Connect with us

Featured

รีวิว OnePlus 7T Pro สมาร์ทโฟนนักฆ่าที่จัดเต็มด้วยหน้าจอสุดลื่น Fluid Display 90Hz, ขุมพลัง S855+ และกล้อง 3 เลนส์ครบครันเรื่องฟีเจอร์

Published

on

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ OnePlus 7T Pro สมาร์ทโฟนเรือธงจากแบรนด์ FlagShip Killer ที่จัดเต็มทั้งด้านสเปค, ฟีเจอร์ และเป็นรุ่นแรกที่แกะกล่องออกมาเป็นระบบปฏิบัติการ Android 10 อีกด้วย ซึ่งส่วนต่างๆ จะมีอะไรบ้าง เรามาลองดูกันทีละส่วนเลยครับ

สรุปสเปค OnePlus 7T Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง : 162.6 x 75.9 x 8.8 มม.
  • น้ำหนัก : 206 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Fluid Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3120 x 1440 พิกเซล) มี Refresh Rate 90Hz, อัตราส่วน 19.5:9 และรองรับ HDR10+
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 855+ Octa Core ความเร็ว 2.96 GHz
  • GPU : Adreno 640
  • ความจุ RAM 8GB + ROM 256GB (UFS 3.0)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รองรับ OIS + EIS
    • เลนส์ Ultra Wide Angle 117 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Telephoto 3x ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า Pop-Up ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซ็นเซอร์ Sony IMX471
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS 10
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4085mAh รองรับ Warp Charge 30T

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ OnePlus 7T Pro มาพร้อมกับสีแดงสุดสะดุดตาแบบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านข้างตัวกล่องมีชื่อรุ่น OnePlus 7T Pro ระบุชัดเจน เมื่อเปิดออกมาชั้นแรกจะเจอกับซองกระดาษแข็งที่ใส่คู่มือการใช้งานเบื้องต้น, สติ๊กเกอร์ OnePlus และข้อความจาก Pete Lau หรือซีอีโอบริษัทนั่นเองครับ

ถัดไปอีกชั้นก็จะมีตัวเครื่อง OnePlus 7T Pro, อุปกรณ์เปิดถาดซิม, อะแดปเตอร์ Warp Charge 30T, สาย USB Type-C และเคสใสกันกระแทก

 

ดีไซน์ตัวเครื่องของ OnePlus 7T Pro บริเวณฝาหลังจะสีเพียงสีเดียว คือ Haze Blue หรือสีฟ้าธารน้ำแข็งที่จะมีความเป็นสีฟ้าอ่อนๆ ผสมสีเขียวเล็กๆ เมื่อสะท้อนแสง ทำให้มีความงามของฝาหลังเป็นอย่างมากแถมยังทำออกมาให้ดูพรีเมียมเกินราคาด้วยครับ

 

แถมเรื่องการจับถือก็ทำได้สะดวกมาก เพราะรุ่นนี้มีความโค้งที่ด้านหลังตัวเครื่อง ทำให้เราจับได้นานไม่บาดมือขณะเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป

 

มาในส่วนหน้าจอแสดงผลที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญเลยก็ว่าได้ใน OnePlus 7T Pro เพราะมาแบบขอบโค้ง Fluid Display ขนาด 6.67 นิ้ว และมี Refresh Rate ถึง 90Hz เรียกว่าใช้งานได้ลื่นมากๆ ลองสัมผัสและใช้งานไปตามนิ้วมือทันที ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟน Android ที่ระบบสัมผัสลื่นอันดับต้นๆ จากที่เคยสัมผัสมาเลยครับ

 

นอกจากความลื่นไหลด้วย Refresh Rate ถึง 90Hz แล้ว หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้ยังมีความคมชัดระดับ QHD+ (3120 x 1440 พิกเซล) ควบคู่กับรองรับเนื้อหาแบบ HDR10+ และขอบเขตของสี DCI-P3 ถึง 100% ทำให้เวลาเราดู Youtube หรือ Netflix จะได้เข้าถึงอรรถรสแบบเต็มรูปแบบทั้งความสดของสีและความสว่างก็ได้มาเต็มๆ แน่นอน

 

มาดูรอบๆ เครื่องกันบ้าง โดยเหนือหน้าจอมีเพียงลำโพงตัวที่ 2 อยู่เท่านั้น โดยกล้องหน้า Pop Up จะไปอยู่ด้านบน พร้อมไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ฝั่งซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนทางขวามีปุ่มสำหรับเลื่อนขึ้น-ลงเพื่อปรับโหมดเสียงดัง, เงียบหรือสั่นครับ ถัดลงมาจะเป็นปุ่ม Power

 

ด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

 

และที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 3 เลนส์จัดเรียงในแนวตั้ง โดยมีไฟแฟลช Dual LED อยู่ด้านล่าง และมี Laser Focus อยู่ข้างซ้ายถัดจากเลนส์หลักเพื่อใช้การตรวจจับวัตถุได้ดีขึ้น

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

สำหรับ OnePlus 7T Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่แกะกล่องออกมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 และครอบทับด้วย OxygenOS 10 ของตัวเอง โดยมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น พร้อมด้วยความไหลลื่นที่มีการจัดการระบบภายในให้ดีขึ้นด้วยครับ

 

ถนอมสายตาด้วย Reading Mode

Reading Mode หรือโหมดการอ่านจะเป็นการลดแสงสีฟ้าลงเพื่อให้เราใช้งานได้สบายตามากขึ้น ช่วยให้เราอ่านข้อความต่างๆ ได้นานและไม่ทำร้ายดวงตามากเกินไป

 

ธีมเข้ม หรือ Dark Mode

หากใครที่ไม่อยากใช้ Reading Mode ก็สามารถปรับเป็นธีมเข้มหรือ Dark Mode ได้เหมือนกันครับ โดยให้ไปที่การตั้งค่า > การกำหนดเอง > ธีมที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า และเลือก “สีเข้ม” ซึ่งแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่รองรับก็จะกลายเป็นพื้นดำทั้งหมด

 

ลำโพงเสียงสเตอริโอคู่แบบ Dolby Atmos

มาถึงเรื่องของระบบเสียงใน OnePlus 7T Pro ก็จัดเต็มด้วยลำโพงคู่แบบ Dolby Atmos ทำให้ได้ยินเสียงออกจากลำโพงทั้ง 2 ฝั่ง มีการแยกเสียงซ้าย-ขวาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูภาพยนตร์ หรือฟังเพลงก็ได้อรรถรสเรื่องการฟังเพลงไปเต็มๆ แถมเสียงที่ได้ยังกระหึ่ม เสียงหนักแน่นมากๆ ด้วยเช่นกัน

 

ระบบความปลอดภัย

OnePlus 7T Pro มีระบบความปลอดภัยขั้นสูงทั้งเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ใช้เวลาปลดล็อคเพียง 0.21 วินาที เพียงแค่แตะแล้วปล่อยก็จะเข้าใช้งานได้ทันทีครับ โดยการจดจำลายนิ้วมือ ยังจดจำได้มากสุด 5 ลายด้วย

 

ทั้งนี้ ระบบสแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งานก็ทำได้รวดเร็วไม่แพ้กัน โดยเมื่อเราลงทะเบียนใบหน้าแล้ว เราสามารถปัดขึ้นที่หน้าจอล็อคเพื่อให้สแกนใบหน้าได้ทันที ซึ่งความเร็วของส่วนนี้ตัวกล้องหน้า Pop Up เด้งขึ้นมาสุดเมื่อไหร่ ระบบก็ปลดล็อคให้เรียบร้อยแล้วครับ ไวมากๆ

 

ท่าทางการใช้งานแบบใหม่

ในระบบปฏิบัติการ Android 10 ก็มีการใช้งานท่าทางแบบใหม่เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทดแทนปุ่มแบบเดิมๆ ซึ่งส่วนตัวก็ได้เลือกใช้แบบใหม่ เพราะหน้าจอจะได้มีพื้นที่แบบเต็มๆ แถมการควบคุมก็ง่ายมากๆ ด้วย ได้แก่ ปัดซ้ายหรือขวาที่ขอบจอเพื่อย้อนกลับ, ปัดขึ้นแล้วปล่อยเพื่อไปหน้าโฮม และปัดขึ้นแล้วค้างไว้เพื่อเข้าสู่หน้าแอปล่าสุด

เพิ่มความสงบ งดใช้สมาร์ทโฟนด้วย Zen Mode

สำหรับ Zen Mode จะเป็นการให้เราใช้งานสมาร์ทโฟนน้อยลงเพื่อดูแลสุขภาพ ซึ่งเราสามารถปรับได้ตั้งแต่ 20 นาที ถึง 60 นาที ครับ โดยเมื่อเราเปิดใช้งาน จะไม่สามารถยกเลิกได้ และจะไม่ใช้งานสมาร์ทโฟนในส่วนต่างๆ ได้ยกเว้นกล้องเท่านั้น

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OnePlus 7T Pro ต้องมาพร้อมกับสเปคระดับท็อปแน่นอน ตั้งแต่หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855+ Octa Core ความเร็ว 2.96GHz ควบคู่กับ RAM 8 GB และ ROM 256 GB ชนิด UFS 3.0 ที่ให้ความรวดเร็วในการเปิดแอปพลิเคชั่นต่างๆ, อัตราการอ่าน-เขียนเพิ่มขึ้น และในช่วงที่สลับแอปพลิเคชั่นไปมา ก็แทบไม่มีอาการกระตุกหรือต้องมาคอยโหลดแอปใหม่ด้วยครับ

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่คะแนน 391,019

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 758 และคะแนน Multi-Core ที่ 2,698

 

สำหรับ OnePlus 7T Pro มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ให้เราเล่นเกมได้ไหลลื่นไม่มีสะดุดไม่ว่าจะเป็น Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดที่เราโหลดไว้ในที่เดียว ทั้งยังสามารถตั้งค่าให้ปิดกั้นการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายๆ

 

นอกจากนี้ก็ยังมี Fnatic Mode ที่จะดึงประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นและจำกัดการทำงานของพื้นหลัง ซึ่งจริงๆ แค่โหมดปกติ OnePlus 7T Pro ก็เล่นได้ลื่นแล้วครับ

 

Call Of Duty: Mobile

เริ่มกันที่เกม Call Of Duty: Mobile ที่เราปรับกราฟิกและเฟรมเรทระดับสูงที่สุด โดยเราลองเล่นทั้งโหมด FrontLine และ Battle Royale 100 คน ทุกโหมดเล่นได้แบบสบายๆ ซึ่งทั้งตัวเกมและหน้าจอ Refresh Rate 90Hz มีความลื่นไหลแบบสัมพันธ์มากๆ ครับ โดยเวลาขยับหรือเคลื่อนที่จะได้ภาพที่สมูทสุดๆ

 

ROV

มาต่อที่เกมที่คุ้นเคยอย่าง ROV เราก็ปรับทุกอย่างสูงสุดเช่นกัน โดยในเกมโหมดปกติ 5 VS 5 ก็เล่นได้ลื่นตั้งแต่ต้นเกม โดยเฟรมเรทจะวิ่งที่ประมาณ 59-60fps ตลอดทั้งเกมครับ ไม่ว่าจะตอนบวกแบบทีม ตีป้อมเล็กหรือป้อมใหญ่ ก็ไม่มีตกไปจากนี้เลย

 

Asphalt 9: Legends

และสุดท้ายในเกมแข่งรถ Asphalt 9: Legends เราได้ปรับเป็นคุณภาพปกติ (ตัวเกมไม่มีให้เลือกคุณภาพสูง) เรียกได้ว่าเล่นได้แบบลื่นหัวแตกกันไปเลย แล้วภาพกราฟิกที่ได้ก็สวยและเฉดสีชัดเจนมากๆ ยิ่งตอนที่รถมีการเร่งหรือใช้ไนโตร ภาพจะยิ่งสวยขึ้นไปอีก

 

นอกจากนี้ จากประสบการณ์การเล่นทั้ง 3 เกม สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งเลยคือมอเตอร์การสั่นอย่าง Haptic แบบใหม่ที่ไม่รุนแรงจนเกินไปและเงียบลงกว่าเดิมแม้ว่าจะสั่นด้วยครับ โดยเฉพาะกับเกม Asphalt 9: Legends ที่จะมีระดับการสั่นตามการเร่ง การชน ทำให้เราสนุกไปกับการเล่นมากขึ้น แถมเมื่อเล่นเกมไปสักพักก็สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคืออาการร้อนของตัวเครื่องก็มีไม่มาก ยังแค่อุ่นๆ ปกติเท่านั้น โดย OnePlus 7T Pro มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำหรือ Liquid cooling ที่มาช่วยในเรื่องนี้ครับ

 

และที่สำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยคือระบบเสียงสเตอริโอคู่ผ่านลำโพงแบบ Dolby Atmos ก็อย่างที่เราบอกไปตอนต้นว่ามีการแยกเสียงลำโพง 2 ฝั่งชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับเกมแนว FPS อย่าง Call Of Duty: Mobile ที่เราไม่ต้องใส่หูฟังก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งได้ชัดเจนครับ

 

แบตอึด 4085mAh พร้อมชาร์จไว Warp Charge 30T

สำหรับ OnePlus 7T Pro มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาเป็น 4085mAh ทำให้เราใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในที่เล่นโซเชียลเน้นๆ ไม่มีเล่นเกมถือว่าอยู่ได้ตลอดวันแน่นอนครับ ส่วนใครที่เล่นเกมบ่อยๆ สลับกับโซเชียล ก็อาจจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม แม้แบตใกล้หมดก็ยังชาร์จเร็วได้ด้วยเทคโนโลยี Warp Charge 30T เร็วกว่า Warp Charge 30 ถึง 23% โดยเราเริ่มชาร์จตอนแบตเตอรี่เหลือ 16% เวลา 14.33 น. โดยความเร็วเวลาต่อมามีดังนี้

  • 14.41 น. ได้แบตเตอรี่ 27%
  • 14.52 น. ได้แบตเตอรี่ 44%
  • 15.02 น. ได้แบตเตอรี่ 60%
  • 15.19 น. ได้แบตเตอรี่ 84%
  • 15.41 น. ได้แบตเตอรี่ 100%

จากเวลาที่เห็น Warp Charge 30T ถือว่าชาร์จเร็วมาก จาก 16% – 79% ใช้เวลาไปประมาณ 45 นาทีเท่านั้น แต่หลังจากเลย 80% มาแล้ว ก็จะชาร์จช้าลงเพราะตัวอะแดปเตอร์จะลดกำลังไฟเพื่อรักษาความร้อนและไม่ให้แบตเตอรี่เสื่อมไว ซึ่งเป็นปกติของทุกรุ่นครับ

 

กล้องถ่ายรูป

สำหรับ OnePlus 7T Pro มาพร้อมกับ 3 เลนส์สุดอัจฉริยะ ได้แก่

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รองรับ OIS + EIS
  • เลนส์ Ultra Wide Angle 117 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 3x ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ที่สำคัญในรุ่นนี้จะมี Laser Focus อยู่ข้างเลนส์หลักเพื่อให้ใช้การตรวจจับระยะวัตถุได้ดีขึ้น ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ มีดังนี้

 

ตรวจจับฉากและปรับความงามอัตโนมัติด้วย AI Scene Detection

OnePlus 7T Pro แม้ว่าจะไม่ได้ระบุแยกแยะหมวดหมู่มาแบบให้เห็นตรงๆ แต่ก็สามารถถ่ายภาพได้สวยงามมากๆ จากการที่ใช้เทคโนโลยี UltraShot Engine ที่เป็นซอฟต์แวร์เพื่อช่วยในการถ่ายภาพให้ดียิ่งขึ้นในทุกสภาวะ ไม่ว่าจะแสงเยอะ, แสงน้อย, กลางคืน หรือย้อนแสง AI ก็จะเข้ามาช่วยปรับภาพให้ถ่ายได้อย่างเหมาะสมทันทีครับ แทบไม่ต้องไปกดอะไรให้ยุ่งยากเลย

 

ถ่ายคมชัดขั้นสุดด้วยความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

ใครที่ต้องการความคมชัดระดับสูงในการถ่ายภาพอย่างความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล (8000 x 6000 พิกเซล) ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปในโหมดโปร และเลือก “JPG 48MP” ก็สามารถถ่ายได้ทันที โดยภาพที่ได้ออกมาจะมีความละเอียดมากกว่าแบบปกติ (12 ล้านพิกเซล) ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสามารถซูมภาพหลังถ่ายเสร็จได้ไกลขึ้นกว่าเดิมด้วย

ที่สำคัญในการถ่ายความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล เราจะได้ภาพที่สามารถนำไปใช้งานเพื่อทำออกมาเป็นภาพบิลบอร์ดขนาดใหญ่ๆ ได้ด้วยเพราะความคมชัดนั้นยังคงอยู่แม้ว่าจะจะขยายภาพไปไกลๆ ตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ

 

ถ่ายมุมกว้าง Ultra Wide Angle 117 องศา

ใครที่ชอบเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ และอยากได้ภาพที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมดแบบง่ายๆ OnePlus 7T Pro กับเลนส์ Ultra Wide Angle 117 องศาคือคำตอบชั้นดีเลยครับ เพราะได้ทั้งมุมกว้างแบบขั้นสุดและเฉดสีที่ยังคงให้มาแบบเต็มที่ แทบไม่เห็นการดรอปของเฉดสีแม้ว่าจะไม่ใช่เลนส์หลักครับ จะย้อนแสงหรือช่วงกลางคืนก็ยังคงเก็บได้เหมือนกัน

เปิด Ultra Wide Angle / ปิด Ultra Wide Angle

เลนส์ Ultra Wide Angle จะใช้ถ่ายบุคคลก็ได้ ก็ยังคงสวยไปอีกแบบเช่นกัน

 

Portrait เบลอสะใจ

เรื่องของการถ่ายภาพบุคคลหรือ Portrait ก็ยังทำได้สวยงามเหมือนเช่นเคย มีการตัดขอบรอบตัวบุคคลได้ดี ไม่ค่อยเห็นส่วนไหนของร่างกายโดนเบลอไปด้วย ทั้งนี้ เรื่องการประมวลผลการเบลอฉากหลังก็ทำได้ดีและรวดเร็วมาก ซึ่งตรงนี้ได้ตัวช่วยที่สำคัญอย่าง Laser Focus เพื่อมาตรวจจับวัตถุด้วยครับ ทั้งนี้ เราก็ยังสามารถปรับใบหน้าสวยได้ ซึ่งตรงนี้ AI จะช่วยประมวลผลให้อัตโนมัติครับ เราไม่ต้องไปปรับอะไรเองเลย

ปิด Portrait / เปิด Portrait

 

เปลี่ยนกลางคืนให้เป็นกลางวันด้วย Nightscape 2.0

สำหรับ Nightscape 2.0 แน่นอนว่าก็ต้องเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพกลางคืนให้สว่างยิ่งขึ้น โดยภาพที่เราได้มาไม่ใช่แค่สว่างอย่างเดียว แต่เรื่องของเฉดสีและความสดของสีก็ยังมีมาครบเช่นกัน และที่สำคัญระยะเวลาการนับถอยหลังเพื่อประมวลผลภาพตอนกลางคืนก็ยังรอไม่นานอีกด้วย แค่ประมาณ 2-3 วินาทีก็ได้ภาพสวยๆ ออกมาแล้ว

 

นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่เลนส์หลักเท่านั้นที่ถ่าย Nightscape 2.0 แต่เลนส์ Ultra Wide Angle ก็สามารถทำได้เหมือนกัน ทำให้เราได้มุมดีๆ ที่อยากได้ในช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้นด้วย

 

ซูมออปติคอล 3x เท่าโดยไม่เสียรายละเอียด

เป็นอีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน OnePlus 7T Pro อย่างเลนส์ Telephoto ที่ซูมแบบออปตอลได้ 3 เท่าโดยไม่เสียรายละเอียด ทำเราได้เก็บภาพในระยะไกลในสถานที่ที่เราไม่สามารถเข้าไปใกล้ๆ ได้ดีมากครับ

ระยะ 1x / ระยะซูม 3x


ระยะ 1x / ระยะซูม 3x


ระยะ 1x / ระยะซูม 3x

 

เจาะลึกถึงรายละเอียดด้วยความใกล้กับฟีเจอร์ Macro 2.5 เซนติเมตร

เพิ่มมาอีก 1 ฟีเจอร์อย่าง Macro ที่ช่วยให้ถ่ายได้ใกล้สุดๆ ถึง 2.5 เซนติเมตร ทำให้เราเห็นรายละเอียดในส่วนที่สายตาของมนุษย์แทบจะมองไม่เห็นได้คมชัดมากขึ้น โดยเรื่องสีและความอิ่มของสีนั้นยังทำได้ดีอีกด้วย ไม่มีอาการสีซีดหรือจางไปกว่าเลนส์ปกติเลย

 

หมดกล้องหลัง 3 เลนส์ไป ก็มาถึงกล้องหน้าแบบ Pop-up ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลกันบ้าง โดยมีฟีเจอร์หลักๆ คือการถ่ายแบบใบหน้าสวยหรือบิวตี้ที่สามารถปรับได้ 3 ระดับด้วยกัน ใครที่ชอบแบบเรียลๆ ดูเป็นธรรมชาติก็ปรับได้ที่เบอร์ 1 ส่วนใครที่ชอบหน้าใสไร้สิวแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ก็ต้องเบอร์ 3 ไปเลยครับ

ปิด AI Beauty / AI Beauty ระดับ 1


AI Beauty ระดับ 2 / AI Beauty ระดับ 3

 

นอกจากนี้ เราก็ยังสามารถปรับให้มีการเบลอฉากหลังได้เหมือนกันครับ ซึ่งภาพที่ได้ออกมาจะทำให้เราดูโดดเด่นมากขึ้นจากการที่ไม่มีฉากหลังมาแย่งซีนไป แถมเรื่องการเบลอก็ทำได้เนียนตามากๆ เช่นกัน

 

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผล Fluid Display ที่มี Refresh Rate 90Hz ทำให้เล่นได้ไหลลื่นมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล ถ่ายได้คมชัด มีหลากหลายฟีเจอร์ทั้ง Nightscape 2.0, Ultra Wide Angle และ Macro 2.5 ซม.
  • ใช้งานได้เร็วแรงด้วยหน่วยประมวลผลระดับท็อป Snapdragon 855+ ควบคู่กับ RAM 8GB และ ROM 256GB แบบ UFS 3.0
  • มีแบตเตอรี่ความจุเยอะที่ 4085mAh พร้อมเทคโนโลยี Warp Charge 30T ที่ชาร์จได้รวดเร็วมาก
  • มีระบบเสียงผ่านลำโพงสเตอริโอคู่แบบ Dolby Atmos
  • แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 รุ่นแรกของโลก

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้
  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง

 

สำหรับ OnePlus 7T Pro มีให้เลือกเพียงสีเดียว คือสีน้ำเงิน Haze Blue สนนราคาอยู่ที่ 26,990 บาท โดยสามารถซื้อได้ผ่านทาง AIS, JD Central และ LAZADA โดยมีโปรโมชั่นในแต่ละพาร์ทเนอร์ต่างกันไป

Featured

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

Published

on

มีหูฟังที่เรียกได้ว่าสุดล้ำมากๆ มาฝากกันครับ ซึ่งปกติแล้วการรับฟังเสียงของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันครับ วันนี้เราได้รับหูฟัง nuraphone เป็นหูฟัง Bluetooth สุดล้ำที่สามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินของผู้ใช้งานแต่ละคนได้โดยอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่ง nuraphone เป็นหูฟังที่ได้ออกแบบโดยวิศวะกรและผู้รักเสียงดนตรีจาก Australia ผสมผสานจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear และ In-Ear ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ครับ วันนี้เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าหูฟัง nuraphone จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเสียงจะดีขนาดไหนเมื่อตัวหูฟังได้เรียนรู้การรับฟังและปรับเสียงให้เข้ากับการได้ยินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง nuraphone
  2. สายชาร์จแบบ USB-A
  3. กล่องหูฟังแบบ Magnetic locking protective case
  4. จุกหูฟังสำรองขนาดต่างๆ

 

ตัวกล่องหูฟัง Magnetic locking protective case ดูแข็งแรงทนทานมากๆ ครับ เอาไว้เผื่อว่าเดินทางอยากเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นการปกป้องความเสียหายที่อาจะเกิดขึ้นได้กับหูฟังได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ขนาด 190 x 170 x 88 มม.
  • น้ำหนัก 329 กรัม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth aptX HD, *Universal Wired (Lightning, USB-C, micro-USB, analog)
  • Battery แบบ Lithium Ion Battery, ใช้งานต่อเนื่องได้รวม 20 ชั่วโมง
  • การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation (ANC) + Dual passive isolation
  • วัสดุ High grade stainless, คัพหูฟัง aluminium cups, แพดหูฟัง hypoallergenic silicon

nuraphone มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Dynamic คู่ แยกมิติเสียงแบบลำโพง Two way ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และแอปพลิเคชั่นสุดล้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รองรับ aptX HD ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation การันตีด้วยรางวัล best of the best จาก Red Dot Design และ Good Design Award อีกด้วยครับ 

 

FEATURE การใช้งาน

  • Offline Mode ควบคุมการงานผ่านแอปพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
  • Bluetooth Quickswitch เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถสลับอุปกรณ์ ได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ก่อนที่ใช้ก่อนหน้านี้
  • Voice Calls ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • Nura Sound หูฟังตัวแรกที่ปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ รางวัล CES Innovation 2018
  • CleanANC การผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-
    Passive Isolation เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัด
  • หูฟังตัวแรกที่ออกแบบให้ In-Ear ทำงานร่วมกับ Over-Ear และ Haptic Bass Technology
  • Bluetooth Qualcomm atpX HD เพื่อเสียงที่คมชัดในระดับ Hi-Fi 24bit/48kHz
  • Smart Headphone ทำงานโดยอัตโนมัติเพียงสวมลงบนศีรษะ
  • ทำงานร่วมกับ Application บน iOS / Android
  • TeslaFlow วาล์วควบคุมการไหลเวียนของอากาศ สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูฟังรองรับ Aptx HD ที่รองรับการฟังในแบบ Hi-Res 24Bit 48kHz (ขึ้นอยู่กับเครื่องเล่นที่รองรับ) หากต้องการต่อแบบ Analog หรือ สาย USB C, Lightning สามารถซิ้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มได้

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวกล่องด้านใน nuraphone ดีไซน์ดูเรียบหรูซึ่งเมื่อเปิดออกมาจะมีกล่องเก็บหูฟังอยู่ด้านในอีกชั้นครับ

 

เมื่อเปิด Magnetic locking protective case ออกมาแล้วจะเห็นหูฟัง และกล่องเก็บสายชาร์จที่มีหูฟังสำรองมาให้ด้วยอีก 2 ชุด

 

ก้านหูฟังด้านในจะมีข้อความเขียนไว้ว่า nuraphone

 

หูฟังด้านซ้าย และขวา จะมี Touch Buttons สำหรับควบคุมการทำงานอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสัมผัสครับ

 

nuraphone ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและเป็นหูฟังตัวแรกที่ออกแบบโดยการผสมผสานระหว่างหูฟัง แบบ In-Ear กับ Over-Ear เอาไว้ด้วยกันครับ ส่วนตัวแล้วใช้งานหูฟังมาก็เยอะ พอเจอ nuraphone เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนแบรนด์ไหน โดยเสียงย่านกลางและสูงจะขับผ่าน In-ear tips และ Over-Ear ขับพลังเบสที่สามารถสัมผัสได้ทันทีเมื่อได้รับฟังเพลงจากหูฟังนี้ครับ

 

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกก็แปลกใจหาปุ่มเปิดเครื่องไม่เจอ แต่เมื่อจะเชื่อมต่อกับแอป nura พบว่าตัวแอปแนะนำให้สวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะ ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเครื่องนั้นเองครับ การทำงานของหูฟังเมื่อสวมหูฟังเข้าไปกับศีรษะแล้ว จะเป็นการเปิด/ปิด เป็นไปแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหรือปิดการทำงานแต่อย่างใด ตัวหูฟัง nuraphone จะจับ motion sensor และทำการเปิดใช้งานอัตโนมัติ แจ้งชื่อผู้ใช้ (Welcome back ชื่อผู้ใช้) พร้อมบอกแบตเตอรี่คงเหลืออีกด้วยครับ

 

หลังจากที่ทำความรู้จักที่มาที่ไปของหูฟัง nuraphone และฟีเจอร์ต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะมาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มฟังเพลงผ่านหูฟัง nuraphone ให้ดาวน์โหลดแอป nura มาติดตั้งก่อนครับ ซึ่งมีให้โหลดได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์และเรียนรู้การรับฟังของเราเพื่อปรับให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้งานแต่ละรายให้เหมาะสมที่สุดครับ ซึ่งสามารถเรียนรู้การฟังของผู้ใช้งานได้ภายใน 60 วินาที เท่านั้น และสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์ในเวลาเดียวกัน

มาถึงตรงนี้หลายคนที่อาจจะสงสัยว่า nuraphone เรียนรู้การได้ยินของเราได้ยังไง เหตุผลเพราะแบบนี้ครับ ภายในหูฟัง nuraphone เค้าจะมีไมโครโฟนแบบเดียวกับที่ nasa ใช้ในปฏิบัติการ Mars Mission 2020 ครับ ซึ่งจะเป็นตัวรับสัญญาณเสียงสะท้อนในช่องหูของเราฟังเรานั่นเอง ในส่วนนี้ทาง nura ได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยครับ

 

การทำงานของ Touch Buttons สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มากกว่า 4 ฟังก์ชั่น สามารถตั้งค่าผ่านแอป nura โดยตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้าย และขวา ด้านละ 2 ฟังก์ชั่น ประกอบไปด้วย

  • Play/pause music & answer/ hang up calls
  • Play/pause music
  • Enable/ disable immersion
  • Enable/disable social mode
  • Previous track
  • Next track
  • Volume up
  • Volume down

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ดูแบตเตอรี่คงเหลือของหูฟังได้อีกด้วยครับ

 

ไร้เสียงรบกวนด้วย CleanANC 

nuraphone มาพร้อมกับ CleanANC ซึ่งเป็นการผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-Passive Isolation เมื่อ 2 เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันทำให้ไร้เสียงรบกวนฟังเพลงให้คุณภาพเสียงคมชัดมากๆ

ตัวหูฟังยังมี Social Mode ด้วยครับ เพียงแค่แตะไปที่ Touch Buttons ก็จะสามารถรับฟังเสียงจากภายนอกสำหรับการฟังเสียงสนทนาหรือรับฟังเสียงจากภายนอกโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกเรียกได้ว่าสะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยทีเดียว

 

ใช้คุยโทรศัพท์ได้คุณภาพเสียงคมชัด 

nuraphone สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ในตัวเลยครับ เนื่องจากตัวหูฟังมีไมโครโฟนอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับโทรศัพท์และคุยจากหูฟัง nuraphone ได้ทันที หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานคุยโทรศัพท์พบว่าเสียงสนทนาคมชัดดีครับ ทั้งทางฝั่งผู้โทร และทางฝั่งผู้รับ

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์ 

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบหูฟัง หลายๆ มักจะถามถึงเรื่องการดูหนัง ฟังเพลงจาก YouTube ว่าเสียงดีเลย์มั้ย จากที่ใช้งานมาหลายสัปดาห์พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย โดยการทดสอบได้ลองใช้งานทั้ง YouTube, Netflix, Spotify, หนังจาก Apple TV

 

สุดยอดพลังเสียง เบสหนัก ฟังเพลงดี ดูหนังเด่น 

มาถึงไฮไลท์ของการใช้งานหูฟังแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของคุณภาพของเสียงเมื่อฟังเพลง ต้องบอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นดีไซน์ยังเดาไม่ออกว่าเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน จะใส่พอดีหูหรือไม่ในเมื่อเป็นลูกผสมระหว่าง Over-Ear และ In-Ear แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วกลับพบว่าถึงเป็นลูกผสมการสวมใส่เรียกได้ว่าออกแบบมาได้อย่างดีมากครับ ซึ่งสามารถใส่พอดีหูและตัวก้านหูฟังก็ยังสามารถปรับให้เข้ากับขนาดของศรีษะได้ และด้วยการดีไซน์แบบนี้เองทำให้ได้สัมผัสของพลังเสียงอย่างแท้จริง บางคนอาจจะชอบฟังเสียงจากหูฟัง Over-Ear เพราะไดร์เวอร์ขนาดไหญ่ ให้พลังเสียงหนักแน่น แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่ชอบฟังขนาดใหญ่ก็มักจะเลือกใช้ In-Ear ซึ่งพลังเสียงอาจจะไม่ได้หนักแน่นเหมือน Over-Ear แต่เมื่อทั้ง Over-Ear และ In-Ear มาอยู่ในหูฟังตัวเดียวกันเมื่อฟังเพลงแล้วพบว่าเสียงกลมกล่อมมากครับ เบสมาเต็ม ถ้าดูหนังความกระหึ่มเหมือนดูหนังจากโรงหนังประมาณนั้นเลยครับ เสียงแหลมก็มาครบ โดยรวมแล้วเสียงกระหึ่มมากๆ สะใจคนชอบดูหนังและฟังเพลง ผลก็มาจากการนำจุดเด่นของหูฟังทั้ง 2 ชนิดมารวมไว้ในหูฟังตัวเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าไม่เคยได้รับประสบการณ์การฟังเพลง ดูหนัง ด้วยเสียงที่มาเต็มแบบนี้มาก่อน ประกอบกับตัวหูฟังสามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับผู้ฟังได้อย่างอัตโนมัติจึงทำให้เสียงเพลงที่ได้ยินเหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากขึ้นอีกด้วยครับ

 

ในส่วนของแบตเตอรี่ nuraphone เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้ฟังเพลงได้ราวๆ 20 ชั่วโมงครับ หากใช้งานไปแล้วแบตเหลือน้อยตัวหูฟังจะมีเสียงเตือนให้เราทราบด้วยครับ โดยการชาร์จแบตจนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

 

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอป nura ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ รวมถึงดูแบตเตอรี่ของตัวหูฟังได้อีกด้วย

 

สรุปส่งท้าย

nuraphone เป็นหูฟังที่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงผ่านหูฟังไม่ว่าจะเป็นตอนเดินทาง หรือพักผ่อน อยากให้ได้ลองฟังกันครับเพราะเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เสียงที่จะได้จากหูฟัง nuraphone มาก่อน ซึ่งตอนนี้เปิดวางจำหน่ายแล้วนะครับ ในราคา 17,900 บาท ที่ central ชิดลม ในแผนก Central Men’s Gadget ชั้นเครื่องแต่งกายชาย

และ Central.co.th , Shop.mentagram.com สำหรับใครที่สนใจสามารถลองไปเสียงและสัมผัสของจริงได้ตามสถานที่จำหน่ายนะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/nurasoundthailand

Continue Reading

Featured

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

Published

on

realme 5s สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่จาก realme ที่เป็นรุ่นสานต่อจาก realme 5 โดยเพิ่มทั้งสเปค, กล้อง และสีใหม่ในดีไซน์สุดจัดจ้าน โดยแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme 5s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.6 × 9.3 มม.
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-Drop Fullscreen ชนิด LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล), มี 269PPI และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3+
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ความจุ RAM 4GB + ROM 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI, Super Nightscape และ HDR
    • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (5V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 5s มาในทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตามแบบของ realme ครับ โดยมีชื่อรุ่น, สเปคหลักๆ และภาพอยู่ที่ด้านหน้าตัวกล่องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 5s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

ซึ่งกล่องที่เราได้มาไม่มีคู่มือการใช้งาน แต่ตัวกล่องที่ขายจริงจะมีมาให้แน่นอนครับ

 

ดีไซน์ของ realme 5s แน่นอนว่าต้องมีความพิเศษกว่ารุ่นเดิมอย่าง realme 5 คือสีสุดร้อนแรงอย่างสีแดง Crystal Red ที่เล่นลวดลายทรงเพชรตามชื่อสีอย่างโดดเด่น หากยิ่งมีการสะท้อนกับแสงมากเท่าไหร่ ความระยิบระยับก็จะมีมากตามไปด้วยครับ โดยกระบวนการผลิตกว่าที่จะออกมาเป็นลวดลายแบบนี้นั้นเป็นการลงสีแบบ Nano Holographic Color ที่ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

 

ตัวเครื่องของ realme 5s ยังมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไปกับการมือเพียงมือเดียวครับ แถมตัวเครื่องของ realme 5s ยังสามารถป้องกันน้ำ เช่น การสาดหรือกระเด็นได้ด้วยเช่นกัน

 

ด้านหน้าจอแสดงผล realme 5s มาพร้อมกับจอ LCD กว้างถึง 6.5 นิ้ว ในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ควบคู่กับการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3+ เพิ่มความแข็งแกร่งไปในตัวด้วย โดยหน้าจอ Mini-Drop Fullscreen ของ realme 5s ทำให้มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 89% ใครที่ชอบรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบในเรื่องของความเต็มตาแน่นอนครับ

 

มาต่อที่รอบเครื่องเช่นเดิมครับ เริ่มด้วยที่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำขนาดเล็กที่ฝังกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลเข้าไป โดยมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่องกันไปเลย ไม่ต้องเลือกอย่างในอย่างหนึ่งครับ ถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ฝั่งขวาจะมีเพียงปุ่มล็อคเครื่องเท่านั้น

 

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ในกรอบที่มุมซ้ายบนทั้งหมด พร้อมด้วยอักษร “48MP” มีไฟแฟลช LED ทางด้านขวาของเลนส์ และระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงกลางเครื่อง

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

realme 5s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1 โดยมีระบบการทำงานที่ไหลลื่นและหน้าตา UI ที่เรียบง่ายในส่วนของไอคอนต่างๆ ทั้งยังมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นกันเยอะพอสมควรครับ

 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์ก็มีให้เลือกใช้กันประมาณ 10 แบบครับ จะลองเลือกสีสันที่เหมาะกับตัวเครื่อง Crystal Red ก็ได้ครับ

 

ถนอมสายตาตอนกลางคืน

เชื่อว่าหลายคนต้องชอบเล่นสมาร์ทโฟนที่ในกลางคืนแน่นอน โดย realme 5s ก็มีให้เราได้เลือกปรับแสงของหน้าจอเพื่อให้ถนอมสายตายิ่งขึ้นด้วย ซึ่งการปรับจะมีให้เลือก 3 แบบ ดังนี้

  • แสดงเป็นสี : เป็นการตัดแสงสีฟ้าตามปกติ โดยสามารถเลือกระดับการตัดแสงได้ตามใจชอบ

  • การแสดงผลแบบขาวดำ : หน้าจอทั้งหมดจะกลายเป็นสีขาว-ดำ รวมไปถึงในแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยครับ
  • การอ่านอย่างสบายตาในตอนกลางคืน : ส่วนนี้ทุกอย่างจะดูมืดไปหมด เน้นสีดำเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับการเล่นเมื่อปิดไฟทั้งหมดหรือในที่แสงน้อยจริงๆ

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบครันเช่นเดิมตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง สามารถจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ โดยการสแกนถือว่าทำได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ แค่แตะแล้วปล่อยก็ปลดล็อคให้ทันที

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่ารวดเร็วพอๆ กันครับ โดยต้องกดปุ่มล็อคเครื่องเพื่อเปิดการสแกนใบหน้า ซึ่งก็ปลดให้ทันทีแทบไม่ต้องรอสแกนนานเลย

 

เรื่องความสะดวกสบายก็มีครบเหมือนกัน

  • ลูกบอลช่วยเหลือ : คงคุ้นเคยกันดีหากใครที่ใช้ ColorOS บ่อยๆ โดยจะเป็นการกดเพื่อใช้งานแทนปุ่มนำทางได้ หรือจะใช้เป็นเมนูเพื่อทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นครับ

  • แถบข้างอัจฉริยะ : เป็นการเข้าแอปพลิเคชั่นที่เราใช้บ่อยได้ทันทีครับ โดยเราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบเลย ใช้แอปไหนบ่อยก็ลากมาใส่ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งหาให้เสียเวลาแล้ว

  • โคลนแอป : ใครมีแอปโซเชียล 2 บัญชีก็สามารถโคลนเพื่อให้ใช้งานได้แยกกันได้แบบอิสระเลยครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 5s นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานกว่าหน่วยประมวลผลตัวกลางในระดับเดียวกัน 20% ทั้งยังมี AI Engine ที่ช่วยเรื่องของความไหลลื่นของการใช้งานและการจัดสรรทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำงานคู่กับ GPU Adreno 610 ที่ช่วยให้การเล่นเกมนั้นไหลลื่นและเฟรมเรทคงที่ตลอดทั้งเกม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 169,168

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 315 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,394

 

ในส่วนของการเล่นเกม เริ่มต้นจะมีฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน ทั้งยังสามารถเปิดตั้งค่าปิดกั้นการแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้รบกวนการเล่น รวมไปถึงโหมดแบ่งขันที่จะใช้ทรัพยากรของเครื่องไปกับการเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ทำให้ไม่มีสะดุดแน่นอน

 

ทดสอบเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV เราปรับภาพกราฟิกระดับสูงที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะปรับได้ครับ รวมไปถึงเฟรมเรทสูงเช่นกัน โดยลองทดสอบในโหมดปกติ 5 VS 5 ถือว่า realme 5s ทำได้ดีมากๆ ตั้งแต่ต้นเกมที่เฟรมเรทจะวิ่ง 58-61fps สลับกันไปครับ จนมาถึงกลางเกมและท้ายเกมในช่วงที่บวกกับฝั่งตรงข้ามบ่อยๆ ก็อาจลดลงมาเล็กน้อยอาจมี 57fps บ้างแต่ก็ไม่บ่อยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 58 – 59fps เสียมากกว่า เรียกว่าทำได้ดีมากๆ และไม่มีอาการกระตุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราปรับทั้งคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรทเป็นระดับ Very High โดยเล่นในโหมด Battle Royale จำนวน 100 คนก็ทำได้ดีมากๆ เหมือนกันครับ ไม่มีอาการกระตุก, เฟรมเรทเหวี่ยงหรือค้างเลย แถมระบบสัมผัสก็ถือว่าดีพอสมควรเลยครับ ไหลไปตามนิ้วตามมือได้ลื่นๆ

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน!

จากที่ทดสอบเล่นเกมไปประมาณ 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ realme 5s กลับลดไปประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะความจุที่ให้มาถึง 5000mAh ทำให้เล่นเกมได้ต่อเนื่องครับ โดยใครที่เล่นหนักๆ อาจเล่นได้เกินครึ่งวัน ส่วนใครที่เน้นโซเชียลรับรองว่ายังมีแบตเตอรี่เหลือเพียงพอให้ชาร์จในช่วงค่ำๆ ครับ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อึดเท่านั้น แต่เรื่องของความปลอดภัยก็มีถึง 3 ชั้น ตั้งแต่การป้องกันแบตเตอรี่ร้อน, แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่หัวชาร์จไปยังแบตเตอรี่ รวมไปถึงเทคโนโลยี AI Cooling ที่ทำให้เครื่องนั้นไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งตรงนี้จะได้ประโยชน์ในการไม่ลดความเร็ว Clock ของหน่วยประมวลผลด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางแต่เรื่องต้องก็เล่นใหญ่เหมือนกันเพราะมีให้ถึง 4 เลนส์ที่กล้องหลัง และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI และ Super Nightscape
  • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Beautification

48 ล้านพิกเซล ถ่ายยังไงก็คมชัด พร้อมความฉลาดของ AI ขั้นสูง

realme 5s มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ ISOCELL GM1 ที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีเทคโนโลยี Tetracell ที่ผสานรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่ 1 พิกเซลเท่านั้น ทำให้ได้ความคมของภาพมากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายในความละเอียด 48 ล้านพิกเซลได้เหมือนกัน ซึ่งให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นชัดเจน ไม่มีแตก ทั้งยังสามารถซูมไปดูใกล้ๆ ได้อีกด้วยครับ

ภาพปกติ / ครอป

 

นอกจากนี้ realme 5s ก็ยังมีความอัจฉริยะของ AI ตรวจจับหมวดหมู่ต่างๆ เช่น คน, อาหาร, พืช หรือสัตว์ เป็นต้น เพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่เรากำลังโฟกัสครับ หากเป็นอาหาร สีสันจะดูฉุดฉาดขึ้นมาให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น หรือหากเป็นท้องฟ้าหรือธรรมชาติก็จะทำให้ดูเนียนตาและเฉดสีที่มีความนุ่มนวลครับ

 

ถ่ายมุมกว้างด้วย Ultra-Wide 119 องศา

realme 5s ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ให้ความกว้างถึง 119 องศา สามารถเก็บองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบแน่นอน และยิ่งช่วงนี้เข้าใกล้คริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่ ก็จะมีของประดับเพียบ เช่น ต้นไม้สูงๆ ซึ่งแน่นอนว่าเลนส์นี้เก็บได้ครบถึงยอดแน่นอน แถมความสวยงามก็ได้สีสันแบบจัดเต็ม จัดจ้าน และคมชัดเช่นเคย


เปิด Ultra-Wide / ปิด Ultra-Wide

 

หรือยิ่งถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์ Ultra-Wide ยิ่งทำให้คุณผู้หญิงดูสง่าและสูงขึ้นมาทันตาเลยล่ะครับ ไม่ต้องโดนใช้ไปถ่ายใหม่แน่นอน

 

Super Nightscape 2.0 ถ่ายกลางคืนให้สว่างได้ง่ายๆ

ฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0 คือการใช้งานเพื่อถ่ายในตอนกลางคืนตามชื่อเลยครับ โดยสามารถเก็บแสงกลางคืนได้ดีมากๆ มีการเพิ่มแสงและเฉดสีตามแบบฉบับของ realme ให้ภาพตรงหน้าที่มืดๆ กลับมาสว่างได้ทันที แถมเรื่อง Noise ก็ยังมีน้อยมากอีกด้วย ซึ่งจุดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Night Scene Algorithm และเทคโนโลยี AI เพื่อลดการเกิด Noise ในภาพ

 

นอกจากนี้ เรายังใช้เลนส์ Ultra-Wide ในโหมด Super Nightscape 2.0 ได้อีกด้วย ได้ทั้งมุมกว้างๆ และความสว่างในตอนกลางคืนไปแบบเต็มๆ ครับ

 

 

ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

ในเลนส์ Macro ของ realme 5s สามารถให้เราเห็นวัตถุในระยะใกล้ๆ ที่ดวงตาเราแทบมองไม่ออกได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตร โดยที่ความคมชัดและความสดใสของสีที่ได้ออกมาก็ยังถือว่าครบและสวยงามอยู่ครับ

 

เพิ่มความสดของสียิ่งขึ้นด้วย Chroma Boost

เรียกว่ามีใน realme แทบทุกรุ่นอย่างฟีเจอร์ Choma Boost ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มเฉดสีให้มีความสดกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องสีเท่านั้น เพราะยังมีการเพิ่มแสงในภาพให้บริเวณมืดๆ มองเห็นได้ดีขึ้น แถมยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มสีจนเกินไป

เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost

 

Portrait เบลอเนียนตา

realme 5s ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องชอบเหมือนกันอย่างการเบลอหลังหรือ Portrait โดยเฉพาะการถ่ายบุคคลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมาก มีการเบลอฉากหลังได้เนียนๆ ตัดขอบได้คม และยังได้ความสวยงามของใบหน้าเพิ่มเข้ามาแบบอัตโนมัติอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์จากเลนส์ Portrait เพื่อตรวจจับฉากหลังและรู้ว่าจุดไหนควรเบลอหรือไม่เบลอ

โหมด Portrait / โหมดปกติ

 

กล้องหน้าสวยใสด้วย AI Beautification

ผ่านกล้องหลังไปจนหมดเรามาดูกันที่กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลกันบ้างครับ โดยจะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่ผู้หญิงทุกคนต้องชอบแน่นอน คือ การปรับใบหน้าสวยงาม หรือ AI Beautification นั่นเอง

สำหรับกล้องหน้าของ realme 5s สามารถแยกลักษณะบุคคลได้อัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นเพศ, อายุ หรือสีผิวเพื่อปรับภาพให้สวยแบบธรรมชาติ ทั้งยังจดจำจุดบนในหน้าถึง 296 จุด ซึ่งช่วยปรับภาพให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลครับ

 

เบลอหลังเนียนๆ ได้ดั่งใจ

ทั้งนี้ ใครที่อยากให้เบลอฉากหลังก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย ซึ่งตรงนี้ AI จะข้ามาช่วยในเรื่องการเบลอหลังและความสวยงามของใบหน้า ซึ่ง AI ก็ตัดขอบให้เราได้เนียน ใรใบหน้าสวยงาม แถมยังสามารถปรับแต่งรูปทรงใบหน้าได้ทั้งหมดถึง 8 แบบ และแบบละ 100 ระดับไปเลยครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามแบบ Diamond Cut พร้อมด้วยสีแดงใหม่อย่าง Crystal Red
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle, Portrait และ Macro ทำให้สนุกกับการถ่ายภาพหลายรูปแบบ
  • หน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ใช้งานได้เต็มตาทั้งเล่นเกมหรือดูวิดีโอต่างๆ
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 128GB ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่นและพร้อมเก็บไฟล์ต่างๆ ได้เยอะ
  • แบตเตอรี่ 5000mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวันแทบไม่ต้องกลัวหมด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่

 

realme 5s เตรียมวางจำหน่ายในราคาแบบ Flash sale ผ่านทาง Lazada (http://bit.ly/2Y3cxqf) ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในทุกช่องทางวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ด้วยราคาเพียง 5,999 บาท

Continue Reading

Android News

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

Published

on

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint สีสันจากธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบไล่เฉดสีได้อย่างลงตัว พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint เป็นเฉดสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงแดดในยามบ่ายอันเงียบสงบ ในห้องนอนที่มองเห็นทะเล และเกลียวคลื่นกระทบฝั่งอยู่ด้านนอก พร้อมอากาศอันแสนสดชื่นพัดผ่านม่านสีขาวนวล

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

จะเห็นว่าการไล่เฉดสีนั้นมีหลายสีในเครื่องเดียว โดยเริ่มจากโทนสีที่เหมือนกับแสงแดดสาดส่องกระทบกับพื้นทรายผสานกับโทนสีของน้ำทะเลที่มีคลื่นมากระทบกับทรายบนหาด ซึ่งการดีไซน์ในครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีสีในระดับนาโนคลื่นความถี่สูง 650-700 nm ในการหักเหของแสง โดยผลลัพท์ที่ได้คือการหักเหของสีอย่างสวยงามจนเป็นสีฟ้าอมเขียวราวกับน้ำทะเล ซึ่งเป็นสีที่กำลังมาในเทรนด์สีของปี 2020

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

สีตัวเครื่องของ OPPO A9 2020 ไม่ได้ไล่เฉดสีเฉพาะด้านหลังเท่าน้ัน แต่ยังไล่เฉดสีมาถึงกรอบตัวเครื่องด้านข้างทั้งหมด ทำให้เห็นความสวยงามในมุมมอง

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

โลโก้ OPPO และข้อความ Designed for A-series จัดวางในแนวตั้งและอยู่บริเวณกลางเครื่องพอดี ซึ่งเป็นการดีไซน์ข้อความด้านหลังตัวเครื่องให้ดูสมมาตร

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

OPPO A9 2020 มีกล้องหลังทั้งหมด 4 เลนส์ โดย 3 เลนส์จัดเรียงในแนวตั้งอยู่ในกรอบตรงกลางเครื่อง และอีกเลนส์จะอยู่ทางขวาคู่กับไฟแฟลช LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง

 

กล้องของ OPPO A9 2020 สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ซึ่งภาพที่ได้ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เก็บรายละเอียดต่างๆ ของภาพได้คมชัดมากขึ้น

 

เลนส์ Ultra Wide-Angle ที่มีองศากว้างถึง 119 องศาอีก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตึกสูงๆ ช่วยให้ได้ภาพบรรยากาศรอบข้างได้แบบครบองค์ประกอบ หรือใครอยากได้ภาพเต็มตาแต่อยู่ใกล้วัตถุมาก เลนส์นี้จะช่วยเราได้มากเลยทีเดียว

 

การถ่ายภาพตอนกลางคืนก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดย OPPO A9 2020 มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra Night mode 2.0 ช่วยลด Noise และใช้โหมดนี้ร่วมกับเลนส์ Ultra-Wide ได้ด้วย

 

สำหรับโหมดภาพถ่ายบุคคลแบบหน้าชัดหลังละลายจากกล้องของ OPPO A9 2020 จะเป็นการทำงานร่วมกันของกล้องหลักและกล้อง Portrait ทำให้การละลายฉากหลังทำได้เป็นธรรมชาติ

 

กล้องหน้าของ OPPO A9 2020 มาพร้อม AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าสวยให้อัตโนมัติโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะ AI จะคำนวณให้แล้วทั้งหมด

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 มาพร้อมกับความจุภายในตัวเครื่องมากถึง 128GB ใครจะโหลดหนังหรือโหลดเกมที่มีขนาดใหญ่ๆ ภาพสวยๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่เครื่องเต็มอีกต่อไปแล้ว เล่นกันได้เต็มที่ อีกทั้งยังมีความจำแรมถึง 8GB ช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล สลับแอปไปมาได้รวดเร็วไม่มีสะดุด

 

OPPO A9 2020 Vanilla MintOPPO A9 2020 Vanilla Mint

OPPO A9 2020 ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 665 และมีเทคโนโลยี Hyper Boost ที่จะช่วยให้ CPU และ GPU ประมวลผลได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งฟีเจอร์นี้ยังมี Game Boost 2.0 ที่มี Frame Boost ที่จะช่วยให้เฟรมเรทบนหน้าจอมีความนิ่งไม่สะดุด และ Touch Boost ที่ทำให้การสัมผัสหน้าจอเพื่อควบคุมการเล่นเกมมีการตอบสนองเร็วขึ้น

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

นอกจากนี้แล้ว OPPO A9 2020 สามารถเล่นเกมได้อย่างเต็มตา ด้วยหน้าจอแบบ Panoramic Screen กว้าง 6.5 นิ้ว ซึ่งหน้าจอที่กว้างแบบนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นศัตรูที่อยู่รอบๆ ขอบจอได้ด้วย และมี Dolby Atmos และลำโพงสเตอริโอแบบคู่ มอบประสบการณ์เสียงที่มีมิติซ้ายขวา เล่นเกมได้สนุกมากขึ้น

 

OPPO A9 2020 Vanilla Mint

ฟีเจอร์อัดแน่นขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีแบตเตอรี่ที่ต้องเยอะเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่ง OPPO A9 2020 ก็มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000 mAh ใช้งานได้อย่างยาวนานตลอดทั้งวัน และสามารถใช้เทคโนโลยี Reverse Charging ผ่านสาย OTG เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเครื่องอื่นได้อีกด้วย

 

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint

ต้องบอกว่า OPPO A9 2020 เป็นสมาร์ทโฟนอัดแน่นด้วยฟีเจอร์เยอะมากๆ และทุกฟีเจอร์ก็ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนจริงๆ สเปคแรงๆ ราคาสุดคุ้มแบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะซื้อเป็นของขวัญได้เลย ถูกใจทั้งคนให้และคนซื้อแน่นอน

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured4 วัน ago

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured1 สัปดาห์ ago

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ago

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Featured3 สัปดาห์ ago

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ago

ซัมซุงสร้างสรรค์แคมเปญ “Samsung SanctuARy” ดึง Mr Doodle ร่วมวาดภาพส่งต่อแรงบันดาลใจอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์

ซัมซุง สร้างปรากฏการ...

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ago

12.12 Lenovo จัดหนัก ลดแรงสุดคุ้ม!! ขนคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค ลดครบยกตระกูล เอาใจขาช้อปออนไลน์ เฉพาะ 9 – 15 ธันวาคมนี้เท่านั้น

เลอโนโว จัดหนักกับแค...

Android News9 ชั่วโมง ago

Samsung เตรียมใช้ขุมพลัง MediaTek 5G สำหรับสมาร์ทโฟน Galaxy A (2020) Series รุ่นประหยัด

เมื่อไม่นานมานี้ Med...

Apple News9 ชั่วโมง ago

IDC เผยสถิติอุปกรณ์สวมใส่ของ Apple ยังนำโด่งช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ จากการขายของ Apple Watch, AirPods และ Beats

คงจะมีแบรนด์ไหนมาล้ม...

Android News18 ชั่วโมง ago

Redmi K30 Pro จะมาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 865 รองรับ 5G และอาจเปิดตัวเดือนมีนาคมปี 2020

แม้ว่า Redmi K30 ใกล...

กำลังมาแรง