ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

NOSTRA จับมือ จส.100 พัฒนา “SOS API Premium Service”แพลตฟอร์มเชื่อมต่อศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือ ตลอด 24 ชั่วโมง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

 

NOSTRA ผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัล และโซลูชันด้าน IoT โดย บริษัท โกลบเทค จำกัด ร่วมมือกับ จส.100 ประกาศพร้อมให้บริการ “SOS API Premium Service” แพลตฟอร์มเชื่อมต่อศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันของธุรกิจตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานผ่านเทคโนโลยีของ NOSTRA และทีมเจ้าหน้าที่จาก จส.100 ให้บริการรับเรื่องแจ้งเหตุ และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเขตพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้ความสามารถของแผนที่ NOSTRA ในการระบุพิกัด ดูสถานที่ใกล้เคียง แนะนำเส้นทางที่เร็วที่สุด และนำทางไปให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที พร้อมสามารถนำไปคำนวณเวลาในการให้ความช่วยเหลือผ่านแอปฯ ด้วยระบบเรียลไทม์ทราฟฟิก สามารถติดตั้งได้ในทุกแอปฯ ของทุกธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ บริหารงานความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า  

 

นายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยว่า  NOSTRA ได้ร่วมกับ จส.100 พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมต่อศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือ หรือ SOS API Premium Service ซึ่งจะเป็นศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือทุกประเภท ผ่าน Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเหตุฉุกเฉิน อุบัติเหตุบนท้องถนน คนหาย หรือขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ โดยลูกค้าที่ใช้งานในระบบสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลส่วนตัวเก็บไว้ เช่น ประวัติส่วนตัว การแพ้ยา โรคประจำตัว หรือสิ่งที่ควรระวัง พิกัดที่อยู่ปัจจุบัน หมายเลขติดต่อของญาติ หรือผู้ติดต่อในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งในกรณีที่ผู้แจ้งไม่ได้อยู่บ้าน แต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ประสานความช่วยเหลือกับบุคคลอื่นที่บ้าน เจ้าหน้าที่สามารถทราบพิกัดของผู้แจ้ง หรือที่พักที่ลงทะเบียนไว้ และประสานความช่วยเหลือได้ โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงต่อเจ้าหน้าที่ Call Center ทันทีที่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ โดยมีเทคโนโลยีของ NOSTRA แผนที่อัจฉริยะในการระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานพรีเมี่ยมที่ได้ลงทะเบียนบันทึกข้อมูลพื้นฐานไว้ในระบบ และสถานที่ต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง เพื่อคำนวณระยะเวลาและเส้นทาง พร้อมทั้งนำทางผู้ให้ความช่วยเหลือไปยังจุดหมายโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยภาคธุรกิจในการให้บริการลูกค้าด้านความปลอดภัย จากการเชื่อมต่อเพื่อเรียกใช้บริการนี้บนแอปพลิเคชันเดิมที่มีอยู่แล้วของธุรกิจต่างๆ ผ่าน Application Programming Interface (API) เพื่อให้บริการ SOS Premium Service แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการแอปฯ ด้วยการกดปุ่ม SOS ในแอปฯ เพียงครั้งเดียว ไม่ต้องลงทุนจัดหาทีม Call Center ของตัวเองก็สามารถดูแลลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล ประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้ามีความสำคัญสูงสุด การใช้บริการแพลตฟอร์ม SOS API Premium Service จะเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการดูแลลูกค้า และยังช่วยลดต้นทุนการจ้างทีมงาน Hotline ของธุรกิจได้อีกด้วย กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย โรงพยาบาล ศูนย์บริการด้านสุขภาพ และรถยนต์ ซึ่งการนำไปใช้งานมีความหลากหลาย ตัวอย่าง กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ใช้ในส่วนการจัดการอาคาร สำนักงาน ตลอดจนที่อยู่อาศัย เรื่องของความปลอดภัย ความอุ่นใจของลูกบ้านต้องมาก่อน หากมีความสามารถนี้เพิ่มเข้าไปในแอปฯ ของโครงการฯ จะช่วยสร้างความมั่นใจในการให้ความช่วยเหลือลูกบ้านอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจด้าน

สุขภาพ (Healthcare) ยังสามารถเพิ่มบริการพิเศษเพื่อการดูแลลูกค้าและคนใกล้ชิด ที่มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงและจำเป็นต้องได้รับบริการฉุกเฉินต่างๆ เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้สูงวัย โดยการกด SOS เพียงปุ่มเดียว จะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันที เป็นต้น

ด้านคุณหญิงสุวิมล ผึ่งประเสริฐ กรรมการบริหาร บ.แปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า แพลตฟอร์ม SOS API Premium Service ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยธุรกิจยกระดับการบริหารความปลอดภัยลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เสริมด้วยจุดแข็งของทีมงาน JS100 Call center ที่ทำงานด้านนี้มากว่า 30 ปี ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องและให้ความช่วยเหลือทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ กู้ภัย อบต. ดับเพลิง โรงพยาบาล หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่เป็นจิตอาสาเข้าช่วยเหลือ ทำให้การประสานความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพและเข้าถึงบุคคลที่ต้องการรับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว  อีกทั้ง จส.100 ยังสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นกับผู้ประสบอุบัติเหตุว่าควรทำอย่างไร จากประสบการณ์ที่ได้รับมายาวนาน จึงมั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะถูกส่งต่อได้อย่างทันท่วงที

“โดยจากสถิติในปีที่ผ่านมาสามารถจำแนกประเภทการขอความช่วยเหลือออกเป็น 5 กลุ่ม เรียงลำดับจากสถิติสูงที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 แจ้งอุบัติเหตุนอกเหนือจราจร เช่น ขอรถพยาบาล/กู้ชีพ/กู้ภัย/งูเข้าบ้าน/คนหาย อื่นๆ อันดับ 2 แจ้งอุบัติเหตุ อันดับ 3 แจ้งรถเสีย อันดับ 4 แจ้งเหตุบนท้องถนน และอันดับ 5 แจ้งหาย/แจ้งพบ ทั้งนี้เราพร้อมให้บริการประชาชนตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดในการประสานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เน้นความรวดเร็วภายในไม่เกิน 5 นาทีในการประสานแจ้งขอความช่วยเหลือกับหน่วยงาน  โดยเราสามารถปิดเคสได้ประมาณ 95% ของจำนวนเคสที่แจ้งเข้ามาทั้งหมด” คุณหญิงสุวิมล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับหน่วยงานที่สนใจใช้บริการ SOS API Premium Service สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2266 9940  หรือ  www.nostramap.com/SOSapi

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบคุมเครนยกขนตู้สินค้า ในกิจการท่าเรือพาณิชย์ แหลมฉบัง ปักธงผู้นำ 5G ที่ 1 ตัวจริง รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบคุมเครนยกขนตู้สินค้า ในกิจการท่าเรือพาณิชย์ แหลมฉบัง ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เขตพื้นที่ EECปักธงผู้นำ 5G ที่ 1 ตัวจริง รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

27 กุมภาพันธ์ 2563: เอไอเอส ผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยีของประเทศ ทดสอบการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้ในกิจการท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมเครนยกตู้สินค้าได้จากระยะไกล ผ่านโครงข่าย 5G ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้เป็นรายแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช. โดยจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารจัดการขนส่งสินค้าในท่าเรือพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และเทคโนโลยี 5G นี้
มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในการผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นเกตเวย์ของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางด้าน โลจิสติกส์ สำหรับการค้าการลงทุนของกลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคต
นายฮุย เวง ชอง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถของทุกอุตสาหกรรมไปอีกขั้น จากการทดลองทดสอบ Use Case ทั่วทุกภูมิภาคและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราได้มีองค์ความรู้สำหรับการวางรากฐานโครงสร้างเครือข่ายหลักเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมรถยนต์จากระยะทางไกล (5G Remote Driving) มาประยุกต์ใช้งานในงานภาคการผลิตร่วมกับเอสซีจี โดยการควบคุมรถยกของภายในโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ จากศูนย์ควบคุมระยะไกล
ในครั้งนี้ เอไอเอส ได้นำ 5G มาใช้ทดสอบการควบคุมเครนยกขนตู้สินค้าที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ภายในท่าเทียบเรือ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ได้จากห้องบังคับระยะไกล ผ่านการส่งสัญญาณควบคุมเครนจากห้องควบคุมด้วยระบบโครงข่าย 5G ของเอไอเอส โดยนำคุณสมบัติเด่นของ 5G ในเรื่องความเร็วสูง (Speed) และการตอบสนองที่รวดเร็ว มีความหน่วงต่ำ (Latency) เพื่อใช้รับสัญญาณจากกล้องวงจรปิดที่เครนและส่งสัญญาณควบคุมจากห้องบังคับการกลับไปที่เครนได้ทันที ทำให้โดยภาพรวมแล้วเจ้าหน้าที่ควบคุมเครนจะสามารถสลับเปลี่ยนการควบคุมเครนแต่ละตัวในท่าเทียบเรือได้อย่างอิสระและรวดเร็วมากขึ้น นำไปสู่การบริหารจัดการเครนยกขนตู้สินค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อนึ่ง ท่าเรือแห่งนี้ตั้งอยู่บนโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โครงการนี้ จึงสามารถเป็นต้นแบบให้ภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้เห็นถึงประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอนาคต โดยความร่วมมือนี้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีล้ำหน้าเช่น 5G มาทดสอบใช้งานในกิจการท่าเรือพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีที่สำคัญให้แก่ประเทศไทย ทั้งนี้ เอไอเอส ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อไป”
อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

OnePlus มอบส่วนลดค่าเครื่อง 26% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มี.ค. 63

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ส่งท้ายปลายเดือน OnePlus ขอมอบข้อเสนอสุดเร้าใจ OnePlus Pay Day กับส่วนลดค่าเครื่อง OnePlus 7 Pro สมาร์ตโฟนที่ได้รางวัลการันตีในความยอดเยี่ยมของการใช้งานรอบด้าน โดยเฉพาะสายเอนเตอร์เทนเม้นท์ตัวจริงไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลง กับหน้าจอใหญ่เต็มตา ไม่มีติ่ง รู หรือรอยบากมากวนใจ ให้คุณสนุกกับเกมดังสุดมันส์ได้อย่างจุใจกับชิปเซ็ทประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855  และเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพกับกล้องหลัง 3 เลนส์ คมชัดทุกระยะ พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้สูงสุดถึง 50%

แคมเปญ Pay Day เมื่อสั่งซื้อ OnePlus 7 Pro รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 26% เริ่มต้น 14,999 บาท ผ่านช่องทาง Lazada ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2Sj74tP ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2563

  • OnePlus 7 Pro รุ่น 6+128 GB  จากราคา 18,990 บาท เหลือเพียง 14,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 8+256 GB   จากราคา 19,990 บาท เหลือเพียง 16,999 บาท
  • OnePlus 7 Pro รุ่น 12+256 GB จากราคา 23,990 บาท เหลือเพียง 19,999 บาท

เท่านั้นยังไม่พอยังพบกับส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้ของ OnePlus Official ลดสูงสุด 50%  อาทิเช่น OnePlus 7 Pro Protective Case, OnePlus 6 Silicone Protective Case Red หรือ OnePlus 7T 3D Tempered Glass Screen Protector ผ่านช่องทาง Shopee : OnePlus Official Store ตามลิงก์นี้ >>> http://bit.ly/2T6Ch2P ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2563 นี้เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OnePlus Thailand ได้ที่ Facebook Fanpage ตามลิงก์นี้  https://www.facebook.com/oneplusthailand หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Android News60 นาที ที่แล้ว

ยืนยัน Vivo V19 เตรียมเปิดตัว 10 มีนาคมนี้ที่อินโดนีเซีย พร้อมเผยดีไซน์ทุกส่วน

หลังจากที่มีข่าวลือม...

ข่าวประชาสัมพันธ์3 ชั่วโมง ที่แล้ว

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบคุมเครนยกขนตู้สินค้า ในกิจการท่าเรือพาณิชย์ แหลมฉบัง ปักธงผู้นำ 5G ที่ 1 ตัวจริง รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

AIS โชว์ทดสอบ 5G ควบ...

Get Free BT21 Cuddly Babies LINE Theme Get Free BT21 Cuddly Babies LINE Theme
NAVER LINE4 ชั่วโมง ที่แล้ว

ธีม LINE แจกฟรี “BT21 เบบี๋ผู้น่ารัก” โหลดลองฟรี iOS และ Android ทุกรุ่น 3 วันเท่านั้น!

วันนี้มีธีม LINE มาแ...

Android News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

GSMA ผู้จัดงาน MWC ประกาศ OnePlus 7T Pro คือสมาร์ทโฟนแห่งปี 2019

แม้ว่างาน MWC 2020 จ...

Android News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

สวยงามตามท้องเรื่องเลยจ้า! เผยโฉมเครื่องด้านหลัง realme 6 Pro ใน 3 สี 3 สไตล์

สำหรับ realme 6 และ ...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง