ติดตามพวกเรา

Featured

รีวิว OnePlus 7 Pro การเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ Super Flagship จัดเต็มทุกฟีเจอร์

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

OnePlus 7 Pro สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมสโลแกน Super Flagship ด้วยสเปคที่จัดเต็มที่สุดทุกด้าน มาพร้อมหน้าจอที่เรียกว่า Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว QHD+ และเฟรมเรตหน้าจอ 90Hz ซึ่งรองรับการเรนเดอร์ภาพระดับสูง HDR10+ และเป็นรุ่นแรกของ OnePlus ที่มีกล้องหลัง 3 ตัวแบบ Triple Camera

OnePlus 7 Pro Review

สรุปสเปค OnePlus 7 Pro

  • ขนาดตัวเครื่อง 162.5 x 75.9 x 8.8 มิลลิเมตร
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.67 นิ้ว เป็นแผงหน้าจอ Fluid AMOLED ความละเอียด 3120 x 1440 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย OxygenOS
  • ซีพียู Snapdragon 855
  • แรม 6/8/12GB
  • ความจุตัวเครื่อง 128/256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัวแบบ Triple Camera
    • กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล f/1.6 SONY IMX586
    • กล้อง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ซูมออปติคอลได้ 3 เท่า
    • กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 มุมกว้าง 117 องศา
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/2.0 SONY IMX471
  • แบตเตอรี่ 4000mAh Warp Charge 30W (5V/6A)
  • สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และปลดล็อคด้วยใบหน้า

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro มาในกล่องสีขาวที่ดูเรียบง่าย และมีตัวเลข 7 ขนาดใหญ่อยู่บนฝากล่อง ซึ่งก็หมายถึงชื่อรุ่นนี้นั่นเอง โดยภายในกล่องจะมีอุปกรณ์ดังนี้

 

OnePlus 7 Pro Review

  • ตัวเครื่อง OnePlus 7 Pro และแบตเตอรี่ในตัว
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไว Warp Charge 30
  • สายเคเบิล USB Type-C สำหรับชาร์จไฟหรือใช้ถ่ายโอนข้อมูล
  • คู่มือการใช้งาน ใบรับประกัน
  • เข็มจิ้มถาดใส่ซิม
  • เคส

 

OnePlus 7 Pro Review

สำหรับอะแดปเตอร์ชาร์จไว Warp Charge 30 รองรับการจ่ายไฟเข้าไปชาร์จสมาร์ทโฟน OnePlus 7 Pro สูงสุด 5V/6A หรือ 30W ซึ่งถือว่าเป็นระบบการชาร์จที่รวดเร็วมากๆ และไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ชาร์จไวเพิ่มด้วย เพราะให้มาในกล่องเลย

 

OnePlus 7 Pro Review

ด้านการดีไซน์ตัวเครื่องของ OnePlus 7 Pro เป็นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเป็นกระจกโค้งแบบ 3D Glass ในขณะที่กรอบตัวเครื่องเป็นโลหะอะลูมิเนียม ทำให้เวลาจับใช้งานรู้สึกได้ถึงความแข็งแรงทนทานของตัวเครื่อง

 

OnePlus 7 Pro Review

หน้าจอแสดงผลถูกออกแบบมาให้มีความโค้งทั้ง 2 ข้าง ทำให้เห็นเป็นพื้นที่แสดงผลทั้งหมด มีความพรีเมียมมากขึ้น แล้วครอบด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass โดยตัวเครื่องเมื่อแกะออกจากกล่องจะได้รับการติดฟิล์มกันรอยมาให้แล้ว

 

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro ใช้หน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า Fluid AMOLED ซึ่งการแสดงผลภาพบนหน้าจอมีสีสันสดใสสวยงามมากๆ โดยมีขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 6.67 นิ้ว อัตราส่วนแบบ 19.5:9 ทำให้มุมมองของภาพมีความกว้าง เห็นได้เต็มตามากขึ้น และที่สำคัญไม่มีรอยบากให้รบกวนสายตาอีกต่อไปแล้ว

 

OnePlus 7 Pro Review

ความคมชัดของหน้าจออยู่ในระดับ Quad HD+ และยังรองรับ HDR10 และ HDR10+ ทำให้วิดีโอที่เห็นบนหน้าจอมีสีสันสวยสมจริง โดยหน้าจอของ OnePlus 7 Pro ได้รับคะแนน A+ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจาก DisplayMate ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบจอภาพแสดงผลชั้นนำของโลก เป็นข้อยืนยันว่านี่คือหนึ่งในหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในท้องตลาด ณ ตอนนี้

 

OnePlus 7 Pro Review

กล้องหน้าของ OnePlus 7 Pro เป็นแบบเลื่อนขึ้นอัตโนมัติ จึงทำให้ไม่ต้องมีรอยบากที่หน้าจอ และช่องลำโพงยังถูกซ่อนไว้ช่องระหว่างกระจกหน้าจอและกรอบตัวเครื่อง ทำให้พื้นที่ด้านหน้าดูสะอาดตาสวยงามอีกด้วย

 

OnePlus 7 Pro OS Review

เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือถูกฝังไว้ใต้กระจกกหน้าจอ สามารถแตะสแกนนิ้วได้บนหน้าจอได้เลย

 

OnePlus 7 Pro Review

ขอบด้านล่างตัวเครื่องมีช่องใส่ซิม, ไมโครโฟน, พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C และลำโพง

 

OnePlus 7 Pro Review

ถาดใส่ซิมรองรับซิมการ์ดขนาด Nano SIM จำนวน 2 ช่อง (ไม่รองรับ microSD card)

 

OnePlus 7 Pro Review

ขอบด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง

 

OnePlus 7 Pro Review

ขอบด้านขวามีปุ่ม Power และปุ่มปิดเสียงแจ้งเตือน (Alert Slider)

 

OnePlus 7 Pro Review

ขอบด้านบนมีไมโครโฟน และกล้องหน้าที่เลื่อนขึ้นได้อัตโนมัติ

 

OnePlus 7 Pro Review

ตัวเครื่องที่ใช้ในรีวิวครั้งนี้เป็นสีเทา (Mirror Gray) มีความมันวาวด้วยวัสดุที่เป็นกระจก และมีความเรียบหรูในทุกมุมมอง

 

OnePlus 7 Pro Review

กล้องหลัง 3 ตัวแบบ Triple Camera ถูกจัดเรียงในแนวตั้ง ประกอบด้วยกล้อง Ultra Wide Angle, กล้องหลัก และกล้อง Telephoto มีระบบ Laser Autofocus และไฟแฟลช Dual LED

 

ซอฟต์แวร์และฟังก์ชั่นการใช้งาน

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro รันระบบปฏิบัติการ OxygenOS เวอร์ชั่น 9.5.4 ซึ่งมีความโดดเด่นเฉพาะตัว อินเตอร์เฟซที่ดูเรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน โดยครอบทับอยู่บน Stock Android รองรับการทำงานบนหน้าจอแบบ Full Screen ได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่มีการติดตั้งแอปพลิเคชั่นที่ไม่จำเป็นหรือแอปขยะมาให้รกตัวเครื่อง

 

OnePlus 7 Pro Review

ในหน้าจอหลักเมื่อปัดลงจะเป็นในส่วนของ Quick Setting แผงสำหรับเปิด/ปิดใช้งานเมนูต่างๆ และ Notification รายการแจ้งเตือนทั้งหมดจะถูกแสดงไว้ในส่วนนี้ และเมื่อปัดหน้าจอขึ้นจะเป็นในส่วนของ App Drawer โดยมีปุ่มค้นหาอยู่ด้านบนหน้าของหน้าจอ

 

OnePlus 7 Pro Review

ความประทับใจอย่างหนึ่งของ OxygenOS แม้จะมีหน้าตาและฟังก์ชั่นไม่ได้เยอะแยะเหมือนค่ายอื่น แต่ทุกฟังก์ชั่นคือทุกคนต้องได้ใช้งานจริงๆ โดยเราสามารถเลือก Icon Pack และปรับแต่งขนาดไอคอนที่แสดงบนหน้าจอได้

 

OnePlus 7 Pro Review

เมื่อเลื่อนไปดูหน้าจอด้านซ้ายจะเป็นในส่วนของ OnePlus Shelf ที่จะรวมการแสดงข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์หรือตามความสนใจในการใช้งานไว้ในที่เดียว เช่น เขียนบันทึก แอพที่ใช้งานบ่อย ตำแหน่งที่จอดรถ เป็นต้น

 

OnePlus 7 Pro Review

ฟีเจอร์ใหม่ Zen Mode เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สร้างสมดุลระหว่างการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น ถ้าพูดง่ายๆ ก็เหมือนเป็นการฝึกที่จะหยุดพักการมองหน้าจอมือถือ แล้วกันไปคุยกับคนใกล้ตัวหรือพักสายตาเป็นเวลา 20 นาที เพราะว่าเมื่อเปิดใช้งานโหมดนี้ จะไม่สามารถใช้งานอะไรได้เลย แต่ยังสามารถใช้งานการโทรฉุกเฉินและรับสายได้

 

OnePlus 7 Pro Review

สำหรับธีมบนหน้าจอสามารถเลือกเปลี่ยนได้ 3 โหมดหลักๆ ได้แก่ สีสัน สว่าง และมืด

 

OnePlus 7 Pro Review

อัตราการรีเฟรชหน้าจอของ OnePlus 7 Pro สามารถเลือกได้ระหว่าง 90Hz เพื่อการแสดงผลที่ลื่นไหลราบรื่น หรือ 60Hz เพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานมากขึ้น รวมไปถึงการกำหนดความละเอียดหน้าจอ QHD+ ตามสเปคตัวเครื่อง หรือ FHD+ เพื่อลดการใช้งานพลังงาน ก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

OnePlus 7 Pro Review

ด้านการเชื่อมต่อไร้สาย OnePlus 7 Pro รองรับเครือข่าย LTE-A (5CA) Cat18 ความเร็วดาวน์โหลด 1200Mbps และอัปโหลด 150Mbps, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และ NFC ส่วนการเชื่อมต่อผ่านสายรองรับ USB Type-C และ USB OTG

 

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่ายที่มีลำโพงสเตอริโอคู่ โดยอยู่ที่ขอบด้านบนตัวและด้านล่างของเครื่อง พร้อมเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos ที่ให้มิติเสียงซ้ายขวา ทำให้เวลาฟังเสียงมิติรอบทิศทางเหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ อีกทั้งความดังของลำโพงถือว่าให้เสียงที่ดังมาก ซึ่งเสียงสเตอริโอของรุ่นนี้ไม่ได้ทำงานเฉพาะเวลาดูหนังเท่านั้น แต่เวลาเล่นเกม หรือฟังเพลง ก็ให้ระบบเสียงสเตอริโอด้วย ทำให้การเล่นเกมมีความสนุกสมจริงมากขึ้น

 

OnePlus 7 Pro Review

ปุ่มเลื่อนปิดเสียงด้านข้าง สามารถกำหนดการตั้งค่าได้ว่าจะให้ทำงานเป็นโหมดใด ได้แก่ เงียบ การสั่น หรือเสียงเข้า และรูปของแถบนำทางบนหน้าจอสามารถเลือกใช้แบบปุ่มเสมือนหรือใช้ท่าทางเพื่อซ่อนปุ่มไม่ให้บดบังหน้าจอได้

 

OnePlus 7 Pro Review

การสั่งงานด้วยท่าทาง ได้แก่ พลิกเพื่อปิดเสียง, ใช้ 3 นิ้วกวาดบนหน้าจอเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ, รับสายโดยการยกมาแนบหู, แตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ, วาดนิ้วบนหน้าจอเพื่อควบคุมการเล่นเพลง หรือตั้งค่าการวัดอักษรสำหรับเรียกใช้งานแอพต่างๆ ได้

 

OnePlus 7 Pro Review

Game Mode ได้รับการพัฒนาให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีการเพิ่มโหมดใหม่ที่เรียกว่า Fnatic Mode ที่ช่วยให้การเล่นเกมทำได้เต็มที่ โดยการปิดการแจ้งเตือน ดึงประสิทธิภาพของซีพียูและจีพียู รวมไปถึงปรับปรุงเครือข่ายให้มีความแรงของสัญญาณ

 

OnePlus 7 Pro Review

RAM Boost อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้และจัดสรรหน่วยความจำ RAM อย่างชาญฉลาดให้กับแอปที่ต้องใช้พื้นที่หน่วยความจำมาก ช่วยให้โหลดแอปและเปิดเล่นเกมได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถเปิดแอปต่าง ๆ ค้างไว้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของเครื่อง

 

OnePlus 7 Pro Review OnePlus 7 Pro Review

ในเรื่องของความปลอดภัย OnePlus สามารถแตะสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้ และใช้ใบหน้าในการปลดล็อคหน้าจอได้ด้วย ซึ่งการจำแนกใบหน้าจอถือว่าทำได้ดีมาก ปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro ใช้ชิพประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855 ที่มีกระบวนการผลิตขนาด 7 นาโนเมตร โดยซีพียู Octa-core แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ตามการใช้งาน คือ Single-core 2.84GHz Kryo 485 เมื่อต้องการประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด + Triple-core 2.42GHz Kryo 485 และ Quad-core 1.80GHz Kryo 485 พร้อมกราฟิกหรือจีพียู Adreno 640 และรุ่นที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่นที่มีแรม 8GB ความจุ 256GB โดยผลการทดสอบ AnTuTu เป็นการทดสอบภาพรวมของการทำงานในส่วนของหน่วยความจำแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู ทำคะแนนรวมได้ 371,189 คะแนน ซึ่งถือว่าสูงมากๆ

 

OnePlus 7 Pro Review

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี โดยผลทดสอบของ OnePlus 7 Pro ทำคะแนน Single-Core ได้ 3,459 คะแนน และ Multi-Core ทำได้ 11,031 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงมาก

 

OnePlus 7 Pro Review

ในการเล่นเกมสามารถจะมี Game Mode เพื่อเรียกใช้งานซีพียูและปรับจีพียูให้จัดลำดับความสำคัญให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเล่นเกม และมีฟีเจอร์ใหม่ Fnatic Mode ไม่ให้มีการรบกวนระหว่างเล่นเกมได้สำหรับการเล่นที่สำคัญ อีกทั้งตัวจีพียู Adreno 640 ยังช่วยให้การประมวลผลในการมองเห็นชัดยิ่งขึ้น รองรับภาพเกมแบบสามมิติ และเอฟเฟ็กต์กราฟิกต่างๆ ได้อย่างคมชัด ซึ่งเป็นการประมวลผลกราฟิกที่ดีที่สุดในตอนนี้

 

OnePlus 7 Pro ReviewOnePlus 7 Pro Review

สำหรับเกม RoV ตัวเครื่องรองรับโหมดเฟรมเรตสูง ภาพระดับ HD สามารถได้ลื่นไหล ไม่มีปัญหา เฟรมเรตนิ่งมากระหว่าง 59-60 fps บางจังหวะวิ่งทะลุไปที่ 61fps อีกทั้งหน้าจอที่กว้างยังช่วยให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ ขอบจอได้ดีมากขึ้น โอกาสมองเห็นศัตรูที่อยู่ขอบจอก็มีมากขึ้นด้วย

 

OnePlus 7 Pro Review

ทดสอบเล่นเกม Asphalt 9 : Legends เกมแข่งรถจาก Gameloft ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์เกมคอนโซลที่สมจริงและภาพกราฟิกที่สวยงามมากขึ้นด้วยเทคนิค HDR พร้อมรถจากหลายค่ายดัง ก็สามารถเล่นบน OnePlus 7 Pro ได้ลื่นไหล และไม่มีกระตุกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

OnePlus 7 Pro Review

ถ้าเป็นเกมที่มีระบบเสียงจังหวะตื่นเต้นเร้าใจอย่างเกม Asphalt 9 : Legends ต้องบอกเลยว่าลำโพงสเตอริโอของ OnePlus 7 Pro ทำให้การเล่นมันขึ้นเยอะมาก เสียงกระหึ่มตลอดการเล่น

 

OnePlus 7 Pro Review OnePlus 7 Pro Review

ทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile สุดยอดเกมแอ็คชั่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาด้วย Unreal Engine 4 เป็นเกมที่มีภาพและกราฟิกที่สวยงามมาก ต้องใช้การควบคุมทิศทาง และความแม่นยำในการระบุเป้ายิง สามารถเล่นได้ เล็งเป้าได้นิ่งๆ

 

OnePlus 7 Pro Review

อีกหนึ่งความเร้าในและทำให้การเล่นเกม PUBG Mobile หรือเกมแนวเดียวกันนี้มีความสนุกมากขึ้นไปอีกคือ Haptic Vibration ซึ่งเป็นระบบสั่นที่มีหลายระดับ ทุกครั้งที่ยิงจะมีการสั่นสะเทือนเพื่อประสบการณ์ที่สมจริง และถ้ามีเสียงปืนหรือเสียงเดินจากทางด้านซ้าย ลำโพงทางซ้ายก็จะดัง และถ้าอยู่ทางด้านขวา ลำโพงทางขวาก็จะดัง

นอกจากนี้แล้ว จาการทดสอบเล่นเกมต่อเนื่องกันเป็นชั่วโมงพบว่าตัวเครื่องแทบไม่รู้ว่าร้อนเลย มีเพียงอุ่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากระบบระบายความร้อนที่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการออกแบบ 10-layer liquid cooling ตัวเครื่องจึงไม่ร้อนแม้ใช้งานต่อเนื่องยาวนานและหนักหน่วง

 

OnePlus 7 Pro Review

แบตเตอรี่ของรุ่นนี้มีความจุมากถึง 4000mAh จากการทดสอบใช้งานเปิดกล้องถ่ายรูป, เล่นเกมต่อเนื่องชั่วโมงกว่าๆ และเข้าเล่นโซเชียลทั่วไป พบว่าแบตเตอรี่ยังเหลือมาถึงบ้านโดยไม่ได้ต้องชาร์จระหว่างวัน จัดการพลังงานได้ดีมากๆ

 

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro รองรับระบบชาร์จไว Warp Charge 30 ซึ่งเป็นการชาร์จโดยจ่ายกำลังไฟสูงสุดถึง 30W ทำให้ได้แบตเตอรี่ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

OnePlus 7 Pro Review

จากการทดสอบชาร์จเริ่มจาก 16% ไปจนถึง 74% ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น และเมื่อผ่านไป 40 นาที ได้แบตเตอรี่มากถึง 85% ซึ่งรวดเร็วมากจริงๆ ไม่ต้องรอนานอีกต่อไปแล้ว

 

กล้องถ่ายรูป

OnePlus 7 Pro Review

OnePlus 7 Pro มีกล้องหลัง 3 ตัวแบบ Triple Camera ประกอบด้วยกล้องหลักเซ็นเซอร์ IMX586 ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/1.6 และขนาดพิกเซลที่ใหญ่ถึง 1.6 ไมครอน ในขณะที่กล้อง Telephoto มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ขนาด 78 มม. พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4 มีระบบกันภาพสั่นไหว Optical Zoom ได้ 3x และกล้องมุมกว้าง Ultra Wide-angle 117 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.2

กล้อง Telephoto ซูมได้ 3 เท่า

OnePlus 7 Pro Camera Tele 3X

กล้อง Telephoto มีระบบกันภาพสั่นไหว และ Optical Zoom ได้ 3x ซึ่งเป็นการซูมด้วยฮาร์ดแวร์กล้อง ทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัด และเก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดีมากๆ

 

กล้อง Ultra Wide-angle กว้างขนาดไหนก็เก็บได้ครบ

OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review

สำหรับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่มีมุมกว้างพิเศษ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เป็นฟีเจอร์กล้องที่เข้ามาเติมเต็มความสามารถของกล้องถ่ายรูปบนมือถือได้เป็นอย่างดี ระยะใกล้แค่ไหนก็สามารถเก็บภาพได้ครบโดยไม่ต้องถอยห่างอีกต่อไป

 

Auto Mode กล้องหลังมี AI Scene Recognition

OnePlus 7 Pro Camera ReviewOnePlus 7 Pro Camera ReviewOnePlus 7 Pro Camera Review

ในโหมดอัตโนมัติหรือ Auto Mode มี AI Scene Recognition ที่ช่วยระบุฉากที่กำลังถ่าย เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ วิว ดวงอาทิตย์กำลังตก เป็นต้น แล้วปรับค่ากล้องให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพนั้นๆ โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องตั้งค่ากล้องให้ยุ่งยาก

 

OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review

จะเห็นว่าภาพที่ถ่าย Auto Mode แล้วเปิดใช้งาน AI Scene Recognition ภาพแต่ละฉากจะมีความสวยงาม และสีสันโดดเด่นไม่เหมือนกัน โดยเป็นการปรับค่าต่างๆ ให้เหมาะกับการถ่ายภาพแต่ละฉากนั่นเอง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากๆ ทำให้ทุกคนสามารถถ่ายภาพออกมาสวยได้ทันที

 

Portrait Mode ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้สวยโดดเด่น

OnePlus 7 Pro Review

โหมด Portrait ของ OnePlus 7 Pro มีระบบตรวจจับใบหน้าเพื่อทำการโฟกัสให้อัตโนมัติด้วย และระบบโฟกัสถือว่าทำงานได้รวดเร็วมาก

 

OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review

จะเห็นว่าการตัดขอบตัวบุคคลนั้นทำได้เนียน เส้นผมเห็นเป็นเส้นๆ โดยที่ไม่ถูกเบลอออกไป ทำเอฟเฟ็กต์ละลายฉากหลังได้สวยเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทำงานของกล้องหลักที่มีรูรับแสงกว้าง และพิกเซลที่มีขนาดใหญ่ช่วยให้การถ่ายภาพออกมาสวยและง่ายมากขึ้น

 

Nightscape 2.0 ถ่ายกลางคืนได้สว่างกว่าที่ตาเห็น

OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review OnePlus 7 Pro Camera Review

Nightscape 2.0 การถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือในเวลากลางคืน ต้องยอมรับว่ากล้องของ OnePlus 7 Pro ถ่ายภาพออกมาได้สว่างคมชัดมากๆ และยังสามารถลดนอยซ์ของภาพได้ดีอีกด้วย ซึ่งในโหมดนี้ไม่ต้องใช้ขาตั้งช่วย โดยกล้องที่มีรูรับแสงกว้าง พิกเซลขนาดใหญ่ และมีระบบกันภาพสั่นไหว ทำให้ได้ภาพกลางคืนที่สวยงาม

 

กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล เลื่อนได้อัตโนมัติ

OnePlus 7 Pro Review

สำหรับกล้องหน้าที่เลื่อนได้อัตโนมัติของ OnePlus 7 Pro ได้รับการยืนยันว่าหากทำการเซลฟี่โดยเลื่อนกล้องขึ้นมา 150 ครั้งต่อวัน ใช้งานได้ยาวนานถึง 5.5 ปี ซึ่งถือว่านานมากๆ โดยไม่ต้องกังวลว่ากล้องจะพัง

 

OnePlus 7 Pro Camera Selfie OnePlus 7 Pro Camera Selfie

กล้องหน้าที่มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พิกเซลมีขนาดใหญ่ 1 ไมครอน เก็บแสงได้สว่างและคมชัดด้วยรูรับแสง f/2.0 ช่วยทำให้ภาพถ่ายเซลฟี่ออกมาสวยเป็นธรรมชาติ และแม้ว่ากล้องหน้าจะมีเพียงเลนส์เดียว แต่ก็ฟีเจอร์การถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ ทำให้ภาพเซลฟี่ออกมาโดดเด่น และละลายฉากหลังได้ค่อนข้างเนียนมากๆ

 

สรุปจุดเด่น

  • OnePlus 7 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม และหน้าจอใหญ่ 6.67 นิ้ว Fluid AMOLED สีสันสวยงามมากๆ
  • รันระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย OxygenOS มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพียบ
  • ซีพียู Snapdragon 855 และแรมสูงสุดถึง 12GB ใช้งานได้ลื่นไหลดีมากๆ
  • ความจุตัวเครื่องสูงสุด 256GB เพียงต่อการใช้งานแม้จะไม่มีช่องใส่ microSD card
  • กล้องหลัง 3 ตัวแบบ Triple Camera ครบทุกการถ่ายรูปในระยะต่างๆ โดยกล้องหลักมีความละเอียด 48 ล้านพิกเซล f/1.6 SONY IMX586
  • แบตเตอรี่ 4000mAh Warp Charge 30W (5V/6A)
  • สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และปลดล็อคด้วยใบหน้าได้รวดเร็ว

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 mm.
  • ไม่รองรับ microSD card

OnePlus 7 Pro รุ่นแรม 6/128GB ราคา 24,990 บาท, รุ่นแรม 8/256GB ราคา 26,990 บาท และรุ่นแรม 12/256GB ราคา 29,990 บาท มีให้ 2 สีคือ Nebula Blue และ Mirror Gray สามารถหาซื้อได้ที่ AIS Shop 13 สาขาที่ร่วมรายการ และสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่

Android News

พาไปสัมผัส Samsung Galaxy A71 5G สเปคเทพ ใช้งานลื่นๆ บน AIS 5G ในราคาเอื้อมถึง เริ่มเพียง 10,490 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

พาไปสัมผัสประสบการณ์สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นแรก Samsung Galaxy A71 5G ที่รองรับการใช้งาน AIS 5G ได้ในราคาเบาๆ ที่ทุกคนเอื้อมถึงได้ง่ายมากขึ้น เริ่มต้นเพียง 10,490 บาท (ปกติ 19,990 บาท)

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G 01

Samsung Galaxy A71 5G สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมสเปคจัดเต็มและได้รับการอัปเกรดมาเพื่อรองรับสายเกมมิ่ง เล่นกันได้ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ได้ประสบการณ์การเล่นเกมอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

และรองรับการใช้งานบนเครือข่าย AIS 5G ซึ่งมีความเร็วดาวน์โหลดระดับ 1Gbps ช่วยให้การดาวน์โหลดไฟล์หรือเกมขนาดใหญ่ๆ ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็ดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อย รวมไปถึงการดูคอนเทนท์วิดีโอ YouTube, Netflix ก็ไม่มีสะดุด

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

ตัวเครื่องมาพร้อมชิปเซ็ต Exyos 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตซีรีส์เรือธงจาก Samsung ที่เน้นการเล่นเกมได้เต็มที่ จากการทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile ต้องบอกว่ามันส์สุดๆ ไปเลย ภาพบนหน้าจอไหลลื่นสบายตา เห็นสภาพแวดล้อมในเกมได้แบบเต็มตาด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ Infinity-O และที่สำคัญเกมคือความหน่วงต่ำของเครือข่าย AIS 5G ทำให้การตอบสนองทำได้อย่างรวดเร็ว โอกาสชนะก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

นอกจากสเปคที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมแล้ว ซอฟต์แวร์ Game Plugin ยังเป็นตัวช่วยที่เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้ทำได้เต็มที่มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอัตราเฟรมเรต (FPS) ให้ภาพไหลลื่น ไม่มีสะดุด และจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการเล่นเกมตลอดการเล่น ทำให้เล่นได้สนุก ไม่มีหัวร้อนกันอย่างแน่นอน

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

สำหรับสาย Entertain ก็ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เพลิดเพลินได้ไม่มีสะดุด ด้วยหน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาดกว้าง 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ สีสันสดใส เห็นภาพ ดูคอนเทนท์ต่างๆ ได้เต็มตา และไม่มีรอยบากรบกวนสายตาด้วยหน้าจอแบบ Infinity-O

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

อีกจุดเด่นที่พลาดไม่ได้ใน Samsung Galaxy A71 5G ก็คือเรื่องกล้องถ่ายรูป โดยด้านหลังมีให้ 4 กล้อง ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ถ่ายสวยในทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะเป็นที่แสงน้อยก็ได้ภาพที่สวยคมชัด

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

หรือจะเป็นการถ่ายมุมกว้างด้วยกล้อง Ultra-Wide เก็บองค์ประกอบรอบๆ ได้ครบ เพราะตัวกล้องเห็นได้กว้างถึง 123 องศาเลยทีเดียว อยู่ใกล้ๆ ก็เก็บได้ครบ ไม่ต้องถอยห่างเพื่อถ่ายรูปอีกต่อไปแล้ว

 

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G

สายเซลฟี่ก็ถ่ายสนุกด้วยกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อม Beauty Mode ปรับความเนียนของใบหน้าให้ออกมาสวยได้ทันที พร้อมแชร์ลงโซเชียลได้เลย ไม่ต้องแต่งผ่านแอปพลิเคชั่นอื่นให้ยุ่งยาก

 

Samsung Galaxy A71 5G สมาร์ทโฟน Exclusive only at AIS เมื่อสุดยอดสมาร์ทโฟนสเปคเทพ มาเจอกับเครือข่าย AIS 5G ที่ดีที่สุดแล้ว ต้องบอกเลยว่าจะพบกับความสนุกกว่า แรงกว่า ท้าทายทุกข้อจำกัด อย่างแน่นอน และตอนนี้ก็มีโปรโมชั่นลดค่าเครื่องในราคาเริ่มต้นเพียง 10,490 บาท ดูเงื่อนไขและรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.co.th/samsungaseries/

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G จัดเต็มด้วยขุมพลัง Snapdragon 765G 5G ใช้งานเครือข่าย 5G ได้เร็วแรง พร้อมหน้าจอสุดลื่น Ultra Smooth 120Hz และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge

 

สรุปสเปค realme X50 5G

  • ขนาดตัวเครื่อง : 163.8 × 75.8 × 8.9 มม.
  • น้ำหนัก : 202 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Ultra Smooth 120Hz ชนิด IPS LCD ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9, Refresh Rate 120Hz, อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90.4% และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 765 5G Octa Core ความเร็ว 2.4GHz
  • GPU : Adreno 620
  • RAM : 8GB LPDDR4x
  • ROM : 128GB (UFS 2.1)
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 119 องศา รูรับแสง f/2.3
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 ซม.
    • เลนส์ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า 2 เลนส์ Dual In-display Selfie แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, NFC, พอร์ต USB Type-C และรองรับเครือข่าย 5G
  • แบตเตอรี่ความจุ 4200mAh รองรับ 30W Dart Charge

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องมาในสีเหลืองตามสไตล์ของ realme พร้อมมีชื่อรุ่น realme X50 5G ที่หน้ากล่อง ขณะที่ด้านหลังจะบอกจุดเด่นของ realme X50 5G แบบชัดเจน

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง realme X50 5G พร้อมฟิล์มกันรอยที่ติดมาให้เรียบร้อย
  • อะแดปเตอร์ 30W Dart Charge
  • สาย USB Type-C
  • เคสใสซิลิโคน
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

 

realme X50 5G โดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ที่เน้นเรื่องความธรรมชาติในสีสันตัวเครื่องอย่างมาก ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีเขียว Jungle Green เปรียบเสมือนสีของป่าเขียวชอุ่มที่เล่นลวดลายเป็นเส้นสวยโค้งอย่างงาม และเมื่อยิ่งสะท้อนแสงมุมต่างๆ ก็ให้ความสวยงามในหลากหลายแบบเช่นกัน ขณะที่อีกสีจะเป็น Ice Silver ที่ให้ความเยือกเย็นแบบธารน้ำแข็งขั้วโลก

 

ในเรื่องการจับถือก็ไม่ลื่นมือเพราะได้ใช้เทคโนโลยี Optical Plating แบบใหม่ ใครที่ลองสัมผัสจะรู้สึกเลยว่ามีความนุ่มในตัวผิวสัมผัส ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะลื่นหล่นได้ง่ายๆ ครับ

 

หน้าจอ realme X50 5G จัดมาให้แบบลื่นๆ แบบ Ultra Smooth 120Hz ช่วยให้การสัมผัสระหว่างการใช้งานเป็นไปได้ไหลลื่นมากๆ ที่สำคัญยังช่วยในเรื่องการกดที่แทบจะเรียลไทม์ ไม่ดีเลย์

 

นอกเหนือจากความลื่นแบบ Refresh Rate 120Hz หน้าจอแสดงผลรุ่นนี้ ยังมีขนาดขนาดใหญ่ถึง 6.57 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9 ใครที่ชอบเล่นเกมหรือชม Netflix ก็ทำได้เต็มตา เห็นได้กว้างกว่าคนอื่นแน่นอน

 

ที่บริเวณรอบเครื่อง เริ่มที่เหนือหน้าจอ realme X50 5G จะมีกล้องหน้าฝังในหน้าจอ Dual In-Display Selfie มุมซ้ายบน และลำโพงสนทนาที่อยู่ตรงกลาง

 

ฝั่งซ้ายตัวเครื่องจะเป็นปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ส่วนทางขวามีปุ่ม Power ที่เป็นระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือในปุ่มเดียวครับ

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีตั้งแต่ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่องแบบพลิกหน้า-หลัง, ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

ขณะที่ด้านบนมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2

 

และด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์จัดเรียงเป็นแนวตั้งพร้อม พร้อมไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme X50 5G แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย UI ของตัวเองอย่าง realme UI 1.0 ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชั่นลดลงถึง 14% รวมถึงลดการใช้งาน RAM ถึง 20% และอายุการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 40% (*ในภาพเป็น RAM 6GB เพราะเป็นเครื่องทดสอบ เครื่องขายจริงจะมี RAM 8GB*)

 

หน้าตา UI : realme UI 1.0

 

รองรับ 5G ตั้งแต่แกะกล่องไม่ต้องรออัปเดท

realme X50 5G แกะกล่องมาก็สามารถใช้งานเครือข่าย 5G ในไทยได้ทั้งหมดทันทีครับ โดยไม่จำเป็นต้องอัปเดท ที่สำคัญยังมีฟีเจอร์ Smart 5G สับเปลี่ยนการใช้งานเครือข่าย 4G และ 5G แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ประหยัดแบตเตอรี่ลงได้ด้วย

สำหรับคลื่น 5G ที่รองรับมีทั้งหมด 12 คลื่นทั่วโลก ได้แก่ n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78

 

ปรับแต่งไอคอนตามสไตล์ realme UI

ด้วยความที่เป็น realme UI เราสามารถปรับแต่งลักษณะของไอคอนได้ตามใจชอบครับ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะวัสดุ, กรวดหิน หรือการปรับเองได้ตามใจชอบ

 

โหมดกลางคืน

realme UI มาพร้อมกับโหมดกลางคืนที่เปลี่ยนธีมของเครื่องให้มืดเพื่อให้เราใช้งานตอนกลางคืนได้สบายตากว่าเดิม

 

ระบบความปลอดภัยขั้นสูง

realme X50 5G มาพร้อมกับระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้าวตัวเครื่อง ที่ต้องบอกว่าสะดวกมากๆ เพียงแค่หยิบขึ้นมาจับเครื่องในท่าทางปกติก็ปลดล็อกให้ทันทีครับ อย่างเราลงทะเบียนนิ้วกลางมือซ้ายหรือนิ้วโป้งมือขวาครับ

 

ที่สำคัญก็ยังมีเทคโนโลยีสแกนใบหน้าที่ลงทะเบียนได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการใช้งานก็ทำได้ไม่แพ้กันครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ใครที่เป็นสายเกมต้องบอกว่า realme X50 5G นั้นคุ้มค่าจริงๆ ครับ เพราะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดการใช้พลังงานลงถึง 35% แถมด้วย GPU อย่าง Adreno 620 ช่วยให้เล่นเกมได้ไหลลื่นแน่นอน

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 318,540

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 598 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,937

 

ฟีเจอร์การเล่นเกม

realme X50 5G มีฟีเจอร์ Game Space เช่นเคยครับ เป็นการรวมเกมทั้งหมดที่เราดาวน์โหลดไว้ในที่เดียว ซึ่งยังมีโหมดแข่งขันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกม และปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ

 

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

มากันที่เกมสุดฮิตอย่าง ROV นั้นสามารถเปิดการแสดงผลที่ระดับสูง ขณะที่ภาพ HD และเฟรมเรทสูงจะเปิดได้แบบสูงสุดครับ โดยทดสอบการเล่นในโหมด 5 VS 5 สามารถเล่นได้นิ่งๆ เฟรมเรทไม่มีดรอปตั้งแต่เริ่มเกม ช่วงที่บวกใส่สกิลกันเยอะ หรือช่วงท้ายเกมก็ไม่มีอาการสะดุดให้เห็นครับ

 

Call of Duty: Mobile

มาต่อที่เกม Call of Duty: Mobile สามารถเล่นเกมนี้ได้แบบกราฟิกระดับสูงแบบ Very High ทั้งหมดครับ แล้วเล่นในโหมด 100 คน Battle Royale ได้แบบสบายๆ ครับ เรื่องการสัมผัสก็ทำได้ลื่นมากๆ ด้วยหน้าจอแบบ 120Hz แล้วเรื่องการกดยิงก็แทบไม่มีอาการดีเลยืให้เห็นครับ

 

PUBG Mobile

และอีกแนว FPS ที่สายเกมไม่ควรพลาดอย่าง PUBG Mobile ก็สามารถเปิดได้ในระดับ HD และเฟรมเรทระดับสูง โดยการเล่นต่างๆ ก็แทบไม่ต่างจาก Call of Duty: Mobile ที่เล่นได้แบบไหลลื่น

 

แบตอึดพร้อมชาร์จไวด้วย 30W Dart Charge

สำหรับแบตเตอรี่ของ realme X50 5G มีให้ถึง 4200mAh ทำให้ใช้งานทั่วไปหรือถ่ายภาพได้ตลอดวันแน่นอนครับ ส่วนใครที่เล่นเกมก็อาจเล่นได้ประมาณครึ่งวันครับ ทั้งนี้ หากแบตใกล้หมดก็ยังมีเทคโนโลยี 30W Dart Charge ที่ชาร์จได้ถึง 60% -70%ใน 30 นาที ขณะที่เต็ม 100% ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครับ

 

กล้องถ่ายรูป

realme X50 5G จัดเต็มเรื่องกล้องมาให้แบบเต็มๆ เช่นกัน แบ่งเป็นกล้องหลัง 4 เลนส์ และกล้องหน้าอีก 2 เลนส์ทำให้ถ่ายภาพความละเอียดสูงและในแบบ Portrait นั้นทำได้ดีมากๆ

คมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

realme X50 5G จัดเลนส์หลักคมชัดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้มีพิกเซลที่เยอะ ช่วยให้เราใช้งานภาพในโหมดนี้ได้หลายงาน เช่น การปริ้นท์รูปภาพเป็นภาพใหญ่ๆ เป็นต้น


ภาพถ่ายโหมดคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล / ครอป


ภาพถ่ายโหมดคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล / ครอป

 

ถ่ายคลิกเดียวก็สวยงามด้วย AI

แม้ว่าใครที่จะไม่ได้ใช้งาน 48 ล้านพิกเซลใน realme X50 5G เพียงแค่เราใช้งานโหมดปกติ AI ก็จะตรวจจับวัตถุและแยกแยะให้มีสีสันเหมาะสมในแต่ละอย่างครับ ที่สำคัญเรื่องของแสงและเงาก็ทำได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

Ultra Wide Angle มุมกว้าง 119 องศา

เลนส์ Ultra Wide Angle มีมุมกว้างถึง 119 องศา ทำให้เราได้ภาพที่เก็บได้ครบทั้งฉากหลัง โดยที่ไม่ต้องถอยออกไปถ่ายไกลๆ โดยเรื่องของสีสันและแสงต่างๆ ถือว่าสวยงามและคมชัดอย่างมาก


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra Wide Angle

 

Portrait สวยงามเบลอหลังได้เนียนๆ

realme X50 5G จัดเต็มในเรื่องการถ่าย Portrait ที่ถ่ายได้สวยงามไม่ต่างจากเรือธงรุ่นอื่นๆ ภาพที่ได้มีความเนียนตา เบลอหลังตัดขอบได้เนียน พร้อมใบหน้าของบุคคลจะมีความบิวตี้ที่ปรับให้แบบอัตโนมัติด้วย ซึ่งโหมดนี้ใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังที่ความสามารถแทบไม่ต่างกันเลยด้วย

กล้องหลัง

 

กล้องหน้า

 

ถ่ายกลางคืนคมชัดด้วยฟีเจอร์ Nightscape 3.0

เรื่องการถ่ายภาพกลางคืนต้องบอกว่า realme X50 5G ทำออกมาได้ดีสุดๆ ในตอนกลางคืนที่มีแสงรอบข้างเยอะๆ จะมีความสดใสในภาพมาก ทำให้ดูสว่างและมีความคมชัด ภาพดูไม่ฟุ้ง ที่สำคัญระบบจะประมวลผลไม่นานเพียง 4-5 วินาทีเท่านั้น แถมใช้งานได้ทั้งเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle ด้วย


โหมดปกติ / โหมด Nightscape 3.0

 

สีสันจัดเต็มยิ่งขึ้นด้วยโหมด Chroma Boost

สำหรับการถ่ายด้วยโหมดปกตินั้นจริงๆ ถือว่าสีสันออกมาสวยงามแล้ว แต่ realme X50 5G ก็มีโหมด Chroma Boost เพิ่มสีสันให้จัดขึ้นไปอีกขั้นครับ ซึ่งเราจะได้สีสันที่มีเฉดสีเข้มขึ้น พร้อมได้แสงและเงาที่มีมิติกว่าเดิมด้วย


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost / เปิด Chroma Boost

 

เจาะวัตถุได้ไกลถึง 4 ซม. ด้วยเลนส์ Macro

ใครที่ชอบเห็นวัตถุใกล้ๆ ต้องบอกว่าเลนส์ Macro ใน realme X50 5G นั้นทำออกมาได้ดีเกินคาด ให้เราเห็นสิ่งเล็กๆ ได้ ขนาดที่ดวงตาเราไม่โฟกัสแล้ว ซึ่งสีสันของวัตถุที่ถ่ายอาจจะดรอปจากเลนส์หลักบ้าง แต่ความสวยงามยังคงมีอยู่ครบแน่นอน

 

ถ่ายกล้องหน้าสวยงาม AI Beauty

realme X50 5G มีกล้องหน้าเลนส์หลักความละเอียดสูง 16 ล้านพิกเซล ซึ่งด้วยความที่มี AI ทำให้ระบบตรวจจับเพศ สีผิว และใบหน้าทุกรูปแบบ ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคลลครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G 5G ใช้งานได้แบบไหลลื่นทั้งเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป ไม่มีสะดุด
  • หน้าจอแสดงผล Ultra Smooth 120Hz ขนาด 6.57 นิ้ว ใช้งานได้ลื่นมือและจอใหญ่เต็มตา
  • มีแบตเตอรี่ถึง 4200mAh พร้อมชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ไม่ถึงชั่วโมงก็เต็ม
  • กล้องหลังจัดเต็ม 4 เลนส์ ฟีเจอร์ครบครัน
  • กล้องหน้าคู่สวยงาม ถ่าย Portrait ได้เนียนตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่ป้องกันน้ำ

realme X50 5G สนนราคาอยู่ที่ 12,990 บาท เริ่มโดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ พร้อมรับฟรี! VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี และเครื่องทำความชื้น มูลค่ารวมกว่า 5,999 บาท

อ่านต่อ...

Featured

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนที่จะมาปลดล็อกตัวตนที่ดีที่สุดของคุณด้วยการถ่ายภาพที่มีฟีเจอร์ครบครันทั้งการเซลฟี่และกล้องหลัง 4 เลนส์สุดอัจฉริยะ ทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่ใน ColorOS 7.2 ให้ผู้ใช้งานได้ตื่นตาตื่นใจกันอีกด้วย

 

สรุปสเปค OPPO Reno4

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.3 x 73.9 x 7.7 มม.
  • น้ำหนัก : 165 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Dual Punch-hole Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz
  • GPU : Adreno 618
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
    • เลนส์ Macro ระบบโฟกัส 4 ซม. ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ Sony IMX616
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4015 mAh รองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ลวดลายของ OPPO Reno4 ถือว่าทำออกมาได้สวยงามแปลกตาครับ ที่นอกจากจะมีสีเขียวตามแบรนด์ของ OPPO เองแล้ว การเล่นลวดลายบนกล่องยังเขียนคำว่า “RENO” ได้อย่างมีเอกลักษณ์เลยทีเดียว

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno4
  • อะแดปเตอร์ 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • หูฟัง
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์ของ OPPO Reno4 เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงอย่างแรกเลยก็ว่าได้ โดยที่วัสดุที่ใช้จะไม่มีความลื่นมือ จับถือได้พอดี ใช้งานในมือเดียวได้ค่อนข้างสะดวก ที่สำคัญลวดลายตัวเครื่องมาแบบ OPPO Monogram พร้อมสีดำ Space Black เมื่อสะท้อนกับแสง ช่วงล่างตัวเครื่องจะมีตัวอักษร “OP” ระยิบระยับบ่งบอกถึงแบรนด์ OPPO ได้อย่างสวยงามสุดๆ ครับ

 

น้ำหนักของ OPPO Reno4 ถือว่ามีน้ำหนักที่เบาเพียง 165 กรัม และบางสุดๆ ที่ 7.7 มม. สะดวกทั้งการใช้งานทั่วไปและเล่นเกมครับ

 

หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno4 มาแบบ Dual Punch-hole Display ชนิด AMOLED ที่ฝังกล้องหน้า 1 เลนส์ลงในหน้าจอบริเวณมุมซ้ายบน (อีกเลนส์เป็น AI-enhanced Smart Sensor) ทำให้มีขนาดอยู่ที่ 6.4 นิ้ว พร้อมพื้นที่การแสดงผลถึง 90.7% ทำให้ใช้งานได้เต็มตา ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือภาพยนตร์ใน Netflix และอื่นๆ

 

เรื่องความสดใสของหน้าจอต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีมาก ด้วยความที่เป็นชนิด AMOLED มี Color gamut 96% NTSC และมีความสว่างจอสูงสุดที่ 409 PPI

 

มาดูรอบเครื่องกันต่อครับ ที่เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงสำหรับสนทนาตรงกลาง โดยมีกล้องหน้า Dual Punch Hole Display ที่มุมซ้ายบน

 

ทางซ้ายตัวเครื่องมีทั้งช่องใส่ซิมการ์ด NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อมด้วย MicroSD Card อีก 1 ช่อง ถัดลงมาข้างล่างจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

 

ด้านขวามีเพียงปุ่ม Power

 

ส่วนด้านบนตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ด้านล่างมีทั้งช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ที่ 3 เลนส์ฝั่งซ้ายมีขนาดเท่ากัน ส่วนอีกเลนส์จะมีขนาดเล็กด้านบน และด้านล่างมีไฟแฟลช LED ครับ

 

กล้องถ่ายรูป

มาถึงเรื่องที่ชูโรงที่สุดของ OPPO Reno4 ตามคอนเซ็ปต์ “Clearly the best you” ที่ถือว่าจัดเต็มในเรื่องฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาให้เพียบ! โดยกล้องแต่ละเลนส์มีดังตามด้านล่างนี้เลยครับ

กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ Sony IMX616

 

AI Color Portrait เปลี่ยนฉากหลังเป็นขาวดำ

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้กับฟิลเตอร์ที่อยู่ในโหมดภาพถ่ายบุคคลอย่าง AI Color Portrait จะเป็นการไฮไลท์บุคคลให้ยังคงเป็นสีสันอยู่ แต่ฉากหลังจะเปลี่ยนเป็นขาว-ดำทั้งหมด ซึ่งในจุดนี้ต้องชมระบบ AI และเลนส์ Mono ที่ตรวจจับคนได้ดีและรวดเร็วครับ แม้ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือรองเท้าก็ยังไม่ถูกเบลอเป็นขาว-ดำออกไป

 

ถ่ายกลางคืนพร้อมโบเก้สวยๆ ด้วย Night Flare Portrait

นอกจากที่จะมีฟิลเตอร์ AI Color Portrait แล้ว ในตอนถ่ายภาพบุคคลตอนกลางคืนก็ถือว่าสวยงามเพราะจะมีฟิลเตอร์Night Flare Portrait เบลอฉากหลังพร้อมให้เอฟเฟ็กต์ของแสงดูเป็นประกายมากขึ้นด้วย

 

เซลฟี่ที่มืดก็ไม่ต้องกลัวเพราะมี Ultra Night Selfie Mode

ใครที่อยู่ในที่แสงน้อยๆ หรือในตอนกลางคืนก็ไม่ต้องกลัวว่าใบหน้าเราจะเบลอไปกับการเซลฟี่ครับ เพราะ OPPO Reno4 ก็มีเซลฟี่โหมดกลางคืน ให้ใบหน้าเราสว่างขึ้นอย่างชัดเจนและไม่เบลอด้วย


โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

โหมดปกติ / Ultra Night Selfie Mode

 

คมชัดสูงสุด Ultra Clear 108MP Image

แม้ว่ากล้องหลังของ OPPO Reno4 จะมีเลนส์หลักความละเอียดสูงสุดที่ 48 ล้านพิกเซล แต่ด้วยอัลกอริทึมและ AI ได้เข้ามาช่วยในเรื่องการเก็บความละเอียดของภาพให้ดียิ่งขึ้นทำให้คมชัดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล โดยเมื่อซูมเข้าไป เราจะเห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ยังคงเก็บได้ชัดเจนมากๆ


โหมดปกติ / โหมด Ultra Clear 108 ล้านพิกเซล

 

AI อัจฉริยะ แค่กดถ่ายก็ได้ภาพสวยงาม

ในเรื่องกล้องของ OPPO Reno4 ต้องบอกเลยว่าแค่ยกขึ้นมาถ่ายก็ได้ภาพที่สวยแล้วครับ โดยเฉพาะเมื่อมี AI เข้ามาเรียนรู้ว่าวัตถุที่เราโฟกัสนั้นคืออะไร ก็ทำให้ AI ช่วยปรับแสงและสีให้เหมาะสมกับแต่ละสิ่ง รวมถึงการถ่ายภาพคนก็ทำได้สวยงามครับ

 

Ultra-Wide Angle มุมกว้างขั้นสุด เก็บได้ครบทุกมุม

เลนส์ Ultra-Wide Angle ของ OPPO Reno4 ถือว่าให้มุมมกว้างมากๆ ทำให้เราเก็บภาพได้ครบองค์ประกอบ ทั้งบรรยากาศด้านหลัง รวมถึงท้องฟ้าที่ให้ความสวยงามมากขึ้น ไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ ส่วนเรื่องความสดใสและสีสันของภาพต้องบอกว่าแทบไม่ต่างจากเลนส์หลักครับ


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle


เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

 

Portrait โดดเด่น ฟีเจอร์ก็จัดเต็ม

ความสุดยอดของกล้อง OPPO Reno4 ในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลหรือ Portrait เรียกได้ว่าจัดเต็มจริงๆ มีการตรวจจับฉากหลังพร้อมกับการเบลอได้รวดเร็วและแม่นยำครับ การตัดขอบตัวบุคคลทำได้ยอดเยี่ยม ที่สำคัญใบหน้าของเราก็ยังสว่างแม้ว่าจะอยู่ในที่แสงน้อยหรือสภาพย้อนแสง

 

Ultra Dark Mode ถ่ายกลางคืนก็สว่างแม้แสงน้อยสุด

ในโหมด Ultra Dark Mode ของรุ่นนี้ก็ยังคงให้ภาพที่มีความสว่างมากขึ้นในสภาพแสงน้อย ถ้าถ่ายบรรยากาศในตอนกลางคืนตามสถานที่ต่างๆ ต้องชอบแน่นอนครับ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในห้องนอนมืดๆ เราก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างโหมดปกติและ Ultra Dark Mode แน่นอน

 

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

มีให้ครบครันสำหรับฟีเจอร์กล้องหลังที่มีโหมด Macro ให้เราถ่ายภาพในระยะใกล้ได้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร ภาพที่ถ่ายออกมายังคงมีสีสันที่สวยงาม พร้อมแสงและเงาคมชัด

 

กล้องหน้าความละเอียดสูง

จบกล้องหลังไป กล้องหน้าของ OPPO Reno4 ก็จัดเต็มเช่นกันครับ โดยมีความละเอียดสูง ให้เราได้เซลฟี่ตัวเองได้คมชัด พร้อมกับฟีเจอร์ AI Beauty มาให้เพิ่มความเนียนอีกด้วย ใครที่ไปเที่ยวแล้วต้องการเซลฟี่ให้เห็นบรรยากาศด้านหลังก็ทำได้แบบสบายๆ

 

กล้องหน้า ถ่าย Portrait ก็สวย

กล้องหลังมี Portrait ไปแล้ว การเซลฟี่ก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ ฉากหลังของเราจะเบลอ ทำให้เราดูโดดเด่นมากขึ้นและมีมิติกว่าเดิม

 

การถ่ายวิดีโอ

สุดท้ายนี้ก็ยังมีโหมด Monochrome Video ที่จะเป็นการจำแนกสีต่างๆ ให้เป็นขาว-ดำ และจะแสดงสีที่เราเลือกเท่านั้น ได้แก่ แดง, เขียว, ฟ้า หรือการคงสภาพสีของรูปถ่ายบุคคล

 

นอกจากนี้ในเรื่องการถ่ายวิดีโอก็ยังรองรับการถ่าย AI Slow-motion ที่ทำได้สูงสุดถึง 960fps ในความละเอียด 720p รวมถึงความละเอียดอื่นๆ ได้แก่ 480fps@1080P, 240fps@720P และ 120fps@1080P รวมไปถึงการถ่ายSlow-motion ที่กล้องหน้า 240fps@720P และ 120fps@ 1080P

View this post on Instagram

ถ่าย Slow-Motion ด้วย OPPO Reno4

A post shared by iphone-droid (@iphone_droid) on

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

OPPO Reno4 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย UI รุ่นล่าสุดของแบรนด์อย่าง ColorOS 7.2 เป็นครั้งแรก ซึ่งการอัปเดทนี้ได้เพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามาเพียบจริงๆ ครับ

 

แสดงผลนาฬิกาพร้อมแจ้งเตือนผ่านฟีเจอร์ Alway-on Display

ด้านความที่เป็นหน้าจอ AMOLED ก็ต้องมาพร้อมฟีเจอร์นี้ครับ ที่เป็นการบอกเวลา, วันที่ พร้อมไอคอนการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชั่นต่างๆ

 

ทั้งนี้ เรายังสามารถปรับสไตล์นาฬิกาได้ทั้งแบบดิจิทัลและแอนะล็อก รวมถึงกำหนดเวลาในการแสดงผลเพื่อไม่ให้แบตเตอรี่ลดเร็วในช่วงกลางคืนครับ

 

เซ็นเซอร์อัจฉริยะ AI-enhanced Smart Sensor เพิ่มความสะดวกแบบไร้สัมผัส

ในยุคนี้เรียกว่าการไร้สัมผัสต่างๆ ถือว่ามีความปลอดภัยจากเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเข้าสู่เรา ทาง OPPO Reno4 ก็เลยเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้เรามาแบบไร้สัมผัสจากเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ฝังอยู่คู่กับกล้องหน้าครับ

  • Smart Spying Prevention : เป็นการป้องกันให้ผู้ที่ชอบแอบดูแจ้งเตือนต่างๆ ของเราไม่เห็นข้อความ จนกว่าเราจะจ้องไปที่หน้าจอ OPPO Reno4 การแสดงผลข้อความก็จะเปิดเผยออกมาอัตโนมัติ

 

  • Smart AirControl : ฟีเจอร์นี้เป็นการไร้สัมผัสของจริงครับ โดยเราสามารถใช้ฝ่ามือควบคุมการเลื่อนหน้าจอแอปพลิเคชั่นโซเชียลต่างๆ รวมถึงการรับสายได้โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถเข้าไปเปิดฟีเจอร์นี้ได้ที่ การตั้งค่า > ท่าทางการเคลื่อนไหว > ฟังก์ชันการทำงานโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ > เปิด “Air Scroll”

 

  • Smart Rotation : ปกติแล้วเมื่อเราเปิดการหมุนหน้าจออัตโนมัติเอาไว้ เมื่อเราเอนลงนอนหน้าจออาจจะหมุนตามได้ ทำให้อ่านข้อความไม่สะดวก แต่ฟีเจอร์นี้จะช่วยคำนวณว่าควรหมุนหน้าจอหรือไม่ตามลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานครับ ถือว่าสะดวกสุดๆ

 

  • หน้าจอ Smart Always-on : ฟีเจอร์นี้เป็นการป้องกันหน้าจอดับลงไปเอง ขณะที่เรากำลังใช้งานอยู่ครับ

 

ใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นด้วยท่าทางการดึงไอคอนลง

เป็นอีกฟีเจอร์ที่สะดวกสุดๆ ครับ หากใครที่ใช้งานอยู่แล้วเอื้อมนิ้วไปเปิดแอปพลิเคชั่นที่อยู่ไกลไม่ถึง เพียงแค่เราเลื่อนขึ้นที่ขอบซ้าย-ขวาในหน้า Home แอปพลิเคชั่นต่างๆ จะย่อส่วนลงเพื่อให้เรากดได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว

 

ห้องทดลองใหม่ในแอป OPPO Lab

ใน colorOS 7.2 นั้นเป็นครั้งแรกที่มี OPPO Lab เข้ามาครับ โดยหลักๆ จะมี 2 ฟีเจอร์ให้ทดลองใช้งาน ได้แก่ Lab Ringtone ที่เราสามารถปรับแต่งเสียงริงโทนได้แบบไม่ซ้ำใครตามใจชอบครับ เพียงแค่เลื่อนจุดกลมๆ ไปตามลักษณะที่ต้องการได้เลย และ Decision Spinner ที่เป็นวงล้อตัวเลือกแบบสุ่มตามคำถามและคำตอบที่เราตั้งขึ้นมาเองครับ

Lab Ringtone

 

Decision Spinner

 

ถนอมสายตาทั้งตัดแสงสีฟ้าและโหมดกลางคืน

ในเรื่องการถนอมสายตาของหน้าจอ OPPO Reno4 จะมีทั้งแบบการตัดแสงสีฟ้าที่ทำได้ดีมากๆ ครับ ตัดออกไปได้เยอะพอสมควร

 

ขณะที่โหมดกลางคืนสามารถกำหนดเวลาได้ ที่สำคัญเราสามารถบังคับให้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่แม้ว่าจะยังไม่รองรับโหมดกลางคืนใช้ได้ด้วยครับ แต่ก็อาจจะมีการแสดงผลตัวอักษรเพี้ยนๆ อยู่บ้าง

 

ระบบความปลอดภัย

OPPO Reno4 มีระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ทั้งการสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่มีความรวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ และจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการสแกนใบหน้าที่ทำได้รวดเร็วเช่นกัน

 

 

ผ่อนคลายความเครียดด้วย OPPO Relax

แอปพลิเคชั่น OPPO Relax นั้นมาพร้อมกับ ColorOS 7.2 เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ผ่อนคลายกับเสียงเพลงต่างๆ โดยจะมีทั้งการหายใจที่ให้ทำตามระบบ, เพลงต่างๆ ที่ทำให้เราสบายมากขึ้น รวมถึงเสียงบรรยากาศธรรมชาติที่ให้มาแบบครบครัน ใครที่กำลังเครียดอะไร ก็ลองใช้แอปพลิเคชั่นนี้ในการผ่อนคลายได้เลย

 

โคลนแอปได้ง่ายๆ แบ่ง 2 บัญชี

มีมาให้ทุกรุ่นที่ใช้งาน ColorOS ครับ ด้วยการโคลนแอปพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นบัญชีที่ 2 เช่น Line, IG หรือ Facebook

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

OPPO Reno4 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core ความเร็ว 2.3GHz โดยชิปตัวนี้มีขนาดเล็กเพียง 8 นาโนเมตร ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม และใช้งานได้ไหลลื่น

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 260,051 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 526 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,661

 

ฟีเจอร์และทดสอบด้านการเล่นเกม

สำหรับฟีเจอร์ Game Space มีมาทุกรุ่นใน OPPO ครับ เป็นการช่วยเราปรับโหมดการเล่นในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งโหมดแข่งขัน, สมดุล และกำลังไฟฟ้าต่ำ ทั้งยังปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งการโทรเข้าหรือแอปพลิเคชั่นทุกอย่างได้เช่นกันครับ

 

ทดสอบการเล่นเกม

Call of Duty: Mobile

สำหรับเกม Call of Duty: Mobile สามารถเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้ในระดับ Very High เล่นได้แบบลื่นๆ ทั้งโหมด Frontline และโหมด Battle Royale 100 คน

 

ROV

เกม ROV ยอดฮิตก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะเปิดกราฟิกและเฟรมเรทได้สูงสุดทั้งหมด ยกเว้นการแสดงผลที่เปิดได้สูงสุดที่ระดับ “สูง” และเมื่อทดสอบในโหมด 5 VS 5 ด้วยความที่เป็นชิป Snapdragon 720G ทำให้เฟรมเรทตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกมนั้นไม่ดรอปลงเลย จะอยู่แบบนิ่งๆ ที่ 60-61fps

 

Asphalt 9: Legends

ต่อมาเป็นเกม Asphalt 9: Legends สามารถเปิดกราฟิกระดับสูงได้ด้วย ยิ่งเพิ่มความสวยงามให้ทั้งภาพและเงาของเกมให้สมจริงยิ่งขึ้นครับ แถมเล่นได้ลื่นๆ ไม่มีจังหวะสะดุดด้วย

 

แบตเตอรี่อึดพร้อมชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 

สุดท้ายในเรื่องประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ขึ้นชื่อว่า ก็ต้องจัดเต็มอยู่แล้วครับ โดย OPPO Reno4 มีแบตเตอรี่มาให้ถึง 4015mAh ซึ่งใครที่ใช้งานทั่วไป อย่างเล่นโซเชียลหรือดู YouTube ตามปกติก็สามารถอยู่ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำครับ แต่ถ้าแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็ไม่ต้องรอชาร์จนานเพราะมีเทคโนโลยีชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 โดยเราลองชาร์ตเมื่อแบตเตอรี่เหลือเพียง 10% ขึ้นไปที่ 60% ในเวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น และเต็ม 100% ในเวลาเพียง 60 นาที

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลัง AI ถึง 4 เลนส์ความละเอียดสูง จัดให้ครบทุกฟีเจอร์พร้อมฟิลเตอร์สุดเจ๋งอย่าง AI Color Portrait หรือ Night Flare Portrait
  • กล้องหน้าคมชัด 32 ล้านพิกเซล มาพร้อม AI Beauty ที่ให้ใบหน้าสวยงามตามสไตล์ OPPO
  • หน้าจอสุดคมชัดแบบ AMOLED กว้างถึง 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ทำให้เสพสื่อได้เต็มอรรถรสและได้ภาพที่สวยงาม
  • หน่วยประมวลผลระดับกลางตัวแรง Snapdragon 720G ทำให้ใช้งานทั้งเล่นเกมหรือโซเชียลได้ไหลลื่น
  • แบตเตอรี่ให้มาถึง 4015 mAh ใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน แถมรองรับ 30W VOOC Flash Charge 4.0 ชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมงก็เต็ม 100%

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

OPPO Reno4 เริ่มเปิดพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 สิงหาคม 2563 ในราคาเพียง 11,990 บาทเท่านั้น พร้อมรับของสมนาคุณจาก OPPO อีกเพียบทั้ง OPPO E-VIP CARD ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Reno Backpack สุดเท่ มูลค่ารวม 7,490 บาท

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

พาไปสัมผัส Samsung Galaxy A71 5G สเปคเทพ ใช้งานลื่นๆ บน AIS 5G ในราคาเอื้อมถึง เริ่มเพียง 10,490 บาท

พาไปสัมผัสประสบการณ์...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Toy Story 4 LINE Theme for free Toy Story 4 LINE Theme for free
NAVER LINE3 ชั่วโมง ที่แล้ว

ธีม LINE แจกฟรี “Toy Story 4” ธีมจากแอนิเมชันสุดน่ารัก ลองใช้ฟรีทั้ง iOS และ Android

วันนี้มีธีม LINE มาแ...

Apple News14 ชั่วโมง ที่แล้ว

Apple Arcade เปิดตัวเกมใหม่ Next Stop Nowhere พร้อมอัปเดตใหม่ 4 เกม

เกม: Next Stop Nowhe...

ข่าวประชาสัมพันธ์15 ชั่วโมง ที่แล้ว

น้องอุ่นใจปลื้ม คว้ารางวัลภาพยนตร์โฆษณาบน YouTube ที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุด ประจำปี 2019 ตอกย้ำแบรนด์ที่สื่อสารได้ตรงใจคนไทยทุกเจเนอเรชัน

ภาพยนตร์โฆษณา “อุ่นใ...

ข่าวประชาสัมพันธ์15 ชั่วโมง ที่แล้ว

realme ขยายการเติบโตบุกเข้าสู่ 59 ตลาดทั่วโลก พร้อมจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุมากกว่า 40 ล้านคน

ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎา...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 วัน ที่แล้ว

เปิดตัว OPPO Watch Series ดีไซน์ที่โดดเด่น ขับเคลื่อนด้วย Wear OS by Google ในราคาเริ่มต้นเพียง 5,999 บาท

OPPO ประกาศเปิดตัว O...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง