ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

โนเกียจัดทำ Smart City Playbook รวบรวมแนวทางปฏิบัติสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ จาก 22 เมืองทั่วโลก และกรุงเทพฯ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โนเกียเผย ‘The Smart City Playbook’ หรือ คู่มือเมืองอัจฉริยะ ซึ่งเป็นรายงานกลยุทธ์ที่เก็บข้อมูลแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุด (best practices) สำหรับเมืองอัจฉริยะ โดยในรายงานดังกล่าวได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของเมืองต่างๆ ในการทำให้เมืองมีความอัจฉริยะ ความปลอดภัย และความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น รายงานนี้จัดทำในนามของโนเกีย โดยมาคิน่า รีเสิร์ช ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลทางการตลาดชั้นนำเรื่อง อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things:  IoT) ได้ทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์และความก้าวหน้าสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะโดยตรงจากทั้ง 22 เมือง รวมถึง กรุงเทพฯ

Harald Preiss

การศึกษานี้เปิดเผยถึงความแตกต่างอย่างมากของกลยุทธ์ในการก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะของเมืองต่างๆ แต่โดยรวมสรุปได้ 3 แนวทางหลักที่เมืองต่างๆเลือกใช้ แนวทางที่หนึ่ง เปรียบได้กับการทอดสมอ (anchor) โดยเมืองจัดทำแอพพลิเคชั่นหนึ่งตัวเพื่อนำมาจัดการปัญหาอย่างหนึ่งในเมือง เช่นปัญหาการจราจรติดขัด และภายหลังจึงเพิ่มแอพลิเคชั่นอื่นๆ แนวทางที่สอง เป็นการเริ่มต้นด้วยการสร้างแพลทฟอร์มหรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นและบริการอัจฉริยะต่างๆ  และแนวทางสุดท้าย หรือที่มีชื่อว่า เมืองเบต้า (Beta Cities) เป็นวิธีการที่แตกต่างจากวิธีอื่นๆ โดยมีการนำหลายแอพพลิเคชั่นมาทดลองเป็นระบบนำร่อง (Pilot) ก่อนที่จะตัดสินใจนำมาปฏิบัติใช้ในระยะยาว

แม้ว่าการศึกษาจะพบความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างเมืองต่างๆ ที่ใช้แนวทางเดียวกันในการก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ แต่มีแนวทางปฏิบัติบางประการที่เมืองอัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จปฏิบัติคล้ายกัน อันประกอบไปด้วย

  • เมืองที่ประสบผลสำเร็จจะมีกฏระเบียบที่โปร่งใสในการใช้ฐานข้อมูลที่จำเป็นจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปิดเผยสู่สาธารณชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือ มีค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับกับกับค่าบริหารและการจัดการฐานข้อมูลก็ตาม
  • ในหลายเมืองที่อยู่ในขั้นก้าวหน้า ผู้ใช้งานทั้งจากในและนอกภาครัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสาร (ICT) และอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things : IoT) และเมืองเหล่านี้หลีกเลี่ยงการสร้างการแบ่งแยกระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐ
  • รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ส่งเสริมให้ประชากรเข้ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเมืองสู่เมืองอัจริยะมักจะประสบความสำเร็จมากกว่า โดยเฉพาะในส่วนที่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน เช่น ที่จอดรถอัจฉริยะ และ แสงสว่างอัจฉริยะ
  • โครงสร้างพื้นฐานของเมืองอัจฉริยะจะต้องสามารถปรับขนาดได้ เพื่อที่จะสามารถเติบโตและรองรับความต้องการในอนาคต ทั้งยังมีความปลอดภัยสำหรับข้อมูลของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
  • เมืองที่เลือกพันธมิตรเทคโนโลยีที่สามารถเอื้ออำนวยนวัตกรรม และลงทุนในการจำลองประสบการณ์จริง รวมทั้งมีแพลทฟอร์มเทคโนโลยีเปิด ที่ป้องกันการผูกขาด จะมีความได้เปรียบในการพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ

การศึกษานี้ยังได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ ที่เมืองเหล่านี้จัดการกับความท้าทายที่ได้กล่าวถึงบางส่วนข้างต้น

ข้อค้นพบที่สำคัญจากกรุงเทพฯ

1 ) กรุงเทพฯ ใช้แนวทาง ‘beta city’  เพื่อขับเคลื่อนเป็นเมืองอัจฉริยะ

  1. a) กรุงเทพฯ อาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองอัจฉริยะที่รุดหน้าที่สุดในประเทศไทย ถึงรัฐบาลแม้จะประกาศให้ภูเก็ตเป็นเมืองอัจฉริยะนำร่อง จากการนำเทคโนโลยีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเมืองอัจฉริยะมาใช้    ทางกรุงเทพฯเองนั้นได้มีสร้างเป้าหมายในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่ความเป็นอัจฉริยะเหมือนกับเมืองอื่นๆในทวีปเอเชีย
  1. b) กรุงเทพฯ ใช้แนวทาง ‘‘beta city’ ในการขับเคลื่อนโดยมีการการทดลองแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีและโมเดลทางธุรกิจมาปรับใช้เพื่อผลประโยชน์ที่ชัดเจนในระยะสั้นถึงระยะกลาง ถึงแม้ว่าจะมีโครงการนำร่องที่ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องและเห็นผลเร็ว แต่ยังคงมีความท้าทายในการทำงานร่วมกันของโครงการต่างๆเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น
  1. c) บางตัวอย่างของโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ได้แก่:
  • Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะ
  • งานติดตามตรวจสอบสภาพแวดล้อม – ติดตั้งตัวเซนเซอร์ในการติดตามระดับเสียง อากาศ และคุณภาพน้ำเพื่อป้องกันการเกิดมลพิษ
  • กล้องวงจรปิดตรวจตราความเรียบร้อยในพื้นที่สาธารณะ – CCTV
  • ระบบการขนส่งและจราจรอัจฉริยะ – สัญญาณไฟจราจรในแยกใหญ่ๆ เพื่อตรวจสอบการจราจรและนำมาวางแผนเพื่อการพัฒนาปรับปรุงสภาพการจราจร
  1. d) เมืองอื่นๆที่ใช้แนวทาง beta citiy ได้แก่ บริสตอล ฝรั่งเศส เซาเปาโล และเวียนนา

 

2) กรุงเทพฯมีโอกาสที่จะรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในส่วนของแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับความยั่งยืน (sustainability)

  1. a) การดำเนินสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะของกรุงเทพฯ ก้าวหน้าที่สุดในส่วนของความอัจฉริยะ (Smart) “ความปลอดภัย” (safe) และมีความท้าทายในส่วนของความยั่งยืน กรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะพัฒนาพอร์ทัลเพื่อปรับปรุงสภาพการจราจรและมลพิษทางอากาศ
  1. b) กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่ในเอเชีย จึงเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ความแห้งแล้ง ความปลอดภัยของอาหาร และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยในปัจจุบันกรุงเทพฯ ได้มีหลายวิธีในการบรรเทาผลกระทบและแผนการป้องกันต่างๆที่เตรียมไว้รองรับหรือกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการ

มีการคาดการณ์ไว้ว่า 66% ของประชากรในโลกจะอยู่ในหัวเมืองหลักภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งทำให้รัฐบาลและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆจำเป็นต้องวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเติบโตของประชากร ระบบสารสนเทศและการสื่อสารที่ชาญฉลาดและแพลตฟอร์ม IoT จึงมีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของเมืองอัจฉริยะ การศึกษาฉบับนี้สรุปได้ว่าเมืองต่างๆ ได้มีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและโครงสร้างพื้นฐาน การนำข้อมูลมาประกอบในการตัดสินใจได้ดีขึ้น การเพิ่มช่องทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อกันในสังคมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในชุมชนและยกระดับมาตรฐานของสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็พัฒนาปรับปรุงการบริการสาธารณะต่างๆ

ฮาราลด์ ไพรซ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอเชียเหนือ บริษัทโนเกีย กล่าวว่า “กระบวนการในการสร้างเมืองอัจฉริยะนั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และมีการนำเสนอกลยุทธ์ที่แตกต่างกันจำนวนมากจนทำให้การเลือกแนวทางที่เหมาะสมในการสร้างเมืองอัจฉริยะกลายเป็นความท้าทายอย่างมหาศาล เป้าหมายของเราในการจัดทำรายงานฉบับนี้โดย มาคิน่า รีเสิร์ช คือการสร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นกลยุทธ์ที่ให้ผลลัพธ์สำหรับเมืองทั้งหลายอย่างชัดเจน ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ โนเกียมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับตลาด และชึ้ให้เห็นถึงสิ่งหรือหัวข้อที่มีความสำคัญ ในประเทศไทยเรามุ่งหวังที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้วิสัยทัศน์เมืองอัจฉริยะเป็นจริง และประชากรสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างสรรค์ชีวิตที่สมบูรณ์”

เจเรมี่ กรีน นักวิเคราะห์หลักจากมาคิน่า รีเสิร์ช และผู้เขียน The Smart City Playbook กล่าวว่า “ไม่มีใครที่กล่าวไว้ว่าการเป็นเมืองอัจฉริยะนั้นเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากมีทางเลือกที่ต้องตัดสินใจมากมายอีกทั้งเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนในหลากหลายระดับ อีกทั้งการกำหนดมาตรฐานที่ยังไม่เสร็จสิ้น  ทำให้ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินการสู่การเป็นเมืองอัฉริยะ ถึงกระนั้นก็ยังมีหนทาง เพียงแต่เปิดกว้างและเรียนรู้จากผู้อื่น เช่น เมืองที่ประสบปัญหาใกล้เคียงกันถึงแม้จะต่างบริบท ซัพพลายเออร์ที่มีประสบการณ์จากอุตสาหกรรมอื่น สตาร์ทอัพ ผู้อาจสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดคือผู้อาศัยในเมืองซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ที่แท้จริงในการก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ”

*หมายเหตุ: เมืองต่างๆ ที่แสดงในการศึกษา ได้แก่ โอ๊คแลนด์ กรุงเทพ บาเซโลน่า เบอร์ลิน โบโกตา บริสตอล เคปทาวน์ คลีฟแลนด์ เดลฮี ดูไบ เจดดาห์ เม็กซิโกซิตี้ นิวยอร์กซิตี้ ปารีส ปูเน่ ซานฟานซิสโก เซาเปาลู เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ โตเกียว เวียนนา และอู๋ซี

สำหรับผลการศึกษาของแต่ละเมือง แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเมืองอัจฉริยะ รวมถึงข้อเสนอะแนะ สามารถเข้าชม Machina Research Smart City Playbookฉบับสมบูรณ์ได้ที่ nokia.ly/smartcityplaybook

ข่าวประชาสัมพันธ์

มอบสุขภาพที่ดีเป็นของขวัญวันแม่….True Catalog จัดให้ รวมทีเด็ด แกดเจ็ตเพื่อสุขภาพ ระดับพรีเมียม ราคาดีที่สุดเพื่อคุณแม่ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ใกล้วันแม่เข้ามาอีกแล้ว หลายคนคงกำลังหาของขวัญให้กับคุณแม่กันอยู่แน่ๆเลย วันนี้ True Catalog ถือโอกาสร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันแม่ ด้วยการเลือกสรรแกดเจ็ตคุณภาพเยี่ยมเพื่อมอบเป็นของขวัญอันทรงคุณค่าให้กับคนที่คุณรัก ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษกับแกดเจ็ตเพื่อสุขภาพระดับพรีเมียมจากแบรนด์ CMate

ที่คอยวัดผลและประเมินสุขภาพของคุณแม่ของเราแบบเรียลไทม์ เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือของขวัญที่ดีที่สุด ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง รับรองโดนใจคุณแม่แน่นอน

  • เครื่องวัดสุขภาพหัวใจส่วนบุคคล Portable ECG ทำหน้าที่ประมวลผลส่งข้อมูลมายังแอปในมือถือ เพื่อที่จะให้ทราบถึงสถานะสุขภาพของหัวใจได้ทันที แสดงความดันโลหิต ระดับความเครียดและอ่อนล้าของร่างกาย จังหวะการเต้นของหัวใจ มีความแม่นยำสูง วิเคราะห์ผลในรูปแบบ pdf/jpg. ที่สามารถส่งต่อให้แพทย์ได้อย่างสะดวก ในราคาเพียง 8,990 บาท (จากปกติ 11,900 บาท)
  • เครื่องวัดความดันโลหิต แบบข้อมือ ที่วัดความดันอัตโนมัติ ปรับแรงบีบลมตามความเหมาะสมของการตรวจจับแรงดันและชีพจรของบุคคลนั้นๆ หน้าจอและตัวเลขขนาดใหญ่ง่ายต่อการมองเห็น ระบบจับความเคลื่อนไหว เมื่อเครื่องพบว่าผู้ใช้มีการเคลื่อนไหว จะขึ้นแจ้งเตือน ให้ทำการวัดใหม่ มาพร้อมกล่องเก็บสำหรับพกพา ใช้งานสะดวก ราคาเพียง 1,600 บาท (จากปกติ 1,900 บาท)

 

พิเศษ!!! เฉพาะวันแม่แห่งชาติปีนี้กับ “Exclusive for Mom Set” แกดเจ็ตสุขภาพ 2 ชิ้น (เครื่องวัดสุขภาพหัวใจส่วนบุคคล Portable ECG พร้อมเครื่องวัดความดันโลหิตแบบข้อมือในราคาที่ดีสุด เพียง 9,900 บาท (จากปกติ 13,800 บาท) พร้อมรับฟรี ปรอทวัดความเค็มในอาหาร (มูลค่า 1,560 บาท) ใช้ในการวัดค่าโซเดียมในอาหารที่รับประทานและแสดงค่าออกมาเป็นระดับ % (0.1%-5%) บ่งบอกความเข้มข้นว่าควรทานหรือไม่  ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น

ติดต่อรับ Code ส่วนลดสุดพิเศษ พร้อมสั่งซื้อและรับสินค้าได้ทันทีที่ TrueSphere  4 สาขา ดังนี้

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามดีลสินค้าราคาสุดคุ้มจาก TrueCatalog ที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก!!! ได้ที่ ทรูแบรนดิ้งช็อป และ ทรูสเฟียร์ ทุกสาขา และทางแอป TrueID ที่คอลัมน์ HOME และเลือก True Catalogหรือ คลิก https://bit.ly/tprenecat

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS เตือนคนไทยระวังโดนแฮ็กเกอร์ใช้กลวิธีจิตวิทยา (Social Engineering) หลอกขอข้อมูล!

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

การเติบโตของอินเทอร์เน็ต และพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่ปลอดภัย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี ดังนั้นการป้องกันโดยใช้ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่การป้องกันที่ดีที่สุด แต่ต้องสร้างการตระหนักรู้ของผู้ใช้งานไปพร้อมกันด้วย

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า  “ในฐานะผู้พัฒนา Digital infrastructure ของประเทศ เรามีความห่วงใยคนไทยต่อการเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันแฮ็กเกอร์ได้พัฒนาเล่ห์เหลี่ยมใหม่ๆ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและให้ข้อมูลแก่ตน โดยอาศัยหลักจิตวิทยา ความไม่รู้ หรือความประมาทของเหยื่อ ลอกเลียนแบบองค์กรหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อให้หลงเชื่อและกระทำการบางอย่าง อาทิ เปิดเผยรหัสผ่าน ซึ่งในทางสากลเรียกกลวิธีแบบนี้ว่า Social Engineering หรือ วิศวกรรมสังคม ดังเช่น กรณีสื่อโซเชียลมีเดียชื่อดัง ถูกแฮ็กเกอร์เข้าถึงระบบหลังบ้าน ผ่านการปลอมแปลงเป็นเว็บไซต์ภายใน ก่อให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ

โดยสามารถแบ่งรูปแบบการโจมตีของวิธีวิศวกรรมสังคม ได้ดังนี้ 1. Phishing การแอบอ้างเป็นช่องทางการติดต่อจากองค์กร เพื่อล้วงข้อมูลสำคัญจากเหยื่อ 2. Baiting การล่อลวงให้เหยื่อเกิดพฤติกรรมอันตรายทางไซเบอร์ โดยใช้กลวิธีกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเหยื่อ 3. Scareware การแจ้งเตือนภัยอันตรายปลอม เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อเข้าถึงหรือติดตั้งซอฟต์แวร์อันตราย 4. Pretexting การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ และ 5. Mining Social Media การเรียนรู้และเก็บรวบรวมข้อมูลจากกิจกรรมบนโลกออนไลน์ของเหยื่อ เพื่อนำมาสร้างชุดข้อมูลสำหรับใช้ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่เราอยากให้คุณปฏิบัติเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตัวคุณคือไม่เปิดอีเมลและไฟล์แนบจากแหล่งที่น่าสงสัย, เปิดใช้การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอนสำหรับ Social Network และอีเมลส่วนตัว, อย่ารีบดำเนินการทันทีตามที่มีการแจ้ง, จัดการ Digital Footprint และตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้เหมาะสม รวมไปถึงหมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์ป้องกันให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ

เอไอเอส เราเชื่อว่า การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญในศตวรรษนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านเราจึงได้นำเข้าชุดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางดิจิทัล DQ (Digital Quotient)

รวมไปถึงพัฒนาดิจิทัลโซลูชันเพื่อความปลอดภัยของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้อุ่นใจเมื่อใช้ทุกบริการของเอไอเอส ว่าเราจะดูแล ปกป้อง ป้องกัน ความเป็นส่วนตัวของลูกค้าสูงสุดตามมาตรฐานสากลนางสายชล กล่าว

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย ผลักดันศักยภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลในเอเชีย-แปซิฟิก นำธุรกิจองค์กรปรับตัวรับโลกยุคหลังโควิด

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ยได้จัดการประชุมผ่านทางออนไลน์ Huawei APAC Enterprise Digitalization Summit ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลเพื่อเสริมศักยภาพการปรับตัวของธุรกิจองค์กร” เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมและผู้นำความคิดจากทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเข้าร่วมงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรม ICT เช่น 5G, Cloud และ AI ที่จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลของธุรกิจองค์กร พร้อมเสริมศักยภาพในการปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคหลังโควิด-19

Huawei APAC Enterprise Digitalization Summit

สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้จุดประกายให้อุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ของการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัล สื่อให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาด และศักยภาพในการเติบโตที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ โครงสร้าง ICT เพื่ออนาคตที่มีความยืดหยุ่นยังช่วยให้ธุรกิจองค์กรรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างรวดเร็ว และช่วยปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

นางแซนดร้า อึ้ง รองประธานกลุ่ม International Data Corporation หรือ IDC กล่าวภายในงานดังกล่าวว่า “โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างด้านดิจิทัล/ไอที รวมไปถึงโครงสร้างด้านโครงข่าย คือหนึ่งในเป้าหมายใหม่ทางธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งประธานกรรมการบริหารต่างก็ให้ความสำคัญ สืบเนื่องจากการที่องค์กรต่าง ๆ ต้องการเร่งฟื้นฟูธุรกิจและเตรียมตัวรับมือกับการแข่งขันในยุคนิวนอร์มัล”

นางแซนดร้า อึ้ง ยังกล่าวต่อว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ธุรกิจองค์กรจำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่นและหันมาปรับตัวรับมือกับความท้าทายทางเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยได้แนะนำวาระทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่าง ๆ ในภูมิภาค อาทิ ความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่มีความเชื่อถือได้ การประเมินประสบการณ์ของลูกค้า รวมถึงศักยภาพในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะใหม่ ๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก IDC Worldwide Semiannual Digital Transformation Spending Guide ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2562 มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและบริการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ การสร้างผลิตภัณฑ์ และการบริหารองค์กร ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมมูลค่ากว่า 380,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าการลงทุนในลักษณะนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมอัตราการเติบโต 17.4% ภายในปี พ.ศ. 2565

นำเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ทุกแคมปัส เพื่อการเกิดเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างแพร่หลาย

เทคโนโลยี 5G และอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT) กำลังปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบ ICT พื้นฐานขององค์กรธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันหลายองค์กรก็กำลังมองหาเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล หัวเว่ยในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน 5G และเครือข่ายองค์กร ได้เผยมุมมองต่อการสร้างโครงข่ายแคมปัสที่ครอบคลุมถึงกันอย่างครบวงจร ด้วยการเข้าถึง IP, Optical และ 5G ที่เชื่อมต่อถึงกัน ตอบสนองความต้องการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลทางธุรกิจฝนรูปแบบที่แตกต่าง นายแบรนดอน อู๋ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของหัวเว่ย จึงแนะนำองค์กรธุรกิจให้เลือกเครือข่ายที่ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานจริงได้ในทุกสถานการณ์

นาย ดับบลิว.เค. เหลียง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย เชื่อว่าเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างครบวงจรคือหนึ่งในพื้นฐานที่จะช่วยเป็นกำลังหนุนให้เกิดการเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล โดยทั่วไประบบ ICT ขององค์กรมักมีสององค์ประกอบหลักคือ ศูนย์ข้อมูลและแคมปัส เช่น กลยุทธ์แคมปัสอัจฉริยะของหัวเว่ยที่ให้ความสำคัญอันดับแรกกับโครงข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างครบวงจรและการแยกชั้นแบบแนวดิ่ง (vertical layer decoupling) เครือข่ายอัจฉริยะที่มีเอกภาพและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G จะสามารถนำไปปรับใช้กับลูกค้าได้อีกจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรมแนวดิ่งอื่นๆ

5G + AI + Cloudเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ได้มีส่วนเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ในหลายองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ (Hybrid cloud) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงกระบวนการ และพิสูจน์ให้เห็นถึงการตอบสนองที่รวดเร็วในระหว่างกระบวนการดังกล่าว

“โซลูชัน AI แบบครบวงจรของ HUAWEI CLOUD ได้ถูกนำไปปรับใช้กับระบบการผลิตหลักๆ หลายระบบ เพื่อเร่งให้เกิดการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้อย่างกว้างขวางในทุกๆ ภาคอุตสาหกรรม โซลูชันดังกล่าวเป็นเส้นทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ CLOUD ขององค์กรขนาดใหญ่” นาย เอ็ดเวิร์ด เติ้ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของหัวเว่ยกล่าว

นายเควิน คู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของ Sunway Group ระบุว่า บริษัท Sunway Group ของประเทศมาเลเซีย คือหนึ่งในลูกค้าและพาร์ทเนอร์ที่ประสบความสำเร็จ “เทคโนโลยีคลาวด์คือกลยุทธ์หลักของ Sunway และเราคาดหวังว่าหัวเว่ยจะช่วยเราพัฒนากลยุทธ์นี้ให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ”

เมื่อมองไปในอนาคตข้างหน้า นาย เอ็ดเวิร์ด เติ้ง เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลจะนำเราไปสู่การผสานกันของเทคโนโลยี 5G, Cloud และ AI และด้วยการเชื่อมต่อขั้นพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยี CLOUD, 5G และอื่นๆ การพัฒนาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระดับที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ พร้อมกล่าวเสริมว่า “HUAWEI CLOUD มุ่งมั่นและยืนหยัดที่จะสร้างอีโคซิสเต็มที่สมบูรณ์ไปด้วยกันกับพาร์ทเนอร์ของเราเพื่อประสบความสำเร็จร่วมกัน”

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G
Android News3 วัน ที่แล้ว

พาไปสัมผัส Samsung Galaxy A71 5G สเปคเทพ ใช้งานลื่นๆ บน AIS 5G ในราคาเอื้อมถึง เริ่มเพียง 10,490 บาท

พาไปสัมผัสประสบการณ์...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Android News2 นาที ที่แล้ว

Xiaomi เปิดตัว Redmi K30 Ultra สมาร์ทโฟนจอ 120Hz พร้อมขุมพลัง Dimensity 1000+

หลังจากที่ Xiaomi เป...

ข่าวประชาสัมพันธ์10 ชั่วโมง ที่แล้ว

มอบสุขภาพที่ดีเป็นของขวัญวันแม่….True Catalog จัดให้ รวมทีเด็ด แกดเจ็ตเพื่อสุขภาพ ระดับพรีเมียม ราคาดีที่สุดเพื่อคุณแม่ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

ใกล้วันแม่เข้ามาอีกแ...

ข่าวประชาสัมพันธ์10 ชั่วโมง ที่แล้ว

AIS เตือนคนไทยระวังโดนแฮ็กเกอร์ใช้กลวิธีจิตวิทยา (Social Engineering) หลอกขอข้อมูล!

การเติบโตของอินเทอร์...

Android News11 ชั่วโมง ที่แล้ว

ฉลอง 10 ปี! เปิดตัว Xiaomi Mi 10 Ultra ชาร์จเร็ว 120W แรงสุดในโลก, จอ 120Hz และกล้องซูมสูงสุด 120 เท่า

Xiaomi บริษัทจีนที่เ...

Android News15 ชั่วโมง ที่แล้ว

เผยสเปค Google Pixel 5 บน AI Benchmark ใช้ Snapdragon 765G ไม่ใช่ชิปเรือธง

ก่อนหน้านี้ Google ไ...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง