหมด Monochrome Video ที่จะเป็นการจำแนกสีต่างๆ ให้เป็นขาว-ดำ และจะแสดงสีที่เราเลือกเท่านั้น ได้แก่ แดง, เขียว, ฟ้า หรือการคงสภาพสีของรูปถ่ายบุคคล

 

นอกจากนี้ในเรื่องการถ่ายวิดีโอก็ยังรองรับการถ่าย AI Slow-motion ที่ทำได้สูงสุดถึง 960fps ในความละเอียด 720p รวมถึงความละเอียดอื่นๆ ได้แก่ 480fps@1080P, 240fps@720P และ 120fps@1080P รวมไปถึงการถ่ายSlow-motion ที่กล้องหน้า 240fps@720P และ 120fps@ 1080P

View this post on Instagram

ถ่าย Slow-Motion ด้วย OPPO Reno4

A post shared by iphone-droid (@iphone_droid) on

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno4 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย UI รุ่นล่าสุดของแบรนด์อย่าง ColorOS 7.2 เป็นครั้งแรก ซึ่งการอัปเดทนี้ได้เพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามาเพียบจริงๆ ครับ

 

แสดงผลนาฬิกาพร้อมแจ้งเตือนผ่านฟีเจอร์ Alway-on Display

ด้านความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องมาพร้อมฟีเจอร์นี้ครับ ที่เป็นการบอกเวลา, วันที่ พร้อมไอคอนการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับสไตล์นาฬิกาได้ทั้งแบบดิจิทัลและแอนะล็อก รวมถึงกำหนดเวลาในการแสดงผลเพื่อไม่ให้แบตเตอรี่ลดเร็วในช่วงกลางคืนครับ

 

เซ็นเซอร์อัจฉริยะ AI-enhanced Smart Sensor เพิ่มความสะดวกแบบไร้สัมผัส

ในยุคนี้เรียกว่าการไร้สัมผัสต่างๆ ถือว่ามีความปลอดภัยจากเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเข้าสู่เรา ทาง OPPO Reno4 ก็เลยเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้เรามาแบบไร้สัมผัสจากเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ฝังอยู่คู่กับกล้องหน้าครับ

  • Smart Spying Prevention : เป็นการป้องกันให้ผู้ที่ชอบแอบดูแจ้งเตือนต่างๆ ของเราไม่เห็นข้อความ จนกว่าเราจะจ้องไปที่หน้าจอ OPPO Reno4 การแสดงผลข้อความก็จะเปิดเผยออกมาอัตโนมัติ

 

  • Smart AirControl : ฟีเจอร์นี้เป็นการไร้สัมผัสของจริงครับ โดยเราสามารถใช้ฝ่ามือควบคุมการเลื่อนหน้าจอแอปพลิเคชั่นโซเชียลต่างๆ รวมถึงการรับสายได้โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถเข้าไปเปิดฟีเจอร์นี้ได้ที่ การตั้งค่า > ท่าทางการเคลื่อนไหว > ฟังก์ชันการทำงานโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ > เปิด “Air Scroll”

 

  • Smart Rotation : ปกติแล้วเมื่อเราเปิดการหมุนหน้าจออัตโนมัติเอาไว้ เมื่อเราเอนลงนอนหน้าจออาจจะหมุนตามได้ ทำให้อ่านข้อความไม่สะดวก แต่ฟีเจอร์นี้จะช่วยคำนวณว่าควรหมุนหน้าจอหรือไม่ตามลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานครับ ถือว่าสะดวกสุดๆ

 

  • หน้าจอ Smart Always-on : ฟีเจอร์นี้เป็นการป้องกันหน้าจอดับลงไปเอง ขณะที่เรากำลังใช้งานอยู่ครับ

 

ใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นด้วยท่าทางการดึงไอคอนลง

เป็นอีกฟีเจอร์ที่สะดวกสุดๆ ครับ หากใครที่ใช้งานอยู่แล้วเอื้อมนิ้วไปเปิดแอปพลิเคชั่นที่อยู่ไกลไม่ถึง เพียงแค่เราเลื่อนขึ้นที่ขอบซ้าย-ขวาในหน้า Home แอปพลิเคชั่นต่างๆ จะย่อส่วนลงเพื่อให้เรากดได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว

 

ห้องทดลองใหม่ในแอป OPPO Lab

ใน colorOS 7.2 นั้นเป็นครั้งแรกที่มี OPPO Lab เข้ามาครับ โดยหลักๆ จะมี 2 ฟีเจอร์ให้ทดลองใช้งาน ได้แก่ Lab Ringtone ที่เราสามารถปรับแต่งเสียงริงโทนได้แบบไม่ซ้ำใครตามใจชอบครับ เพียงแค่เลื่อนจุดกลมๆ ไปตามลักษณะที่ต้องการได้เลย และ Decision Spinner ที่เป็นวงล้อตัวเลือกแบบสุ่มตามคำถามและคำตอบที่เราตั้งขึ้นมาเองครับ

Lab Ringtone

 

Decision Spinner

 

ถนอมสายตาทั้งตัดแสงสีฟ้าและโหมดกลางคืน

ในเรื่องการถนอมสายตาของหน้าจอ OPPO Reno4 จะมีทั้งแบบการตัดแสงสีฟ้าที่ทำได้ดีมากๆ ครับ ตัดออกไปได้เยอะพอสมควร

 

ขณะที่โหมดกลางคืนสามารถกำหนดเวลาได้ ที่สำคัญเราสามารถบังคับให้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่แม้ว่าจะยังไม่รองรับโหมดกลางคืนใช้ได้ด้วยครับ แต่ก็อาจจะมีการแสดงผลตัวอักษรเพี้ยนๆ อยู่บ้าง

 

ระบบความปลอดภัย

OPPO Reno4 มีระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ทั้งการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่มีความรวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ และจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้รวดเร็วเช่นกัน

 

 

ผ่อนคลายความเครียดด้วย OPPO Relax

แอปพลิเคชั่น OPPO Relax นั้นมาพร้อมกับ ColorOS 7.2 เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ผ่อนคลายกับเสียงเพลงต่างๆ โดยจะมีทั้งการหายใจที่ให้ทำตามระบบ, เพลงต่างๆ ที่ทำให้เราสบายมากขึ้น รวมถึงเสียงบรรยากาศธรรมชาติที่ให้มาแบบครบครัน ใครที่กำลังเครียดอะไร ก็ลองใช้แอปพลิเคชั่นนี้ในการผ่อนคลายได้เลย

 

โคลนแอปได้ง่ายๆ แบ่ง 2 บัญชี

มีมาให้ทุกรุ่นที่ใช้งาน ColorOS ครับ ด้วยการโคลนแอปพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นบัญชีที่ 2 เช่น Line, IG หรือ Facebook

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO Reno4 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz โดยชิปตัวนี้มีขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม และใช้งานได้ไหลลื่น

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 260,051 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 526 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,661

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

สำหรับฟีเจอร์ Game Space มีมาทุกรุ่นใน OPPO ครับ เป็นการช่วยเราปรับโหมดการเล่นในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งโหมดแข่งขัน, สมดุล และกำลังไฟฟ้าต่ำ ทั้งยังปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งการโทรเข้าหรือแอปพลิเคชั่นทุกอย่างได้เช่นกันครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

Call of Duty: Mobile

สำหรับเกม Call of Duty: Mobile สามารถเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้ในระดับ Very High เล่นได้แบบลื่นๆ ทั้งโหมด Frontline และโหมด Battle Royale 100 คน

 

ROV

เกม ROV ยอดฮิตก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นการแสดงผลที่เปิดได้สูงสุดที่ระดับ “สูง” และเมื่อทดสอบในโหมด 5 VS 5 ด้วยความที่เป็นชิป Snapdragon 720G ทำให้เฟรมเรทตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกมนั้นไม่ดรอปลงเลย จะอยู่แบบนิ่งๆ ที่ 60-61fps

 

Asphalt 9: Legends

ต่อมาเป็นเกม Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกระดับสูงได้ด้วย ยิ่งเพิ่มความสวยงามให้ทั้งภาพและเงาของเกมให้สมจริงยิ่งขึ้นครับ แถมเล่นได้ลื่นๆ ไม่มีจังหวะสะดุดด้วย

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 

สุดท้ายในเรื่องประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ขึ้นชื่อว่า ก็ต้องจัดเต็มอยู่แล้วครับ โดย OPPO Reno4 มีแบตเตอรี่มาให้ถึง 4015mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไป อย่างเล่นโซเชียลหรือดู YouTube ตามปกติก็สามารถอยู่ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำครับ แต่ถ้าแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็ไม่ต้องรอชาร์จนานเพราะมีเทคโนโลยีชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 โดยเราลองชาร์ตเมื่อแบตเตอรี่เหลือเพียง 10% ขึ้นไปที่ 60% ในเวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น และเต็ม 100% ในเวลาเพียง 60 นาที

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง AI ถึง 4 เลนส์ความละเอียดสูง จัดให้ครบทุกฟีเจอร์พร้อมฟิลเตอร์สุดเจ๋งอย่าง AI Color Portrait หรือ Night Flare Portrait
  • กล้องหน้าคมชัด 32 ล้านพิกเซล มาพร้อม AI Beauty ที่ให้ใบหน้าสวยงามตามสไตล์ OPPO
  • หน้าจอสุดคมชัดแบบ AMOLED กว้างถึง 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ทำให้เสพสื่อได้เต็มอรรถรสและได้ภาพที่สวยงาม
  • หน่วยประมวลผลระดับกลางตัวแรง Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมหรือโซเชียลได้ไหลลื่น
  • แบตเตอรี่ให้มาถึง 4015 mAh ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน แถมรองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0 ชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมงก็เต็ม 100%

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

OPPO Reno4 เริ่มเปิดพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 สิงหาคม 2563 ในราคาเพียง 11,990 บาทเท่านั้น พร้อมรับของสมนาคุณจาก OPPO อีกเพียบทั้ง OPPO E-VIP CARD ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Reno Backpack สุดเท่ มูลค่ารวม 7,490 บาท

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Vivo TWS Neo หูฟังคุณภาพเสียงระดับสตูดิโอ ที่จัดได้ว่าฟีเจอร์ครบครันทั้งด้านการฟังเพลงและเล่นเกม แถมชูโรงด้วยค่าความหน่วงหรือ Latency นั้นต่ำมากๆ ที่ 88ms ทำให้ภาพและเสียงนั้นตรงกันมากที่สุด

 

คุณสมบัติ Vivo TWS Neo

  • ขนาดหูฟัง : 33.9 × 18.6 × 16.5 มม.
  • ขนาดเคสชาร์จ : 58.1 × 51.6 × 24.0 มม.
  • น้ำหนักรวมเคสชาร์จ : 45.7 กรัม
  • น้ำหนักหูฟัง : 4.7 กรัม
  • กันน้ำกันฝุ่น : IP54
  • ไดร์เวอร์ไดนามิก : 14.2 มม.
  • Latency : ต่ำสุด 88ms
  • ลดเสียงแทรกซ้อน : ลดเสียงแทรกซ้อนอัจฉริยะ
  • Bluetooth : Bluetooth 5.2
  • ความจุแบตเตอรี่หูฟัง : ข้างละ 27mAh
  • ความจุแบตเตอรี่เคสชาร์จ : 415mAh
  • ระยะเวลาการชาร์จแบตเตอรี่ : เคสชาร์จ 100 นาที, หูฟัง 45 นาที

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • หูฟัง Vivo TWS Earphone Neo
  • เคสชาร์จ
  • สายชาร์จ USB Type-C
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

ดีไซน์

ดีไซน์ของเคสนั้นมาในรูปทรงขนาดเล็ก จับถือได้ง่าย พกพาได้สะดวก โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ทั้งสีขาว Moonlight White และสีน้ำเงินเข้ม Starry Blue ที่มีความสวยงามมากๆ ครับ ซึ่งตัวหูฟังและเคสจะเป็นสีเดียวกัน

 

รอบๆ ตัวเครื่อง ที่ด้านหน้าจะมีไฟสถานะเป็น LED ถ้าเป็นสีส้มคือแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 50% แล้ว ถ้าสีเขียวคือมากกว่า 50% พร้อมด้วยปุ่ม Function Key เพื่อใช้สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนในครั้งแรก

 

และที่ด้านล่างเคสจะมีพอร์ต USB Type-C ไว้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเคสครับ

 

ในส่วนของดีไซน์ตัวหูฟังจะมาแบบ Open-fit น้ำหนักแต่ละข้างเบาเพียง 4.7 กรัมเท่านั้น ทำให้สวมใส่ได้สบาย เข้ากับใบหูได้เป็นอย่างดีครับ ที่สำคัญคือเมื่อใส่ไปนานก็ไม่รู้สึกเจ็บหูเลยด้วย

 

ตัวหูฟังยังมีความสามารถในการป้องกันน้ำและฝุ่นในมาตรฐาน IP54

 

รอบตัวหูฟังที่ตัวด้านหูฟังจะเป็นที่ให้สัมผัสเพื่อควบคุมการใช้งานต่างๆ โดยมีไมโครโฟนช่วยตัดเสียงรบกวนอยู่ด้านบน

 

ส่วนด้านล่างจะเป็นไมโครโฟนตัวหลักตรงกลาง และมี PIN เพื่อติดกับตัวเคสเพื่อชาร์จแบตเตอรี่

 

วิธีการเชื่อมต่อ

1. เปิดเคสชาร์จออกมา โดยยังไม่ต้องนำหูฟังออกจากเคส

2. กดปุ่ม Function Key ค้างไว้ 2 วินาที จนไฟกระพริบเป็นสีขาว คือจะเข้าสู่โหมดรอการเชื่อมต่อ

3. ให้เชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนในชื่อ “vivo TWS Neo

 

นอกจากนี้ เมื่อเราเชื่อมต่อครั้งแรกแล้ว ในครั้งถัดไป เมื่อเราเปิดเคสชาร์จออกเพื่อจะใช้งาน ตัวหูฟังก็จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเครื่องล่าสุดให้เราโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องทำอะไรเลยครับ

 

การควบคุมหูฟัง

  • กด 2 ครั้งติด : ใช้งาน Jovi, รับสายโทรศัพท์ และควบคุมการฟังเพลง
  • กดและค้างไว้ประมาณ 2 วินาที : ปฏิเสธสาย หรือตัดสาย
  • กดค้างไว้ 3 วินาที : ปิด/เปิดเสียง (Mute) ระหว่างโทรศัพท์
  • สไลด์ขึ้น/ลง : ปรับเพิ่ม/ลดเสียง

 

ทั้งนี้ หากใครที่ใช้สมาร์ทโฟน Vivo อยู่แล้วก็สามารถปรับการควบคุมต่างๆ ข้างต้นได้ตามในชอบหรือตามที่ถนัดครับ โดยให้ไปที่การตั้งค่า > บลูทูธ > ข้อมูลอุปกรณ์ ส่วนสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น vivo Earphone เพื่อปรับการควบุมต่างๆ ได้ตามใจชอบครับ *รุ่น Vivo ที่รองรับแล้วในปัจจุบัน ได้แก่ iQOO 3, NEX 3, NEX Dual Display, NEX, X50Pro, X50, V19, V17*

 

 

การฟังเพลง

เรื่องการฟังเพลงต้องบอกว่าหุฟัง Vivo TWS Neo ให้คุณภาพเสียงที่ดีมากจริงๆ ครับ ด้วยไดร์เวอร์ไดนามิกขนาดใหญ่ถึง 14.2 มม. ใครที่ชอบเสียงเบสหนักๆ ต้องชอบแน่นอน ที่สำคัญหูฟังรุ่นนี้ยังมีเทคโนโลยี Deep X ใช้หลักการสร้างเสียงแบบ Deep Field ที่ให้ความคมชัดทุกย่านเสียง ตั้งแต่ความถี่ 1000-3000Hz พร้อมด้วยค่า aptx 48KHz/24bit ที่สูงกว่ามาตรฐานของ Audio CD ที่มี 44.1KHz/16bit

 

รวมถึงการปรับเอฟเฟ็กต์เสียงหูฟังได้ถึง 3 แบบแล้วแต่สไตล์การฟังของแต่ละคน ได้แก่ เสียงชัด, เบสหนัก และเสียงสูงคมชัด

 

นอกจากนี้ เมื่อเรานำหูฟังข้างใดข้างหนึ่งออกจากหู ระบบจะหยุดเล่นเพลงอัตโนมัติทันทีครับ

 

การคุยโทรศัพท์

นอกจากการฟังเพลง เรื่องการคุยโทรศัพท์ก็ถือว่าสำคัญ โดย Vivo TWS Neo ให้เสียงที่คมชัดและปลายสายได้ยินชัดเจนครับ แม้ว่าจะมีเสียงลมพัดแรงๆ อยู่ แต่เสียงของผู้ใช้งานจะเด่นและชัดเจนกว่า ซึ่งจุดนี้เป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเรื่องระบบตัดเสียงรบกวน ทั้งนี้ เสียงของคู่สนทนายังดังและฟังได้ชัดเจนแม้จะกระซิบอยู่ครับ

 

การเล่นเกม

ต้องบอกกก่อนว่า Vivo TWS Neo นั้นชูโรงด้วยค่าความหน่วงต่ำมากๆ ที่ 88ms ทำให้การเล่นเกมที่ต้องเน้นความเรียลไทม์อย่าง PUBG Mobile หรือ Call of Duty: Mobile ช่วยเราได้ ทำให้เราได้ยินเสียงที่ตรงกับภาพมากที่สุด แถมระบบเสียงยังมีการแยกฝั่งซ้าย-ขวาที่ทำออกมาได้ชัดเจนด้วย

 

แบตเตอรี่อึดๆ อยู่ได้เกือบ 1 วันเต็มเมื่อใช้ร่วมกับเคส

การใช้งานได้นานของ Vivo TWS Neo เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว เราทดสอบว่าสามารถใช้งานแบบที่ไม่ต้องชาร์จกับเคสได้ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงเลยทีเดียวครับ ส่วนถ้าเราชาร์จผ่านเคสเมื่อแบตหมดก็สามารถใช้งานได้เต็มถึง 22.5 ชั่วโมง

 

ทำหายไม่ต้องกลัวเพราะมี Find My TWS Neo

ฟีเจอร์ TWS Earphone Neo จะช่วยค้นหา earbuds อีกข้างที่หายไป โดยจะค้นหาจากการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ พร้อมทั้งยังสามารถบอกพิกัดแสดงตำแหน่งที่ทำหล่นหาย เพื่อให้คุณค้นหาได้อย่างง่ายดาย

 

ราคาอย่างเป็นทางการ

Vivo TWS Neo เปิดราคาอยู่ที่ 2,999 บาท วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ-น้ำเงิน Starry Blue และสีขาว Moonlight White ใครที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้แล้วที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured1 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Huawei 1+8+N strategy for the 5G era and Promotion 01 Huawei 1+8+N strategy for the 5G era and Promotion 01
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

ทำความรู้จัก 1+8+N กลยุทธ์เด็ดของ HUAWEI เมื่อฮาร์ดแวร์ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน เกิดเป็นชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ

อย่างที่ทราบกันว่า H...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

IT News1 ชั่วโมง ที่แล้ว

Game of Thrones: Tale of Crows มาอยู่บน Apple Arcade แล้ว

Game of Thrones: Tal...

ข่าวประชาสัมพันธ์4 ชั่วโมง ที่แล้ว

HUAWEI พาลูกค้าฉลองช่วงเวลาอันมีค่ากับคุณแม่ กับโปรโมชั่นสุดพิเศษ Mother’s Day

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ...

ข่าวประชาสัมพันธ์4 ชั่วโมง ที่แล้ว

ทรู มอบรถยนต์ Mercedes Benz GLC 220d และ Toyota Yaris พร้อมสร้อยคอทองคำ กว่า 40 เส้น ให้กับผู้โชคดีประจำเดือนมิถุนายน

กลุ่มทรู โดย นางนันท...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ที่แล้ว

บอกรักแม่ สไตล์ New Normal LINE จัดโปรลดแรงทั้ง LINE STICKERS และ LINE Melody รับวันแม่แห่งชาติ

LINE ตอกย้ำพันธกิจ “...

Android News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

Huawei Mate 40 Series อาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้ใช้ชิป Kirin เพราะปัญหาด้านการค้า

Richard Yu ซีอีโอคนด...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง