ติดตามพวกเรา

Smart Review

รีวิว iPhone 8 Plus ตัวเครื่องกระจก เร็วแรงกว่าเดิม และชาร์จเร็ว ไร้สาย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

iPhone 8 Plus เป็นรุ่นสมาร์ทโฟนตัวท็อปในซีรีส์ 8 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ของการเปิดตัว iPhone มาพร้อมกับการเลือกใช้วัสดุกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีการชาร์จไร้สาย ในขณะที่ซีรีส์ใหม่อย่าง iPhone X จะเป็นรุ่นพรีเมียมของ iPhone เป็นรุ่นแรกจาก Apple

สรุปสเปค iPhone 8 Plus เปรียบเทียบ iPhone 7 Plus

[table id=43 /]

สรุปสเปค iPhone 8 Plus เปรียบเทียบ Samsung Galaxy Note8

[table id=48 /]

ดีไซน์ตัวเครื่องและหน้าจอแสดงผล

iPhone 8 Plus มีขนาดตัวเครื่อง 158.4 x 78.1 x 7.5 มิลลิเมตร มีขนาที่ใหญ่ขึ้น 0.2 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ iPhone 7 Plus แต่ในการใช้งานจริงแล้วแทบจะแยกขนาดไม่ออก อาจจะเรียกว่าเท่ากันก็ได้ ซึ่งสามารถใส่เคสที่เป็นพลาสติกนิ่มหรือซิลิโคนนิ่มๆ ร่วมกันได้ด้วยสำหรับ 2 รุ่นนี้ ส่วนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 14 กรัมก็ไม่ได้ทำได้รู้สึกว่าหนักขึ้นกว่าเดิมสำหรับผู้ที่ใช้งาน iPhone 7 Plus มาก่อน

หน้าตาของของ iPhone 8 Plus ไม่ต่างไปจาก iPhone 7 Plus แต่วัสดุกระจกของรุ่นใหม่นี้ที่จะให้ความรู้สึกในการสัมผัสแตกต่างไปจากเดิมที่เป็นอะลูมิเนียม และเฉดสีของตัวเครื่องก็จะเปลี่ยนไปด้วยผิวของกระจกที่สะท้อนแสง โดยเฉพาะในตัวเครื่องสีทองเมื่อใช้งานกลางแจ้งหรือในที่สว่างก็จะมีโทนสีที่เป็นทองอ่อนๆ ในขณะที่กรอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมที่จะเห็นเป็นโทนสีทองที่เข้มกว่า

 

กระจกเป็นวัสดุที่ทำให้ตัวเครื่องสมาร์ทโฟนมีความพรีเมียมมากขึ้น โดยใน iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ก็เลือกใช้กระจกแบบขอบโค้งมน 2.5D ที่โค้งพอดีกับกรอบตัวเครื่อง แต่ด้วยความเงานี่เองที่ต้องแลกมาด้วยคราบรอยนิ้วมือที่เกิดได้ง่ายมากกว่าวัสดุที่เป็นโลหะ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องหาเคสมาใส่กันรอยอยู่แล้ว ^^

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงเมื่อตัวเครื่องเป็นกระจกคือเส้นเสาอากาศที่อยู่ด้านหลัง iPhone 8 Plus จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว โดยตัวอยู่กรอบตัวเครื่องด้านซ้ายกับขวาทั้ง 4 มุม ทำให้ตัวเครื่องมีความสวยงามมากขึ้น เหมือนเป็นการย้อนกลับไปในรุ่น iPhone 4 ซึ่งเป็นรุ่นที่เป็นกระจกเหมือนกัน แต่ชนิดของกระจกและการดีไซน์โค้งเว้าในรุ่นใหม่นั้นช่วยให้การจับใช้งานถนัดมือมากกว่า

 

หน้าจอแสดงผลของของ iPhone 8 มีขนาด 5.5 นิ้ว เป็นหน้าจอ LED-backlit IPS LCD ที่ทาง Apple เรียกว่า Retina HD ความละเอียด 1080 x 1920 พิกเซล รองรับเทคโนโลยี 3D Touch และเพิ่มเทคโนโลยี True Tone แบบเดียวกับหน้าจอ iPad Pro ที่สามารถปรับไวท์บาลานซ์ของหน้าจอให้ตรงกับแสงรอบๆ ข้าง และให้สีสันระดับมาตรฐานเทียบเท่ากับภาพยนตร์ดิจิตอล โดย Apple ระบุชัดเจนว่าหน้าจอของ iPhone 8 Plus รองรับการแสดงผล Dolby Vision และ HDR10 สำหรับการเล่นวิดีโอ

 

เหนือหน้าจอมีเลนส์กล้องหน้าความละเอียดละเอียด 7 ล้านพิกเซล และลำโพงสำหรับเสียงสนทนา ซึ่งลำโพงตัวนี้สามารถใช้เป็นลำโพงตัวที่ 2 สำหรับเสียงแบบสเตอริโอด้วย

 

บริเวณล่างหน้าจอมีปุ่มโฮมเหมือนกับในรุ่น iPhone 7 Plus ใช้การกดลงเบาๆ เพื่อกลับสู่หน้าโฮม ซึ่งจะทำงานร่วมกับ Taptic Engine หรือตัวสั่นเบาๆ เพื่อตอบสนองคำสั่ง และมีการฝังตัวอ่านลายนิ้วมือ Touch ID ไว้ที่ปุ่มโฮมนี้ด้วย

 

ขอบด้านล่างหน้าจอเริ่มจากทางซ้ายจะเป็นไมโครโฟน ถัดมาลงตรงกลางจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Lightning สำหรับใช้ชาร์จไฟหรือถ่ายโอนข้อมูลผ่านสายเคเบิล รวมไปถึงใช้งานกับหูฟังด้วย ส่วนทางขวาสุดจะเป็นช่องสำหรับเสียงลำโพง โดยในนี้จะมีไมโครโฟนฝังอยู่ข้างในด้วยอีกหนึ่งตัว และไม่มีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5mm. แต่หากต้องการใช้งานก็สามารถใช้ตัวแปลงพอร์ตเป็นแบบ Lightning ที่แถมในกล่องได้

 

ด้านขวาตัวเครื่องจะมีปุ่ม Power สำหรับปิด/เปิดตัวเครื่องหรือปิด/เปิดหน้าจอก็ได้ และถัดลงมาจะมีช่องถาดใส่ซิมขนาด Nano SIM

 

ด้านซ้ายตัวเครื่องมีปุ่มสำหรับปิดเสียง และปุ่มปรับระดับเสียง

 

ตัวเครื่องด้านหลังเป็นกระจก ไม่มีเส้นเสาอากาศคาดหลังให้เห็นอีกต่อไปแล้ว ซึ่งจะต่างไปจาก iPhone 7 Plus สีเจ็ทแบล็คที่เป็นอะลูมิเนียมที่มีความมันเงาสูง และยังคงมีเส้นเสาอากาศคาดหลัง โดยกล้องหลังของ iPhone 8 Plus เป็นเลนส์คู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่ากัน แต่ขนาดของเลนส์ไม่เท่ากัน โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นกล้องมุมกว้างและอีกตัวเป็นกล้องเทเลโฟโต้สำหรับการซูม ซึ่งโมดูลกล้องหลังจะนูนขึ้นมาเหนือฝาหลังค่อนข้างเยอะพอสมควร อาจต้องระวังรอยขีดข่วนเมื่อวางเครื่องลงกับพื้นหรือถูลากกับพื้น และถัดจากเลนส์จะมีไมโครโฟนอีกตัว พร้อมกับแฟลชแบบ Dual tone จำนวน 4 ดวง

 

iPhone 8 Plus มีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP67 คือกันน้ำได้ลึกสูงสุด 1 เมตร นานสูงสุด 30 นาที แต่ก็ไม่ควรนำไปจุ่มหรือดำน้ำเล่น เนื่องจากไม่อยู่ในการรับประกันหากเครื่องเสียหายจากน้ำเข้า

 

อินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่นการใช้งาน

iPhone 8 Plus มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 11 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงจากเดิมแทบจะทั้งหมดเมื่อเทียบกับ iOS 10 ที่เป็นเวอร์ชั่นก่อนหน้า โดยจะเน้นที่การปรับแต่งฟีเจอร์ใหม่ๆ และตัวซอฟต์แวร์มีความฉลาดในการเรียนรู้จากการใช้งานมากขึ้น

 

ความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เห็นชัดเจนมากที่สุดคือในส่วนของศูนย์ควบคุมหรือ Control Center มีไอคอนขนาดใหญ่ และสามารถแตะค้างเพื่อใช้งานด้วยฟีเจอร์ 3D Touch เพื่อให้แผงในส่วนที่เลือกเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ แล้วแตะควบคุมหรือสั่งงานได้ทันที เช่น แตะค้างที่ไอคอนปรับแสงหน้าจอ จะเด้งเลือกโหมดหน้าจอได้ เป็นต้น และ Notification Center สามารถดูรายการแจ้งเตือนได้จากการลากแถบบาร์ด้านบนหน้าจอลงมา และสามารถปัดหน้าจอขึ้นเพื่อเข้าถึงรายการแจ้งเตือนได้ด้วย

 

App Store เองก็ปรับดีไซน์ใหม่ทั้งหมด เนื่อหาภายใน Store มีความโดดเด่น เต็มตา และสวยงามมากขึ้น โดยมีการเพิ่มแท็บวันนี้เพื่อนำเสนอรายการแอปและเกมแบบรายวัน และปุ่มดาวน์โหลดหรือปุ่มซื้อจะอยู่ด้านล่างสุดของหน้าแสดงรายละเอียด ในขณะที่ปุ่มปิดหน้าจอจะมีไอคอน X ลอยอยู่บริเวณมุมขวาของหน้าจอ

 

ใน iOS 11 แถบสถานะด้านบนหน้าจอปรับไอคอนแถบสัญญาณมือถือเป็นแบบ 4 ขีด เมื่อเทียบกับ iOS 10 จะเป็นแบบจุดกลม 5 จุด และไอคอนแบตเตอรี่บริเวณมุมขวาบนใน iOS 11 จะแสดงปริมาณในขอบที่เด่นชัดกว่า

 

เมนูการตั้งค่าหรือ Settings มีชื่อเมนูที่มีขนาดใหญ่ ตัวหนังสือมีความหนาโดดเด่นมาก แสดงแบบชิดขอบซ้าย และแถบช่องค้นหามีความโค้งมนบนพื้นสีเทา โดยในหน้าแรกของเมนูการตั้งค่ายังได้นำรายการเมนูใหม่มาไว้ในหน้าแรกนี้ด้วย ได้แก่ เสียงและการสั่ง (Sound & Haptics), Emergency SOS, บัญชีและรหัสผ่าน (Accounts & Passwords)

 

ฟีเจอร์การกลับสี (Invert Colours) มีโหมดที่เรียกว่าการกลับสีอัจฉริยะ (Smart Invert) ที่ช่วยให้การใช้งานในโหมดที่หลายคนอาจจะเรียกว่า Dark Mode มีความฉลาดในการกลับสี โดยจะยกเว้นการกลับสีรูปภาพ สื่อวิดีโอ และแอพบางตัว

 

การบันทึกวิดีโอหน้าจอหรือ Screen Recording ก็สามารถทำได้แล้วใน iOS 11 โดยการเพิ่มปุ่มสำหรับบันทึกไว้ที่ Control Center ซึ่งรองรับการบันทึกเสียงภายนอกได้ด้วยไมโครโฟนของ iPhone

 

สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายของ iPhone 8 Plus จะมีรุ่นที่เป็นโมเด็ม Qualcomm ซึ่งรองรับ LTE Cat.16 ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 1Gbps และอัปโหลดสูงสุด 150Mbps ส่วนบางรุ่นจะเป็นโมเด็มของ Intel ที่รองรับ LTE Cat.12 ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 600Mbps และอัปโหลดสูงสุด 150Mbps (สำหรับเครื่องศูนย์ไทยคงต้องรอทดสอบดูกันต่อไป) ซึ่ง iPhone 8 Plus ทุกโมเดลรองรับ VoLTE, HD Voice และ Wi-Fi Calling โดยในส่วนของ WiFi- ก็รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac และ Bluetooth 5.0

เทคโนโลยี NFC ที่มีอยู่ใน iPhone 8 และ iPhone 8 Plus มาพร้อมตัวอ่านด้วย Core NFC API เวอร์ชันใหม่ของ iOS 11 แต่สามารถอ่าน NFC Tag ได้เฉพาะผ่านตัวแอพที่รองรับเท่านั้น จากเดิมที่ทำได้เพียงสำหรับ Apple Pay

 

สำหรับการชาร์จไร้สาย iPhone 8 Plus ใช้ได้กับแทนชาร์จไร้สายที่เป็นมาตรฐาน Qi จาการทดสอบชาร์จ iPhone 8 Plus ด้วยแท่นชาร์จไร้สาย Samsung Fast Charge Wireless Charging Stand โดยเริ่มชาร์จที่ 30% ไปจนถึง 50% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

สำหรับแบตเตอรี่ของ iPhone 8 Plus ที่มีขนาดความจุ 2,691 mAh ซึ่งลดลงจากเดิมเมื่อเทียบ iPhone 7 Plus ที่มีขนาด 2,900 mAh แต่จากการใช้งานจริงก็แทบจะไม่แตกต่างกัน ไม่ได้หมดเร็วหรือหรือหมดช้าไปกว่ากันชัดเจน โดยรุ่นใหม่จะได้เปรียบที่รองรับการชาร์จด้วยกำลังไฟที่สูงกว่า โดยสามารถใช้อะแดปเตอร์ของ MacBook ขนาด 29 วัตต์กับสาย USB-C to Lightning ทำให้ชาร์จได้ไวมากขึ้นได้เช่นกัน

 

ผลทดสอบคะแนน Benchmark และประสิทธิภาพการทำงาน

iPhone 8 Plus ใช้ชิปเซ็ต Apple A11 Bionic SoC ซีพียู Hexa-core (2 Monsoon + 4 Mistral) กับจีพียู Tri-core และแรม 3GB พร้อมหน่วยประมวลผลร่วม M11 สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหวใส่มาให้ด้วย โดยผลการทดสอบ AnTuTu V6.3 ซึ่งเป็นการทดสอบการเข้าถึงการทำงานของแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือจีพียู ทำคะแนนรวมได้ 206,315 คะแนน

อันดับคะแนนจากฐานข้อมูลของ AnTuTu จะเห็นว่า iPhone 8 Plus มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 217,210 คะแนน ซึ่งทำได้มากกว่า iPhone 7 Plus

 

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผลและหน่วยความจำแรม การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี โดยผลทดสอบของ iPhone 7 Plus ทำคะแนน Single-Core ได้ 4,229 และ Multi-Core ทำได้ 10,294 คะแนน

สำหรับผลคะแนน Single-Core และ Multi-Core ของ iPhone 8 Plus ทำได้ดีกว่า iPhone ทุกรุ่นที่ผ่านมา รวมถึง iPad Pro ด้วย โดยเฉพาะในส่วนของ Multi-Core ที่ทำคะแนนได้มากกว่า iPhone 7 Plus เกือบ 2 เท่า

 

กล้องถ่ายรูป

iPhone 8 Plus มีกล้องหลังเลนส์คู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์มุมกว้าง ค่ารูรับแสงกว้าง f/1.8 ที่มีขนาดพิกเซล 1.22 ไมครอน และเลนส์เทเลโฟโต้ รูรับแสง f/2.6 ที่มีขนาดพิกเซล 1.0 ไมครอน ด้วยชิปเซ็ตประมวลผล A11 Biomic ตัวใหม่ล่าสุด ทำให้กล้องมีความสามารถที่เพิ่มขึ้น ทั้งการจับภาพได้แบบทันที สามารถตรวจจับตัวคนและใบหน้าได้รวดเร็วมากขึ้น ส่วนฟีเจอร์ด้านวิดีโอก็สามารถถ่ายความละเอียด 4K ที่ความเร็ว 60fps ได้แล้วด้วย หรือ 1080p ที่ความเร็ว 240fps

 

โหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait Mode) ใน iPhone 8 Plus ที่เรียกว่า Portrait Lighting ซึ่งเป็นการดึงความสามารถของเลนส์กล้องคู่ในการเข้ามาช่วยเก็บรายละเอียดของภาพถ่ายบุคคลหรือวัตถุที่ต้องการด้วยรูปแบบองค์ประกอบแสงต่างๆ ได้แก่ แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ แสงไฟเวที และแสงไฟเวทีขาวดำ โดยภาพถ่ายของจริงจะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอดูเมื่อทำการกดถ่ายไปแล้ว และสามารถปิดการเบลอของฉากหลังได้หลังจากถ่ายไปแล้ว

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วย Portrait Mode ในโหมดแสงธรรมชาติ (Natural Light) เปรียบเทียบระหว่างปิดและเปิดการเบลอฉากหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่าย Portrait Mode เปรียบเทียยระหว่างเอฟเฟ็กต์แสงไฟเวที (Stage Light) และแสงไฟเวทีขาวดำ (Stage Light Mono)

 

สำหรับใน iOS 11 สามารถเลือกรูปแบบ (Formats) ในการบันทึกรูปภาพและวิดีโอโดยการเข้ารหัสวิดีโอประสิทธิภาพสูง (HEVC) และรูปแบบไฟล์ภาพประสิทธิภาพสูง (HEIF) จะช่วยให้ขนาดของไฟล์นั้นมีขนาดเล็กลงเกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 50% เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม แต่คุณภาพยังคงเท่าเดิม หรือถ้าไม่อยากเก็บไฟล์ในรูปแบบใหม่นี้ก็สามารถเลือกไปที่ ‘เข้ากันได้มากที่สุด’ (Most Compatible)

การแชร์ไฟล์รูปแบบใหม่นี้ระบบจะทำการแปลงไฟล์ให้อัตโนมัติ แต่หากถ่ายโอนไฟล์ผ่านสายกับ macOS macOS High Sierra ขึ้นไป จะได้รูปแบบไฟล์ต้นฉบับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง iPhone 8 Plus

 

สรุปจุดเด่น

  • เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก Apple ที่เปลี่ยนดีไซน์ไปเป็นวัสดุตัวเครื่องเป็นกระจก เพื่อรองรับการชาร์จไร้สาย และรองรับชาร์จเร็วด้วย
  • หน้าจอแสดงผล True Tone และรองรับ HDR10
  • iPhone 8 Plus มีซีพียูที่เร็วแรงกว่าเดิม
  • กล้องหลังคู่มีการปรับปรุงใส่ฟีเจอร์ใหม่และถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ความเร็ว 60fps

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • การถ่ายภาพในโหมด Portrait Light ยังเป็นตัว Beta ซึ่งเอฟเฟ็กต์แสงเงา และการเบลอยังไม่ค่อยเนียน
  • ตัวเครื่องกระจกเกิดคราบรอยนิ้วมือได้ง่าย และตกแตกได้ง่ายกว่าตัวเครื่องอะลูมิเนียม

Smart Review

รีวิว Sony WH-1000XM4 หูฟังไร้สายครอบหู พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนระดับพรีเมี่ยม พร้อมฟังก์ชันใหม่เพียบ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Sony WH-1000XM4 หูฟังไร้สายคุณภาพเสียงยอดเยี่ยม มีระบบการตัดเสียงรบกวนขั้นสูง เปิดอรรถรสการฟังเพลงได้เหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง โดยมี AI ที่เพิ่มเข้ามาทำให้ใช้งานตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

 

สรุปสเปค Sony WH-1000XM4

  • น้ำหนักหูฟัง : 254 กรัม
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0
  • ระยะการเชื่อมต่อ : ไกลสุด 10 เมตร
  • ไดรเวอร์ขนาด : 40 มม.
  • ค่าความต้านทาน (โอห์ม)
    • 40 โอห์ม (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่เปิดอยู่)
    • 16 โอห์ม (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่ปิดอยู่)
  • การตอบสนองความถี่ 4Hz – 40,000Hz
  • ความไว (DB/MW)
    • 105dB / mW (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่เปิดอยู่)
    • 101dB / mW (1kHz) (เมื่อเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลหูฟังเข้ากับยูนิตที่ปิดอยู่)
  • รองรับ DSEE Extreme, การตัดเสียงรบกวน และสั่งการด้วยเสียง
  • แบตเตอรี่
    • การใช้งานเมื่อเปิดโหมดตัดเสียงรบกวนสูงสุด 30 ชั่วโมง
    • การใช้งานเมื่อปิดโหมดตัดเสียงรบกวนสูงสุด 38 ชั่วโมง
  • พอร์ตชาร์จ : USB Type-C

 

แกะกล่อง

ตัวกล่องของ Sony WH-1000XM4 มีขนาดใหญ่ตามขนาดหูฟังครับ โดยเลื่อนออกมาจะเจอกับอุปกรณ์ต่างๆ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวหูฟัง Sony WH-1000XM4
  • กระเป๋าเคสสำหรับพกพา
  • หัวแปลงสำหรับเสียบช่องหูฟังบนเครื่องบิน
  • สายต่อหูฟัง (AUX) ยาว 1.2 เมตร
  • สาย USB Type-C ยาวประมาณ 20 ซม.
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

ดีไซน์หูฟัง

ดีไซน์ของตัวหูฟัง Sony WH-1000XM4 มาในทรงที่ครอบหูตามปกติครับ สามารถยืดได้อย่างง่ายๆ ทำให้ไม่แน่นจนเกินไป มียางและบุโฟมยูริเทนทั้งด้านบนและตัวครอบหูฟังเพื่อรองรับแรงกด

 

โดยตัวที่ครอบหูสามารถหมุนได้ 90 องศาเพื่อการจัดเก็บที่สะดวกสบายมากขึ้น

 

หรือใครที่ไม่ถนัดหรือใส่ไม่ลงล็อกกับหู สามารถดึงขึ้น-ลงเพื่อปรับให้เข้ากับเราได้ครับ

 

ปุ่มรอบๆ ตัวหูฟังฝั่งซ้าย Sony WH-1000XM4 จะมีปุ่มฟังก์ชันเพื่อปรับโหมดการฟังเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเสียงรบกวนแบบสูงสุด (Noise Cancelling), เปิดเสียงภายนอก (Ambient Sound) ระดับกลาง , การเปิดเสียงภายนอกขั้นสูง

 

ถัดลงมาจะเป็นปุ่มเปิด-ปิด และช่องเสียบสาย AUX

 

โดยตรงกลางจะเป็นเทคโนโลยี NFC พร้อมสัญลักษณ์ที่บอกชัดเจนครับ

 

ส่วนทางขวาจะมีเพียงพอร์ต USB Type-C สำหรับชาร์จ พร้อมไฟ LED

 

วิธีการเชื่อมต่อ

1. โหลดแอปพลิเคชั่น Sony Headphones Connect ได้ทั้ง Android และ iOS
2. หากเชื่อมต่อผ่านบลูทูธให้กดค้างที่ปุ่ม Power ของหูฟัง 7 วินาทีจนกว่าไฟ LED จะกระพริบเป็นสีน้ำเงินอย่างเร็ว
3. ทำตามขั้นตอน
4. เสร็จสิ้น

 

การควบคุมต่างๆ (ใช้งานได้เฉพาะฝั่งขวา)

  • เลื่อนขึ้น : เพิ่มเสียง
  • เลื่อนลง : ลดเสียง
  • เลื่อนขวา : เล่นเพลงถัดไป
  • เลื่อนซ้าย : ย้อกลับเพลงที่ผ่านมา
  • กดค้างตรงกลาง : เรียกใช้งาน Voice Assistant
  • กด 1 ครั้งตรงกลาง : หยุด-เล่นเพลง หรือรับสายโทรศัพท์
  • ฝ่ามือทับหูฟัง : ฟังเสียงรอบข้างทันที

 

การฟังเพลงและการตัดเสียงรบกวน

สำหรับการฟังเพลงต้องบอกว่าฟูฟังตัวเทพอย่าง Sony WH-1000XM4 ทำออกมาได้ดีมากในทุกย่านเสียงครับ เสียงเบสแน่นและหนักได้ยินชัดเจนเพราะมีไดรเวอร์ขนาดใหญ่ถึง 40 มม. เสียงพูดหรือเสียงร้องจัดว่าคมชัด มีความแหลมสูงเล็กน้อย ทั้งยังรองรับเสียงแบบ Hi-Res Audio รวมถึง DSEE Extreme ฟีเจอร์ใหม่ที่เป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยในเรื่องของไฟล์เพลงที่อาจถูกบีบอัด ทำให้เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดรวมถึงเสียงร้องนั้นชัดเจนมากขึ้น

และฟีเจอร์ที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหูฟังรุ่นนี้ คือ 360 Reality Audio ที่จะเล่นเสียงเพลงให้แบบ 360 รอบตัวเราทั้งหน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง แบบครบทุกทิศครับ ใครที่ชอบฟังเพลงแบบสมจริง ต้องบอกว่านี่คือตัวชูโรงของ Sony WH-1000XM4 เลยก็ว่าได้

 

ที่สำคัญยังมีการปรับเสียงตามสถานการณ์ (Adaptive Sound Control) ซึ่งตรงนี้ต้องเปิดตำแหน่งบนสมาร์ทโฟนครับ ซึ่งจะแบ่งได้ 3 สถานการณ์ ดังนี้

  • นั่งอยู่กับที่ : ปิดการตัดเสียงรบกวน พร้อมเปิดเสียงภายนอกระดับสูง
  • กำลังเดิน : ปิดการตัดเสียงรบกวน พร้อมเปิดเสียงภายนอกแบบปกติ
  • นั่งรถยนต์ : เปิดการตัดเสียงรบกวน พร้อมปิดเสียงภายนอก

นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับการตัดเสียงได้ตามใจชอบผ่านผ่านแอปพลิเคชั่น Sony Headphones Connect ที่มีให้เลือกตั้งแต่ 0 – 20 ระดับ ซึ่งในเรื่องของการตัดเสียงรบกวนขณะฟังเพลง ต้องบอกว่าทำได้ดีมาก เสียงภายนอกแทบไม่ได้ยินถ้าไม่ได้ตะโกนหรือมีเสียงที่ดังเกินครับ

 

สำหรับ Sony WH-1000XM4 จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการใส่ เมื่อถอดหูฟังออก ระบบจะหยุดเล่นเพลงอัตโนมัติ และเมื่อใส่กลับเข้าไปใหม่ ก็จะเล่นต่อทันที

 

อย่างไรก็ตาม Sony ก็ยังให้เราได้สื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้ง่ายๆ เมื่อเราเริ่มพูดคุยกับคนรอบข้าง ระบบจะหยุดเล่นเพลงทันที พร้อมให้เราสนทนากับคนอื่นๆ ได้ทันทีแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องถอดหูฟังออกมา หรือเพียงวางมือด้านบนกรอบหูฟังฝั่งขวา ระบบจะลดเสียงเพลงลงทันที

 

การคุยโทรศัพท์

ในการคุยโทรศัพท์ต้องบอกว่าปลายสายได้ยินเราชัดเจนครับ เพราะมีไมโครโฟนถึง 5 ตัวบนหูฟัง ที่สำคัญเสียงที่เราได้ยินจากปลายสายก็ได้ยินชัดเจนด้วยรนะบบตัดเสียงรบกวนภายนอก

 

แบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มที่ทั้งวัน

ในเรื่องของแบตเตอรี่ต้องบอกว่าสามารถใช้งานได้เต็มวันแน่นอนครับ เพราะจากที่ลองให้งานฟังเพลงประมาณ 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่จาก 80% ลดลงมาเล็กน้อยเหลือแค่ 75% ซึ่งตามที่ Sony ระบุไว้สามารถใช้งานขณะเปิดโหมดตัดเสียงได้สูวสุดถึง 30 ชั่วโมง และเมื่อปิดโหมดจะใช้ได้ถึง 38 ชั่วโมง

 

ส่วนการชาร์จสามารถชาร์จเพียง 10 นาที ก็ใช้งานต่อได้อีก 5 ชั่วโมง แต่ถ้าจะชาร์จให้แบตเตอรี่เต็ม 100% จาก 0% จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

 

ใครที่สนใจ Sony WH-1000XM4 นั้นเปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 13,990 บาท โดยสามารถหาซื้อได้ที่ โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติม www.sony.co.th

อ่านต่อ...

Smart Review

รีวิว Samsung Galaxy A01 Core สมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก รันบน Android 10 (Go Edtion) พร้อมใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น ราคาเพียง 2,499 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

Samsung Galaxy A01 Core สมาร์ทโฟนน้องเล็กสุดในราคาแบบสบายกระเป๋า สามารถให้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ใช้งานดี เล่นโซเชียลได้สบาย พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 10 Go Edition ช่วยให้ทำงานได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น

 

สรุปสเปค Samsung Galaxy A01 Core

  • ขนาดตัวเครื่อง : 141.7 x 67.5 x 8.6 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 150 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล PLS TFT กว้าง 5.3 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1480 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล : Mediatek MT6739 Quad-core
  • GPU : PowerVR GE8100
  • RAM 1 GB
  • ROM 16 GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 (Go Edition)
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 1 เลนส์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n 2.4G, Bluetooth 5.0, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต microUSB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh

 

ดีไซน์ หน้าจอแสดงผล และรอบตัวเครื่อง

ดีไซน์ของ Samsung Galaxy A01 Core นั้นมาในลวดลายที่สวยงามพอสมควรแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กก็ตาม มีการเล่นเส้นลายมีความขรุขระที่ส่วนบน ทำให้จับถือได้มั่นคงกว่าเดิมครับ ขณะที่ด้านล่างจะเป็นแบบเรียบๆ

 

ที่สำคัญด้วยขนาดเครื่องที่เล็ก ทำให้จับถือและใช้งาน 1 มือได้แบบสบายๆ แถมมีน้ำหนักเบาอีกด้วย

 

หน้าจอแสดงผลของ Samsung Galaxy A01 Core มาแบบ PLS TFT แต่ก็ยังให้สีสันที่สดใสอยู่ครับ โดยมีขนาดใหญ่ 5.3 นิ้ว ความละเอียด HD+ ทำให้ยังรับชมวิดีโอต่างๆ ผ่าน YouTube ได้แบบไม่ขัดตา

 

เหนือหน้าจอแสดงผลรุ่นนี้ยังมีขอบดำเป็นแถบครับ โดยมีกล้องหน้า 1 เลนส์ พร้อมลำโพงสำหรับสนทนา ขณะที่ด้านล่างก็มีขอบที่หนาพอสมควรครับ แต่ปุ่มต่างๆ จะใช้ซอฟต์แวร์เหมือนกับรุ่นอื่นๆ

 

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ Nano-SIM 2 ช่อง พร้อมด้วยช่องใส่ MicroSD อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 Slot เลยทีเดียว

 

ส่วนทางขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power

 

ด้านล่างตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟน, พอร์ต microUSB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

และที่ด้านหลังมีกล้อง 1 เลนส์พร้อมไฟแฟลช LED

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Samsung Galaxy A01 Core มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 (Go Edition) ที่เป็นระบบที่ใช้งานสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีความจุน้อย แต่ช่วยให้ทำงานทั่วไปได้ไหลลื่นมากๆ ครับ

 

หน้าตา UI

 

แอปพลิเคชั่นแบบ Go Edition

สำหรับแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้จะเป็นแบบ Lite หรือ Go เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแกลเลอรี่, Gmail Go, YouTube Go, Google Go และอื่นๆ ซึ่งการทำงานจะใช้ได้ตามปกติครับ แต่หน้าตา UI อาจตัดบางส่วนออกไปจากเวอร์ชันเต็มเท่านั้นเพื่อให้ใช้งานได้ราบลื่น

 

ใช้งาน Dark Mode ได้

แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ยังถนอมสายตาเราในการใช้งานตอนกลางคืนด้วยโหมดมืดครับ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำทั้งหมด ทำให้เหมาะในการใช้งานที่ที่แสงน้อย

 

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัย รุ่นนี้มีเพียงการใช้งานรหัสผ่านหรือ PIN เท่านั้นครับ แต่ก็มีความปลอดภัยขั้นสูงเช่นกัน

 

เคลียร์ไฟล์ขยะและ RAM ได้ง่ายๆ ผ่าน Smart Manager

สำหรับ Samsung Galaxy A01 Core นั้นมีแอปพลิเคชั่น Smart Manager มาให้เพื่อให้เรากดเพียงคลิกเดียวก็สามารถลบไฟล์ขยะต่างๆ ไม่ให้เปลืองพื้นที่การใช้งาน

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ในเรื่องหน่วยประมวลผลนั้นมาพร้อมกับ Mediatek MT6739 ที่ก็เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นส่วนใหญ่ครับ ส่วนการเล่นเกม เราได้ทดสอบการเล่นเกมเล็กๆ อย่าง Candy Crush Jelly Saga ซึ่งก็เล่นได้ลื่นพอสมควร ซึ่งเกมเบาๆ สามารถเล่นได้ด้วยเครื่องนี้แบบสบายๆ ครับ

 

แบตเตอรี่เพียงพอต่อ 1 วัน

Samsung Galaxy A01 Core แม้ว่าจะมีแบตเตอรี่ 3000mAh แต่ในการเป็นสมาร์ทโฟนตัวเล็กนั้นสามารถใช้งานได้แบบตลอดวันแน่นอนครับ

 

กล้องถ่ายรูป

Samsung Galaxy A01 Core นั้นมีกล้องหน้าและหลังอย่างละ 1 เลนส์ครับ โดยแต่ละเลนส์มีดังนี้

  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 1 เลนส์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

 

โหมดปกติ (Auto)

ในโหมดปกติก็ถือว่า Samsung Galaxy A01 Core ทำออกมาในเกณฑ์ที่ดีครับ สามารถถ่ายออกมาให้มีความคมชัดและสีสันสดใสเมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอครับ ซึ่งการถ่ายภาพไม่สามารถปรับโหมดอื่นๆ ได้ครับ

 

เซลฟี่สวยงาม

สำหรับการเซลฟี่ แม้ว่าจะไม่สามารถปรับความบิวตี้ได้ แต่ก็ถ่ายออกได้ดีพอสมควรในสภาวะที่มีแสงครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ได้ระบบปฏิบัติการ Android 10 (Go Edtion)
  • น้ำหนักเบา จับถือได้ง่าย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มใช้งานสมาร์ทโฟน
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ทั้งวัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ยังใช้พอร์ต microUSB 2.0

Samsung Galaxy A01 Core สนนในราคาเบาๆ เพียง 2,499 บาทเท่านั้นครับ

อ่านต่อ...

IT News

รีวิว Choetech Solar Charger 19W ชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์ [ชมคลิป]

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

วันนี้จะพาทุกคนไปดูวิธีชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์กับอุปกรณ์ช้ินนี้ Choetech Solar Charger 19W เปลี่ยนพลังงานธรรมชาติเป็นไฟฟ้า และของดีที่สามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่

ชมคลิป ชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์

Choetech Solar Charger 19W เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับพกติดตัวไปได้ทุกที่ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง กิจกรรมกลางแจ้ง เดินป่า ปีนเขา ปั่นจักรยานระยะทางไกลๆ ก็สามารถใช้เจ้าสิ่งนี้แปลงกระแสไฟชาร์จอุปกรณ์มือถือหรืออื่นๆ ได้ตลอดการเดินทาง

ใครสนใจตัวนี้ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/310sboa

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G
Android News6 วัน ที่แล้ว

พาไปสัมผัส Samsung Galaxy A71 5G สเปคเทพ ใช้งานลื่นๆ บน AIS 5G ในราคาเอื้อมถึง เริ่มเพียง 10,490 บาท

พาไปสัมผัสประสบการณ์...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ที่แล้ว

สมาร์ทโฟนในมือคุณสั่น กับ Galaxy Note20 และ Note20 Ultra ในราคา 0 บาท

  เป็นเจ้าของ G...

IT News1 ชั่วโมง ที่แล้ว

เสียวหมี่ ฉลอง 10 ปีแห่งความสำเร็จ สู่ความก้าวหน้าไม่มีที่สิ้นสุด

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ...

IT News2 ชั่วโมง ที่แล้ว

Redmi G โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นแรกของแบรนด์ หน้าจอ 144Hz, ใช้ Core i7-10750H คู่ GTX 1650 Ti ในราคาเริ่มต้นราว 23,000 บาท

Redmi เปิดตัวโน๊คบุ๊...

How to LINE Meeting How to LINE Meeting
Android Tips2 ชั่วโมง ที่แล้ว

วิธีใช้งาน LINE Meeting วิดีโอคอลกลุ่ม ไม่ต้องเป็นเพื่อน ใส่เอฟเฟ็กต์ได้

วิธีใช้งาน LINE Meet...

Wearable4 ชั่วโมง ที่แล้ว

iFixit เผยการซ่อม Samsung Galaxy Buds Live หูฟังดีไซน์ถั่วนั้นง่ายมากๆ แถมแกะเปลี่ยนแบตได้เองถ้ามีเครื่องมือ

นักซ่อมชื่อดังอย่าง ...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง