Connect with us

Smart Review

รีวิว iPhone 12 mini น้องเล็กทรงพลังยุค 5G จอ Super Retina XDR, ขุมพลัง A14 พร้อมกล้องคู่ขั้นเทพ

Published

on

ใครที่ชอบสมาร์ทโฟนหน้าจอเล็กๆ ใช้งานมือเดียว ต้องบอกเลยว่า iPhone 12 mini นั้นคุ้มค่าที่สุดในตอนนี้ครับ ที่มีทั้งขนาดเล็ก สเปคภายในก็จัดเต็มแบบสุดๆ ตั้งแต่ขุมพลัง A14 Bionic, หน้าจอ OLED และกล้องหลังที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด

สรุปสเปค iPhone 12 mini

  • ขนาดตัวเครื่อง : 131.5 x 64.2 x 7.4 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 135 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Super Retina XDR ชนิด OLED ขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 2340x 1080 พิกเซล, 476ppi รองรับ HDR, อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1, ความสว่างสูงสุด 1200 นิต (HDR) และการแสดงผลแบบ True Tone
  • หน่วยประมวลผล : A14 Bionic
  • ROM 64/128/256 GB
  • ระบบปฎิบัติการ iOS 14
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 2 เลนส์แบ่งเป็น
    • เลนส์หลัก (Wide) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 รองรับซูมออปติคอล 2 เท่า
    • เลนส์ Ultra Wide-Angle มุมมองกว้าง 120 องศา ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า (TrueDepth) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • รองรับการใช้งานซิมคู่ (Nano-SIM และ eSIM)
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.0, NFC และพอร์ต Lightning
  • รองรับ 5G (sub-6 GHz และ mmWave)

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

สำหรับตัวกล่องของ iPhone 12 mini นั้นถูกย่อขนาดให้เล็กลงเพื่อลดขยะในธรรมชาติลงครับ แทบจะเล็กลงกว่าเดิมครึ่งๆ เลยทีเดียว โดยได้ตัดอะแดปเตอร์ออกไปแล้วเช่นกัน ขณะที่ภายในกล่องมีดังนี้

  • iPhone 12 mini พร้อม iOS 14
  • สาย USB Type-C เป็น Lightning
  • เอกสารประกอบ
  • สติ๊กเกอร์ Apple 1 ชิ้น
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

ดีไซน์ของ iPhone 12 ทุกรุ่นรวมถึง iPhone 12 mini นั้นมาในขอบแบนเรียบที่ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในยุคของ iPhone 5 ประมาณนั้นเลยครับ โดยตัวขอบมาแบบอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศที่ให้ความแข็งแรงและทนทานอย่างมาก

ขณะที่สีสันของ iPhone 12 mini ที่มีให้เลือก มีถึง 5 สี ได้แก่ สีดํา, ขาว, นํ้าเงิน, เขียว และแดง (PRODUCT)RED โดยที่ฝาหลังใช้เป็นกระจกที่จะเป็นสีเดียวกับตัวขอบดูสวยงามและให้ความหรูหราตามสไตล์ของ Apple ครับ

ที่สำคัญ iPhone 12 mini ยังมีความบางและเบามากๆ โดยเป็นรุ่นที่รองรับ 5G ที่บางสุดเท่าที่เคยมีมาเพียง 7.4 มม. และเบาเพียง 135 กรัมเท่านั้นเอง

สำหรับรุ่นนี้ยังคงมีมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นระดับ IP68 สามารถทนนํ้าได้สูงสุด 6 เมตร นาน 30 นาที ซึ่งทนได้ที่ความลึกมากกว่า iPhone 11 ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

หน้าจอแสดงผลของนั้นให้มาแบบ Super Retina XDR จอภาพ OLED เป็นครั้งแรกที่นำมาใช้นอกเหนือจากรุ่น Pro โดยมีความสวยงามอย่างมาก รองรับการแสดงผล HDR, ความสว่างสูงสุดถึง 1200 นิตเมื่อแสดงผลการเล่น HDR ทั้งยังมีจอใหญ่ 5.4 นิ้ว ในขนาดที่เล็กกว่า iPhone 11 อีกด้วย ซึ่งลองแล้วถือเพียงมือเดียวกดได้ทั่วทั้งจอโดยไม่ต้องเอื้อมเลยครับ

ไม่ได้มีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งด้วยการครอบทับด้วยวัสดุ Ceramic Shield ที่แข็งแรงกว่ากระจกทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นถึง 4 เท่า ทำให้การหล่นหรือกระแทกนั้นทนทานกว่าเดิม แต่แนะนำอย่าไป Drop Test กันนะครับ

มาดูกันที่รอบๆ เครื่องกันครับ ที่เหนือหน้าจอแสดงผลยังเป็นรอยบาก มีกล้องหน้าเทคโนโลยี TrueDepth พร้อม Face ID, ลำโพงตัวที่ 2 รองรับ Dolby Atmos และไมโครโฟนตัวที่ 2 พร้อมรองรับ Dolby Atmos ในตัว

ด้านซ้ายมีปุ่มเปลี่ยนโหมดปิด-เปิดเสียงของระบบ ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่มและลดเสียง ที่มีลักษณะแบนตามตัวเครื่องครับ โดยที่ด้านล่างสุดมีช่องใส่ NanosIM จำนวน 1 ช่อง

ทางซ้ายมีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น

ด้านล่างตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต Lightning และลำโพงตัวที่ 1

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 2 เลนส์เป็นเลนส์หลักและเลนส์ Ultra-Wide Angle ครับ พร้อมด้วยไฟแฟลช LED และไมโครโฟนตัวที่ 3

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

iPhone 12 mini แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 14 ทันที โดยมีฟีเจอร์ใหม่ๆ รองรับเพียบตามที่เราได้ลองใช้งานกันไป ไม่ว่าจะเป็น Widget, App Library หรือการปรับปรุงให้ใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

iPhone รุ่นแรกที่รองรับ 5G

iPhone 12 mini เป็น iPhone รุ่นแรกที่รองรับเครือข่าย 5G แถมยังครอบคลุมคลื่นความถี่กว้างที่สุดอีกด้วย โดยความเร็วในการดาวน์โหลดนั้นทะลุระดับกิกกะบิต โหลดแอปหรือภาพยนตร์ไว้ดูแบบออฟไลน์ก็โหลดไม่ถึงนาทีครับ

ทั้งนี้ ก็ยังมีฟีเจอร์ Smart Data เพื่อสลับเครือข่าย 5G และ 4G ได้อย่างฉลาด และยังทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ไปได้เยอะอีกด้วย

วิดเจ็ตใช้งานได้สะดวก

iOS 14 มาพร้อมกับฟีเจอร์วิดเจ็ตเป็นครั้งแรกของ iPhone โดยเพิ่มความสวยงามและความสะดวกในการใช้งานได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นวิดเจ็ตปฏิทิน, รูปภาพ, เพลง, โน๊ต และอื่นๆ อีกเพียบ โดยแต่ละแอปสามารถใช้วิดเจ็ตได้ 3 ขนาดตามความสะดวกและการตกแต่งของแต่ละคนเลยครับ

แยกแยะหมวดหมู่ด้วย App Library

App Library (คลังแอป) ก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่มีใน iOS 14 ครับ โดยจะแบ่งหมวดหมู่ทุกแอปพลิเคชั่นให้โดยอัตโนมัติ

ระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos

iPhone 12 mini มาพร้อมกับลำโพงเสียงคู่แบบสเตอริโอที่ปรับแต่งด้วย Dolby Atmos ต้องบอกว่าเสียงกระหึ่มตามสเปคระดับเรือธง ใครที่ชอบเล่นเกมหรือชมภาพยนตร์ใน Netflix ช่วงนี้ต้องบอกว่าเต็มอรรถรสแน่นอน หรือใครจะเล่นเกมแนว Battle Royale ก็มีการแยกเสียงฝั่งซ้ายและขวาให้แบบชัดๆ อีกด้วยนะ

Face ID ใช้งานเร็วและสเถียรกว่าเดิม

สำหรับเทคโนโลยีสแกนใบหน้าหรือ Face ID ใน iPhone 12 mini สามารถใช้งานได้เร็วขึ้นกว่าเดิมพอสมควรครับ แต่อาจไม่ได้เห็นความแตกต่างมากเกินไปเพราะรุ่นก่อนๆ ก็ถือว่าเร็วอยู่แล้วครับ

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

ขุมพลัง A14 Bionic เป็นหน่วยประมวลผลที่มาขับเคลื่อน iPhone 12 mini โดยชิพตัวนี้ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก แถมเรื่องความแรงต้องยอมให้จริงๆ ครับ ขณะที่ด้านกราฟิกได้ใช้ GPU แบบ 4 คอร์ที่เร็วกว่าชิพในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ถึง 50% เลยทีเดียว และยังมี Neural Engine ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพเป็น 16 คอร์ ทํางานได้เร็วขึ้นถึง 80% และทำงานได้สูงสุดถึง 11 ล้านล้านรายการต่อวินาที

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำไปได้ 630,496 คะแนน

ทดสอบการเล่นเกม

Genshin Impact

สำหรับเกมที่กินสเปคสุดๆ อย่าง Genshin Impact ต้องบอกว่า iPhone 12 mini เล่นได้แบบสบายมากๆ หน้าจอสัมผัสได้ไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วงให้เห็นครับ แต่ตัวเครื่องอาจจะร้อนขึ้นเยอะพอสมควร แต่ก็เป็นเรื่องปกติกับเกมที่ต้องใช้กราฟิกมหาศาลครับ

RoV

ต่อมาอย่างเกม RoV เราสามารถปรับภาพทุกอย่างได้สูงสุดทั้งหมด โดยสามารถเล่นได้แบบไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งแบบนิ่งๆ ที่ประมาณ 59-60fps ตลอดเกมครับ โดยที่ตัวเครื่องก็แค่อุ่นๆ อีกด้วยจากการเล่นไปประมาณ 30 นาที

PUBG Mobile

และสุดท้ายกับเกมแนว Battle Royale กันบ้างครับ โดย PUBG Mobile สามาถรปรับกราฟิกระดับ Ultra HD พร้อมกับเฟรมเรทระดับ Ultra ได้ และเล่นในโหมด 100 คน ได้สบายมากๆ

แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ทั้งวันแน่นอน

ในเรื่องแบตเตอรี่ต้องบอกว่าใครที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมก็สามารถใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอนครับ หรือถ้าใครดูวิดีโอสามารถชมได้นานสุดถึง 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว ขณะที่เรื่องการชาร์จ iPhone 12 mini นั้นรองรับ Fast Charge ที่ 12W ครับ แต่ก็สามารถชาร์จได้ถึง 50% ในเวลา 30 นาทีเท่านั้นผ่านอะแดปเตอร์ 20W ขึ้นไป

นอกจากนี้ ก็ยังรองรับการชาร์จไร้สาย MagSafe เหมือนรุ่นพี่ๆ ครับ โดยสามารถชาร์จได้กำลังไฟสูงสุด 12W ผ่านอะแดปเตอร์ที่รองรับ ซึ่งตัวแท่นจะยึดติดกับเครื่องแน่นมากๆ ยกขึ้นมาสะบัดก็ไม่มีหลุด ใครที่สนใจสามารถซื้อเพิ่มได้ในราคาเพียง 1,490 บาท

เคส Magsafe เป็นเอกลักษณ์

สำหรับอุปกรณ์เสริมอีกอย่างของ iPhone 12 mini นั้นเป็นเคสใสสำหรับ iPhone 12 mini พร้อม MagSafe ที่มีสัญลักษณ์วงกลมในตำแหน่งของ MagSafe ครับ โดยวางจำหน่ายแล้วในราคา 1,790 บาท

กล้องถ่ายรูป

iPhone 12 mini ในเรื่องกล้องถือว่าจัดเต็มเช่นกันครับ โดยเลนส์หลัก (Wide) มีรูรับแสงที่กว้างขึ้น ทำให้รับแสงได้มากกว่าเดิมถึง 27% ขณะที่ฟีเจอร์ตัวชูโรงอย่างการถ่ายวิดีโอแบบ Dolby Vision ก็ยังมีให้ด้วย

โหมดปกติถ่ายได้สวยด้วยเทคโนโลยี Deep Fusion

iPhone 12 mini นั้นใช้เทคโนโลยี Deep Fusion ที่ได้ประโยชน์จากหน่วยประมวลผล Neural Engine ช่วยให้ได้ภาพที่มีความละเอียดสูงและคมชัดมากแม้มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่านั้น โดยแสงและเงาในภาพมีความสว่างมากขึ้น รวมถึงสีสันต่างๆ ถือว่าทำได้ธรรมชาติมากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญก็สามารถเปิด HDR อัจฉริยะ เพื่อให้ถ่ายภาพย้อนแสงได้ดีด้วยครับ

เลนส์ Ultra-Wide Angle มุมกว้างถึง 120 องศา

แม้เป็นรุ่นเล็กสุดในตระกูลแต่ก็มีเลนส์ Ultra-Wide Angle มาให้ครับ โดยถ่ายได้มุมกว้างถึง 120 องศา เก็บสิ่งต่างๆ ตรงหน้าได้ครบ ทั้งยังแก้ไขรูปทรงไม่ให้ดูบิดเบี้ยวจนเกินไปอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ

เลนส์ Wide / เลนส์ Ultra-Wide Angle

โหมดภาพถ่ายบุคคล

โหมดถ่ายภาพบุคคลใน iPhone 12 mini ทำได้ดีขึ้นมากครับ สามารถตัดขอบได้เนียนตาและตรงมากขึ้น จะถ่ายบุคคลหรือสิ่งของทั่วไปก็ไม่หลุดโฟกัสให้เห็นแล้วครับ

ทั้งนี้ก็ยังมี Portrait Lightning ให้ถึง 6 แบบ ได้แก่ แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวที, แสงไฟเวทีขาวดำ และแสงไฟขาวดำไฮคีย์ โดยใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเหมือนกันทั้งหมด

โหมดกลางคืนทำได้ทุกเลนส์!

โหมดกลางคืนของ iPhone 12 mini และรุ่นอื่นๆ สามารถใช้งานได้ทุกเลนส์แล้ว ทั้งเลนส์ Wide, Ultra-Wide หรือกล้องหน้า ที่สำคัญถ่ายได้สว่างและคมชัดกว่าเดิมมากๆ อย่างเห็นได้ชัดครับ โดย Noise เกิดน้อยลง และใช้เวลาในการถ่ายโหมดกลางคืนเพียงไม่กี่วินาทีด้วย

กล้องหน้าพัฒนาขึ้นชัดเจน!

ใน iPhone 12 mini นั้นมีการปรับปรุงเรื่องสีสันของการเซลฟี่มาดีพอสมควรครับ รายละเอียดของใบหน้ามีความธรรมชาติมากขึ้น สีผิวดูมีน้ำมีนวลกว่าเดิม แต่ในเรื่องความบิวตี้จ๋าๆ ก็ยังคงไม่ได้จัดจ้านจนเกินไปเหมือนเดิมครับ

วิดีโอ Dolby Vision ขั้นเทพ

ใน iPhone 12 mini ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมเทคโนโลยีการถ่ายวิดีโอ Dolby Vision ได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องสีสันของวิดีโอ แสง ไฮไลท์ของวิดีโอให้ออกมาสมจริงและคมชัดมากๆ นอกจากนี้ เรื่องระบบกันสั่นไหวถือว่าเป็นหนึ่งในรุ่นที่ทำได้ดีที่สุดอีกด้วย

สรุปจุดเด่น

  • หน้าจอแสดงผลที่มาแบบ Super Retina XDR ชนิด OLED เป็นครั้งแรกในรุ่นเล็กสุดของ Apple
  • ใช้หน่วยประมวลผล A14 Bionic ที่ถูกเรียกว่าเป็นชิพที่เร็วที่สุดในโลกของสมาร์ทโฟนตอนนี้
  • รองรับเครือข่าย 5G ทุกเครือข่ายในไทย และเร็วแรงระดับกิกกะบิต
  • กล้องหลังมีทั้งเลนส์หลักและ Ultra-Wide แถมถ่ายวิดีโอแบบ Dolby Vision สูงสุด 4K@30fps ได้ด้วย
  • แบตเตอรี่รองรับการใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน โดยสามารถชาร์จผ่าน Magsafe ได้เช่นกัน

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีอะแดปเตอร์ให้ในกล่อง
  • ใช้พอร์ตแบบ Lightning อยู่

สำหรับ iPhone 12 mini มีราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท (ความจุ 64GB), 27,900 บาท (ความจุ 128GB) และ 31,900 บาท (ความจุ 256GB) โดยสามารถซื้อได้ผ่าน Apple Online Store, Apple Store หรือร้านค้าอื่นๆ

Smart Review

รีวิว Amazfit Bip U สมาร์ทวอทช์ฟีเจอร์เพียบ จอสัมผัส, ออกกำลังกายกว่า 60 โหมด รองรับการวัด SpO2 และแบตอึดนาน 9 วัน

Published

on

Amazfit Bip U สมาร์ทวอทช์สุดคุ้ม รองรับฟีเจอร์แบบครบทั้งด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย พร้อมชูจุดเด่นในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, ออกซิเจนในเลือด และออกกำลังกายถึง 60 โหมด

สเปคโดยรวมของ Amazfit Bip U

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 40.9 x 35.5 x 11.4 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 31 กรัม (รวมสายรัด)
  • หน้าจอแสดงผล IPS LCD ขนาด 1.43 นิ้ว ความละเอียด 320 x 302 พิกเซล และสี 72% NTSC
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0 BLE
  • เซ็นเซอร์
    • เซ็นเซอร์วัดความเร่ง
    • เซ็นเซอร์แสง PPG สำหรับ BioTracker
    • วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
    • Gyroscope
    • วัดออกซิเจนในเลือด (SpO2)
  • แบตเตอรี่ความจุ 230 mAh
  • อุปกรณ์ที่รองรับ Android 5.0 หรือ iOS 10.0 ขึ้นไป
  • มีมาตรฐานกันน้ำลึก 5ATM

Amazfit Bip U ใช้วัสดุพลาสติกโพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) ทำให้มีน้ำหนักเบา รู้สึกไม่หนักจนเกินไปเวลาสวมใส่ทั้งตอนกลางวันหรือตอนนอนครับ

โดยสีสันก็ยังมีความสดใสมากๆ อย่างสีเขียวที่เราได้มาทำให้ดูโดดเด่นขึ้นมาทันที ขณะที่ Amazfit Bip U ก็มีอีก 2 สี ได้แก่ สีดำและชมพูครับ

สำหรับสายรัดก็มาแบบซิลิโคนที่มีน้ำหนักเบา ไม่แข็งจนเกินไป ทำให้ใส่ได้ง่ายและสบายสุดๆ

ในส่วนของหน้าจอแสดงผลมาแบบสีด้วยชนิด IPS LCD ขนาด 1.43 นิ้ว ความละเอียด 320 x 302 พิกเซล โดยมีความโค้งเล็กน้อยด้วยกระจก 2.5D และเคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมืออีกด้วย (Anti-fingerprint coating)

ที่ตัวเครื่องจะมีปุ่มฝั่งขวาสำหรับย้อนกลับหรือเข้าหน้าเมนู

ขณะที่ด้านหลังจะมีระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ และแม่เหล็กสำหรับวางกับแท่นชาร์จ

ในการใช้งานเราสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอปพลิเคชั่น Zepp ที่มีทั้งบน App Store และ Google Play Store

เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อย Amazfit Bip U จะมีหน้าปัดให้เราเลือกมากกว่า 50 แบบเลยทีเดียว ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามใจชอบเลย!

ฟีเจอร์ด้านออกกำลังกาย

รองรับโหมดกีฬามากกว่า 60 ชนิด

Amazfit Bip U เน้นการออกกำลังกายด้วยการรองรับโหมดของกีฬามากกว่า 60 แบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง, เดิน, การเต้นประเภทต่างๆ, ปั่นจักรยาน, คริกเกต และอื่นๆ เพียบ

นอกจากนี้ Amazfit Bip U ก็สามารถใช้งานว่ายน้ำได้สบายๆ จากมาตรฐานการป้องกันน้ำ 5ATM ที่ทำได้ลึกสุดถึง 50 เมตร

Amazfit Bip U ยังมีเทคโนโลยีการตรวจจับด้วยเซ็นเซอร์ BioTracker 2 PPG Biological Optical เพื่อช่วยระบุจำนวนก้าวและอัตราการเต้นของหัวใจได้แบบเรียลไทม์

ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ

สำหรับด้านสุขภาพ Amazfit Bip U ก็ยังทำออกมาได้ดีมากๆ ตั้งแต่การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ 24 ชั่วโมงเรียลไทม์ โดยจะมีการแจ้งเตือนเมื่อมีอัตราการเต้นที่ต่ำหรือสูงเกินไปตามที่เรากำหนดไว้ในแอป Zepp

วัดออกซิเจนในเลือด

ความพิเศษของสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ยังรองรับการวัดค่าออกซิเจนในเลือดได้ ซึ่งค่าปกติควรอยู่ที่ 95 ขึ้นไปครับ

การวัดความเครียด

สำหรับการวัดความเครียดจะถูกนำมาคิดตามค่าความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจครับ โดยค่ายิ่งน้อยคือยิ่งผ่อนคลายครับ

ติดตามการนอนได้

Amazfit Bip U มาพร้อมกับการวัดคุณภาพการนอนแต่ละวันของเราได้ ซึ่งถือว่าทำได้แม่นยำพอสมควร โดยมีคะแนนการนอนหลับโดยรวม โดยมีการบอก 4 ค่าระหว่างการนอนเป็นชั่วโมง ได้แก่ หลับลึก, REM, หลับตื่น และตื่น

แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงถึง 9 วัน

จากการทดอสอบการใช้งานไป 1 วันเต็มๆ โดยเปิดฟีเจอร์การวัตอัตราการเต้นของหัวใจไว้ตลอด 1 นาที 24 ชั่วโมง จาก 100% ลดลงมาเหลือ 92% ครับ ซึ่งถ้าเฉลี่ยแล้วอยู่ได้ 9 วันกว่าเลยด้วยซ้ำครับ

สำหรับ Amazfit Bip U วางจำหน่ายผ่านทาง Amazfit Official Store โดยมีราคาเต็มอยู่ที่ 2,190 บาท

Continue Reading

Smart Review

รีวิว Beats Flex หูฟังไร้สายชิพ Apple W1, แบตอึด 12 ชม. พร้อมฟังเพลงชัด เล่นเกมสบาย ในราคาเพียง 1,900 บาท

Published

on

รีวิว Beats Flex หูฟังไร้สายสุดคุ้มจาก Beats ชูโรงด้วยการใช้งานได้ตลอดวันเพียงชาร์จครั้งเดียว, ป้องกันเสียงลมและเสียงรบกวนในการพูดได้ และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ชีวิตราบรื่นขึ้นอีกเยอะ

คุณสมบัติหูฟังไร้สาย Beats Flex

  • ความสูง: 1.6 ซม./0.6 นิ้ว
  • ความยาว: 86.4 ซม./34 นิ้ว
  • ความกว้าง: 10.6 ซม./4.2 นิ้ว
  • น้ำหนัก: 18.6 กรัม
  • หน่วยประมวลผล Apple W1
  • ฟังได้นานสูงสุด 12 ชั่วโมง

อุปกรณ์ในกล่อง

  • หูฟังไร้สาย Beats Flex
  • สายชาร์จ USB-C เป็น USB-C
  • จุกหูฟังมี 4 ขนาดให้เลือก
  • คู่มือเริ่มต้นแบบรวดเร็ว
  • ใบรับประกัน

ดีไซน์หูฟัง Beats Flex ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานอย่างมากตั้งแต่สายคล้องคอที่มีความแข็งแรงแต่ก็ยืดหยุ่นเพื่อให้รู้สึกไม่หนักคอจนเกินไป โดยสีที่เราได้มาจะเป็นสีดำ ส่วนอีก 3 สีที่มีให้เลือกจะเป็นสีฟ้าเฟลมบลู, สีเทาสโมคเกรย์ และสีเหลืองยูซุ

ในการสวมใส่ Beats Flex ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ จากการที่เป็นหูแบบ In-Ear แต่ก็ไม่ได้รู้สึกปวดหูเวลาใช้งานไปนานๆ แถมกลับรู้สึกสบายเหมือนกับหูฟังแบบปกติ

ตัวหูฟังด้านซ้ายจะมีทั้งปุ่มหยุด/เล่นเพลง, ไมโครโฟนที่มีตัวกรองลมอยู่ตรง ขณะที่ฝั่งขอบจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และช่อง USB Type-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่

ส่วนทางขวามีปุ่ม Power และไฟ LED บอกสถานะอยู่

ไฟ LED บอกสถานะแบตเตอรี่

  • สีขาว : ใช้ได้มากกว่า 1 ชั่วโมง
  • สีแดง : ใช้ได้น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
  • กะพริบสีแดง: ต้องชาร์จ

ทั้งนี้ ตัวหูฟังด้านหลังจะมีแม่เหล็กที่ยึดติดกันได้เพื่อให้การทำงานทั้งหมดที่ใช้อยู่หยุดลงทันที

การเชื่อมต่อ

ในการเชื่อมต่อครั้งแรกถ้าใครใช้ iPhone/iPad ในตัวหูฟัง Beats Flex จะมีชิพ Apple W1 เพื่อให้เชื่อมต่อได้ทันทีที่เปิดเครื่องโดยแทบไม่ต้องทำอะไรเลยครับ โดยจะแสดงเป็น Pop-Up ขึ้นมาให้เชื่อมต่อบน iPhone/iPad แต่หากใครใช้งานกับสมาร์ทโฟน Android ก็สามารถเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ได้เหมือนกันครับ แต่จะไม่แจ้งเตือนครั้งแรกเหมือนกับ iPhone (การใช้งานครั้งถัดๆ ไปจะเชื่อมต่ออัตโนมัติทั้ง iOS และ Android)

การควบคุมผ่านปุ่มฝั่งซ้าย

  • กด 1 ครั้ง : เล่น/พักเพลง หรือรับ/วางสายโทรศัพท์ หรือรับสายซ้อน
  • กด 1 ครั้งและค้างไว้ : วางสายที่โทรเข้ามา / เรียก Siri (สำหรับ iPhone)
  • กด 2 ครั้ง : เล่นเพลงถัดไป
  • กด 3 ครั้ง : เล่นเพลงก่อนหน้า

การฟังเพลง

สำหรับเสียงในการฟังเพลงของ Beats Flex ถือว่าทำออกได้ดี เสียงของดนตรีและเสียงร้องก็ชัดเจน เสียงมีความใสในตัว แต่ในเรื่องเบสอาจจะไม่ได้หนักมาก ดังนั้น ใครที่ไม่ได้เน้นเรื่องเบสมากเท่าไหร่น่าจะชอบครับ

ทั้งนี้ อย่างที่เราบอกไปตอนต้นถ้าจะต้องการหยุดฟังเพลง ก็แค่เพียงถอดหูออกและแม่เหล็กด้านหลังเครื่องก็จะติดกันทันที ซึ่งจะเป็นการหยุดเล่นโดยอัตโนมัติ

การพูดคุยโทรศัพท์

Beats Flex มีไมโครโฟนในตัวที่ลดการกระทบกับลมเพื่อเพิ่มความคมชัดไปยังปลายสายได้ดี โดยการป้องกันทำได้ดีทั้งระหว่างออกกำลังกายหรืออยู่นอกสถานที่ครับ

การเล่นเกม

ส่วนการเล่นเกมถือว่าทำได้ดีมากๆ ในเรื่องของการหน่วงครับ เพราะมีเทคโนโลยี Class 1 Bluetooth เพื่อให้การหน่วงระหว่างอุปกรณ์ของ Apple และ Beats Flex ลดลง ซึ่งลองในเกม PUBG Mobile ได้ยินเสียงแทบจะเรียลไทม์ ส่วนการแยกแยะเสียงฝั่งต่างๆ ทำได้ดีและชัดเจนครับ ทั้งนี้หากใครที่ใช้ Android ในการเชื่อมต่อก็ไม่ต้องกังวลอะไรครับ เพราะจากที่ลองใช้งานแทบจะไม่ต่างจาก iPhone เลย ถ้าไม่สังเกตจริงๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรครับ

แบตเตอรี่ใช้งานได้ทั้งวันจริงๆ

ในเรื่องความอึดของแบตเตอรี่ Beats Flex ทำได้ดีตามที่ระบุครับ โดยใช้งานได้ทั้งช่วงเช้า เที่ยง เย็น และเหลือกลับมาชารืจในตอนกล่างคืนได้สบายๆ

ทั้งนี้ระหว่างวัน ใครที่รีบๆ ก็มีเทคโนโลยีการชาร์จแบบ Fast Fuel ที่ชาร์จเพียง 10 นาที ก็ฟังได้ต่ออีก 1 ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว

ราคา

สำหรับ Beats Flex มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 1,900 บาท ผ่านทางออนไลน์ได้ที่ http://bit.ly/2LpoZPc

Continue Reading

Featured

รีวิว Redmi Note 9T 5G สมาร์ทโฟนสุดคุ้ม รองรับ 5G, กล้อง 48MP และ Redmi 9T ขุมพลัง Snapdragon 662 แบต 6000mAh

Published

on

ในครั้งนี้เราจัดรีวิวแรกของปี 2021 มาให้แบบจัดเต็มถึง 2 รุ่นครับ ได้แก่ Redmi Note 9T และ Redmi 9T สมาร์ทโฟนจาก Redmi สุดคุ้มทั้งคู่ และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยแต่ละรุ่นมีฟีเจอร์อะไรบ้างลองมาดูกัน

Redmi Note 9T 5G

เริ่มกันด้วย Redmi Note 9T ที่มาในสโลแกน Ready, Set, 5G! ที่เป็นสมาร์ทโฟนรองรับ 5G ในราคาสุดคุ้ม พร้อมการใช้งานสุดไหลลื่นและกล้องคมชัดขั้นสุด 48 ล้านพิกเซล

สรุปสเปค Redmi Note 9T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 161.96 x 77.25 × 9.05 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 199 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด IPS กว้าง 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9, ความสว่าง 450 นิต และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 5
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 800U ความเร็ว 2.4GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64/128 GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับ 18W Fast Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Redmi Note 9T พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์กำลังไฟ 22.5W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ดีไซน์ของ Redmi Note 9T มาแบบพรีเมี่ยมเกินราคาด้วยวัสดุฝาหลังแบบผิวด้าน ไม่สะท้อนแสง โดยสีสันจะมี 2 แบบ ได้แก่ สีดำ Nightfall Black (สีในรีวิวนี้) และสีม่วง Daybreak Purple ที่มีการไล่เฉดแบบเบาๆ ที่ยังให้ความคลาสสิกอยู่ในตัว

ทั้งนี้ ที่ฝาหลังยังเป็นความโค้งแบบ 3 มิติ หรือ 3D Curved ช่วยให้การจับถือระหว่างการใช้งานทำได้สบายมือยิ่งขึ้น

เท่านี้ยังไม่พอ ตัวเครื่อง Redmi Note 9T ยังสามารถป้องกันละอองน้ำได้ด้วย ทำให้ใช้งานระหว่างฝนตกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นปัญหาอะไรครับ

หน้าจอแสดงผลยังใช้งานได้แบบเต็มตาด้วย DotDisplay ชนิด IPS ขนาดใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ทำให้ชมวิดีโอต่างๆ ได้เต็มตาและคมชัดในระดับมาตรฐานอีกด้วย ทั้งยังเพิ่มความแข็งแรงของกระจกจอด้วย Corning Gorilla Glass 5

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงอยู่ตรงกลางที่เป็นลำโพงตัวที่ 2 ได้ด้วย ขณะที่มุมซ้ายบนมีกล้องหน้าที่ฝังในหน้าจอ 1 เลนส์

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง พร้อมช่องใส่ MicroSD Card อีก 1 ช่อง

ทางขวามีปุ่ม Power ที่ใช้สแกนลายนิ้วมือได้ด้วย และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ทางด้านล่างยังคงมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้อยู่ครับ ถัดไปทางขวามีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีทั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster) และไมโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวน

และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 3 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED ที่จัดเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยโมดูลกล้องหลังเป็นแบบทรงกลม

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Redmi Note 9T รันระบบปฏิบัติการ Android 10 และครอบทับด้วย MIUI 12 ครับ โดยมีฟีเจอร์ต่างๆ มาให้เยอะพอสมควรครับ

รองรับ 5G เร็วแรง และ Dual 5G

ตัวชูโรงของ Redmi Note 9T นั้นเป็นรุ่นที่รองรับเครือข่าย 5G ที่ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่องครับ โดยความพิเศษนั้นรองรับเทคโนโลยี Dual 5G ที่ใช้งาน 5G ได้ทั้ง 2 ซิมที่ใส่เลยด้วย ทั้งยังรองรับหลาย Band ได้แก่ n1/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n41/n77/n78/n79 ที่สำคัญรอบตัวเครื่องยังมีสัญญาณรอบตัวแบบ 360 องศา ทำให้การจับถือระหว่างใช้งานก็ไม่มีบังสัญญาณด้วย

ลำโพงคู่เสียงดังชัดเจน

ใครที่เน้นชอบรับชมภาพยนตร์ ซีรี่ย์ หรือวิดีโอต่างๆ จะต้องหลงรักครับ เพราะรองรับลำโพงคู่ทั้งลำโพงด้านบนและล่าง ทำให้ใช้งานได้เต็มอรรถรสยิ่งขึ้น หรือถ้าใครเป็นสายเกมก็จะได้ยินเสียงแบบแยกฝั่งอย่างชัดเจนมากๆ

ตัดแสงสีฟ้าใช้งานสบายตายิ่งขึ้น

หน้าจอแสดงผลของ Redmi Note 9T ได้ผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland Low Blue Light Certification ที่แสงสีฟ้าจะน้อยลงเพื่อถนอมสายตาให้ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อเราเปิดโหมดตัดแสงสีฟ้า (โหมดอ่าน) ก็ยิ่งทำให้ใช้งานได้สบายตาขึ้นและไม่รู้สึกปวดตาด้วยเช่นกัน

Dark Mode ก็ใช้งานได้

หากใครที่ไม่ชอบใช้การตัดแสงสีฟ้าก็ใช้งาน Dark Mode เพื่อให้สีสันยังอยู่ครบ แต่ก็ใช้งานสบายตาได้ไม่ต่างกันครับ โดยพื้นหลังจะเป็นสีดำทั้งหมด และตัวอักษรก็จะปรับสีให้เข้ากับพื้นหลัง ทำให้เราใช้งานสบายตากว่าเดิม

ระบบความปลอดภัย

Redmi Note 9T มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ให้ความสะดวกสบายใช้งานได้ง่ายๆ ตั้งแต่ระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ข้างตัวเครื่อง เมื่อเราหยิบขึ้นมาใช้งาน นิ้วก็จะลงล็อกตัวสแกนพอดีครับ

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ทำได้อย่างรวดเร็วมากๆ โดยมีความสเถียรและจดจำใบหน้าได้แม่นยำ

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Redmi Note 9T ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลจาก MediaTek อย่าง Dimensity 800U ที่เป็นชิพรุ่นกลางที่ใช้งานได้ไหลลื่นครับ ทั้งยังมีขนาดเล็กเพียง 7 นาโนเมตรเท่านั้น ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกเพียบ

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 601 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,577

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

มาเริ่มกันที่เกมหาชนอย่าง ROV กันครับ โดย CPU ตัวนี้สามารถปรับภาพกราฟิกได้ที่การแสดงผลระดับสูง และภาพ HD ระดับสูงมาก (เปิดเฟรมเรทสูงไม่ได้) โดยเราเล่นในโหมด 5 VS 5 ก็ถือว่าเล่นได้สบายมือ ไหลลื่นตามปกติ ซึ่งเฟรมเรทวิ่งได้ลื่นๆ ที่ 29-30 fps ตลอดเกม

PUBG Mobile

ขณะที่เกม FPS อย่าง PUBG Mobile ก็สามารถปรับกราฟิกได้ในระดับ HD และเฟรมเรทสูงครับ แต่ใครไม่ซีเรียสเรื่องภาพสวยมากๆ จะต้องชอบแน่นอน โดยเรื่องการทัชหน้าจอก็ทำได้ค่อนข้างไหลลื่นเลยทีเดียว

Asphalt 9: Legends

และเกมภาพสุดสวยอย่าง Asphalt 9: Legends สามารถปรับภาพได้ในภาพระดับสูงได้ด้วย และในการเล่นถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมครับ

แบตเตอรี่อึด พร้อมชาร์จเร็ว 18W

Redmi Note 9T ให้แบตเตอรี่มาถึง 5000mAh แถมด้วย CPU ที่ให้มามีความประหยัดพลังงานอยู่แล้ว การใช้งานทั่วไปอย่างเล่นโซเชียลหรือดู YouTube ก็ถือว่าอยู่ได้เต็มวันครับ แต่ถ้าใครสายเกมอาจจะได้ชาร์จกันบ้างครับ

ทั้งนี้ รุ่นนี้ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W (แต่แถมอะแดปเตอร์มาให้กำลังไฟ 22.5W) เรียกว่าชาร์จเร็วได้แบบเหลือๆ ครับ และจากที่ทดสอบดูจากแบตเหลือ 30% ชาร์จได้ถึง 100% ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

กล้องถ่ายรูป

กล้องของ Redmi Note 9T ถือว่าจัดเต็มครับ ตั้งแต่กล้องหลังความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีโหมดการใช้งานให้ครบครัน

ถ่ายคมชัดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล

Redmi Note 9T จัดเต็มด้วยกล้องหลักความละเอียดถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายได้ภาพที่มีขนาดใหญ่ ที่เราสามารถซูมดูภาพได้มากขึ้นและเห็นสิ่งเล็กๆ ได้ชัดเจนกว่าโหมดปกติครับ

AI ฉลาด แยกแยะหมวดหมู่ได้ชัดเจน

ในการถ่ายด้วยโหมดปกติเราจะได้ AI เข้ามาเสริมความสวยงามของภาพครับ ตั้งแต่การแยกแยะหมวดหมู่ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะแสดงให้เราได้เห็นขึ้นมาทันที เช่น อาหาร, ท้องฟ้า, สัตว์เลี้ยง หรือดอกไม้ เป็นต้น (จะแสดงเป็นสัญลักษณ์ที่ AI ด้านบน) โดยสีสันที่ได้ถือว่าทำได้ดีมาก แสงและเงามีความสวยงาม และมุมมืดๆ ก็มีความสว่างขึ้นด้วย

Portrait ถ่ายได้เรียนและสวยกว่าที่คิด!

ในการถ่ายภาพบุคคลต้องบอกเลยว่า Redmi Note 9T ทำออกได้ดีกว่าที่คิดมากๆ โดยการตัดขอบรอบตัวและการเบลอฉากหลังดูมีมิติ แถมใบหน้าก็มีความสว่างและสามารถปรับแต่งความสวยงามได้ค่อนข้างอิสระด้วย ทำให้ภาพมีความเป็นธรรมชาติ

ทั้งนี้ ในโหมด Portrait เมื่อเราถ่ายเสร็จแล้ว ก็สามารถปรับค่ารูรับแสงหรือระดับการเบลอได้อีกรอบ โดยกว้างสุดอยู่ที่ f/1.0 และแคบสุดที่ f/16.0

ถ่ายกลางคืนได้แจ่มด้วย Night Mode

รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับโหมดกลางคืน โดยจะใช้ AI เข้ามาช่วย และต้องรอประมวลผลประมาณ 4-5 วินาที แต่ภาพที่ได้ถือว่าคุ้มกับที่รอครับ เพราะ Noise ในที่แสงน้อยลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมดปกติ ทั้งยังให้ความสว่างและสีสันเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

โหมดปกติ / โหมดกลางคืน

ถ่ายได้ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

เลนส์ Macro เพื่อให้ได้ภาพในระยะใกล้ๆ ได้ก็มีมาให้ครับ โดยมีระยะโฟกัสใกล้ถึง 4 เซนติเมตร ทำให้เราเห็นวัตถุเล็กๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น เกสรดอกไม้ หรือสัตว์เล็กๆ แต่สีสันก็อาจจะดรอปลงมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเลนส์หลักเพราะมีความละเอียดที่ 2 ล้านพิกเซลเท่านั้น

กล้องหน้า Beautification

ในกล้องหน้าก็ถือว่าทำได้เนียนมากๆ ตามสไตล์ของ Redmi ครับ โดยใบหน้าจะมีความเนียนใสมากๆ ซึ่งในระดับสูงสุดก็ยังคงธรรมชาติอยู่ด้วยนะ ไม่ได้ดูเกินเบอร์เกินไป

Portrait กล้องหน้าก็ทำได้เนียนตา

นอกจากที่ Portrait จะถ่ายที่กล้องหลังได้แล้ว กล้องหน้าก็ทำได้สวยงามไม่แพ้กันครับ การตัดขอบและใบหน้าระหว่างเซลฟี่ก็ทำได้สวยงาม และมีการปรับระดับได้ตามความชอบของแต่ละคนด้วย

ถ่ายวิดีโอมา ไม่เสียเวลาตัดต่อด้วย VLOG Mode

สำหรับ VLOG Mode น่าจะเป็นสิ่งที่นัดถ่ายวิดีโอน่าจะชอบกันครับ โดยจะมี Transition ให้มาแบบสำเร็จรูปหลายรูปแบบ เพียงเราแค่เลือกหมวดที่ชอบและกดถ่ายได้ทันที ระบบจะประมวลผลมาให้เลยครับ

สรุปจุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย 5G แบบ Dual 5G ที่ใช้งานได้เร็วแรงและสเถียร
  • กล้องหลังมาพร้อมความคมชัดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล และใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชัน
  • หน้าจอ DotDisplay ใหญ่ 6.53 นิ้ว เสพความบันเทิงได้เต็มที่และเต็มตา
  • แบตเตอรี่ให้มาถึง 5000mAh ใช้งานได้เต็ม แถมรองรับชาร์จเร็วถึง 18W
  • รองรับการเล่นเสียงแบบลำโพงคู่โดยไม่ต้องใช้หูฟัง
  • ตัวเครื่องป้องกันลำอองน้ำได้

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง

Redmi Note 9T มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Nightfall Black และ Daybreak Purple พร้อมวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ JD Central ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 นี้ ด้วยกัน 2 รุ่น

  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคา 6,999 บาท
  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+128GB ราคา 7,499 บาท

และพิเศษสุดๆ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อในระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม 2564 

  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคาพิเศษเพียง 5,999 บาท จากราคาปกติ 6,999 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ https://bit.ly/38eS2xu
  • Redmi Note 9T ขนาดความจุ 4+128GB ราคาพิเศษเพียง 6,599 บาท จากราคาปกติ 7,499 บาท เลือกซื้อได้ที่ลิงก์ http://bit.ly/3ngkjYP

พร้อมรับฟรี! Mi Band 4C มูลค่า 599 บาท และซิม AIS 5G มูลค่า 99 บาท (หมายเหตุ* ของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด)

Redmi 9T

ต่อกันที่ Redmi 9T ที่มาในดีไซน์สวยงาม สเปคแจ่มๆ ระดับกลางที่ใช้งานได้ไหลลื่นครับ ทั้งยังชูโรงด้วยแบตเตอรี่ความจุถึง 6000mAh

สรุปสเปค Redmi 9T

  • ขนาดตัวเครื่อง : 162.3 x 77.3 × 9.6 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล DotDisplay ชนิด IPS กว้าง 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) ความสว่าง 400 นิต และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 662 ความเร็ว 2.0GHz
  • RAM 4 GB
  • ROM 64/128 GB เพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 512GB
  • ระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มุมมองกว้าง 120 องศา
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.05
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G, Bluetooth 5.0 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 6000mAh รองรับ 18W Fast Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Redmi 9T พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์กำลังไฟ 22.5W
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

Redmi 9T มาในดีไซน์ที่ต่างจาก Redmi Note 9T ทั้งหมดครับ ด้านหลังเป็นพลาสติกที่มีเฉดสีฉูดฉากมากกว่าและเน้นสีสันจัดจ้านครับ พร้อมโลโก้ Redmi เป็นเหมือนรอยปั๊มที่สัมผัสแล้วรู้สึกถึงความลึกของตัวอักษร ซึ่งสีที่เราได้มาเป็นสีแดงส้ม Sunrise Orange สุดร้อนแรง ส่วนสีอื่นๆ ที่มีให้เลือก ได้แก่ Carbon Gray, Twilight Blue และ Ocean Green โดยแต่ละสีจะมีการเล่นแสงที่เปล่งออกมาจากตัวโมดูกล้องหลังด้วย

ที่ด้านหลังก็ยังมีความโค้งเพื่อให้รองรับกับอุ้งมือได้อย่างสบายไม่เกิดรอยแน่นอน

สำหรับหน้าจอแสดงผลมาแแบบ DotDisplay ที่มีหยดน้ำอยู่ตรงกลาง ทำให้มีขนาดใหญ่ 6.53 นิ้ว พร้อมความคมชัดระดับ FHD+ เท่ากับรุ่นข้างต้นครับ ใครที่ชอบชมวิดีโอต่างๆ แบบเต็มตาก็สามารถเลือกซื้อรุ่นนี้ได้เช่นกัน

เหนือหน้าจอแสดงผลมีลำโพงอยู่ตรงกลางพร้อมเป็นลำโพงตัวที่ 2 เช่นกัน ถัดลงมาเป็นกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

ทางซ้ายมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ microSD Card อีก 1 ช่อง

ทางขวามีปุ่ม Power ที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่อยู่เหนือขึ้นไปครับ

ทางด้านล่างยังคงมีไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวที่ 1

ขณะที่ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., เซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster) และไมโครโฟนตัวที่ 2

สุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้องหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช LED ที่อยู่ในมุมซ้ายบนทั้งหมด

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Redmi 9T แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12 เหมือนกับ Redmi Note 9T ครับ โดยการใช้งาน แอนิเมชั่นสวยงาม และความเสถียรนั้นมีให้ครบ

ใช้งานสบายตาจากการรับรอง TÜV Rheinland Low Blue Light พร้อมโหมดถนอมสายตา

Redmi 9T ยังผ่านการรับรอง TÜV Rheinland Low Blue Light ที่ยืนยันได้เลยว่าจะไม่ทำร้ายดวงตาขณะใช้งานจากแสงสีฟ้าครับ ทั้งนี้ เรายังสามารถเปิดโหมดถนอมสายตาเพื่อตัดแสงสีฟ้าออกไปอีกได้เหมือนกัน โดยความเข้มก็ปรับได้ตามความชอบเลยครับ

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัยก็มีให้ทั้งการสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านข้างตัวเครื่องที่ปุ่ม Power ให้ความสะดวกสุดๆ และจดจำลายนิ้วมือได้รวดเร็วมากๆ

รวมถึงการสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้รวดเร็วไม่แพ้กัน

ลำโพงคู่เสียงดังเหมือนเรือธง

แม้ว่าจะเป็นรุ่นกลางแต่ Redmi 9T ก็ยังให้เราเติมพลังให้ความสนุกจากการรับชมและฟังเสียงได้เต็มอรรถรสครับ โดยลำโพงจะปล่อยออกจากทั้ง 2 ฝั่งของตัวเครื่อง (บอกเลยว่าเสียงดังไม่ต่างจากลำโพงตัวหลักเลย) โดยไม่จำเป็นต้องใช้หูฟัง

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Redmi 9T ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 662 ความเร็ว 2.0GHz ซึ่งเป็นชิพรุ่นกลางจาก Qualcomm ที่ใช้งานได้ไหลลื่นและเล่นเกมได้สบายๆ ครับ ทั้งยังมี RAM ให้มา 4GB ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป และ ROM สูงสุด 128GB ให้เราเก็บรูปถ่ายต่างๆ ได้เยอะ หรือถ้าใครไม่พอ ก็ใส่ MicroSD ได้สูงสุดอีกถึง 512GB ได้เลยครับ

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 317 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,242

ทดสอบการเล่นเกม

Call of Duty: Mobile

มาลองดูที่เกม Call of Duty: Mobile กันก่อนเลยครับ Redmi 9T ที่ใช้ S662 ก็เล่นได้แบบลื่นๆ ระบบสัมผัสก็ถือว่าไปตามนิ้วได้ดีเลยทีเดียว ส่วนกราฟิกที่ปรับได้ก็อยู่ในระดับกลาง

ROV

และเกม ROV เพื่อให้เห็นเฟรมเรทได้ชัด ก็อยู่ในระดับที่นิ่งมากๆ ไม่ได้เหวี่ยงจนเห็นได้ชัดครับ ตามสไตล์รุ่นที่ใช้ชิพมังกรอย่าง Snapdragon 662 โดยกราฟิกที่เราปรับจะเป็นระดับ HD สูงสุด, พร้อมการแสดงผลสูง และเฟรมเรทสูง

แบตเตอรี่อึด

เรื่องชูโรงสำคัญของคนที่อยากให้สมาร์ทโฟนแล้วชาร์จน้อยๆ ต่อวัน Redmi 9T น่าจะตอบโจทย์ได้ดีมากๆ ครับ เพราะให้แบตมาถึง 6000mAh ใครที่เน้นเล่นโซเชียลทั่วไปอยู่ได้ครบวันแน่นอนครับ

ทั้งนี้ยังรองรับเทคโนโลยี 18W Fast Charge ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาทีเพื่อให้เต็ม 100% จากประมาณ 30%

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องถ่ายรูปใน Redmi 9T ให้มาจัดเต็มถึง 4 เลนส์ครบทุกระยะทั้งใกล้และไกล ตั้งแต่เลนส์หลัก + Ultra-Wide Angle + Macro และ Depth เพื่อให้ถ่าย Portrait ได้ดีเยี่ยม โดยจะถ่ายสวยขนาดไหน ลองมาชมกันครับ

ถ่ายคมชัด 48 ล้านพิกเซล พร้อมความฉลาดของ AI

Redmi 9T ให้เลนส์หลักมาที่ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล ช่วยให้ได้ภาพที่ใหญ่ ซูมได้ไกลและเห็นสิ่งต่างๆ ในภาพได้ชัดมากขึ้น

ภาพความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

ขณะที่การใช้โหมดปกติจะเป็นการรวมพิกเซลให้มาอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซลครับ แต่ทดแทนด้วยภาพที่มีสีสันสวยงาม คมชัด และจุดมืดในภาพก็สว่างขึ้น ทำให้ดูธรรมชาติมากขึ้น

เลนส์ Ultra-Wide Angle ถ่ายมุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Ultra-Wide ที่ Redmi 9T มีมาให้สามารถถ่ายได้กว้างสุดถึง 120 องศา ทำให้เราไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ เมื่อต้องการถ่ายให้ครบองค์ประกอบ โดยสีสันต่างๆ ถือว่าสดใสอยู่แทบไม่ต่างจากเลนส์หลัก

เลนส์หลัก / เลนส์ Ultra-Wide Angle

ถ่าย Portrait ได้สวยเนียน

จากการที่มีเลนส์ Depth เพื่อวัดระยะมาให้ ทำให้ภาพที่ได้จากโหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ทำได้ดียิ่งขึ้น ตัดขอบได้เนียน และเรื่องสีผิวหรือความสวยงามบนใบหน้าของคนก็ทำได้ดีอีกด้วย ซึ่งโหมดนี้ก็รองรับทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

กล้องหลัง

กล้องหน้า

Night Mode ถ่ายกลางคืนได้สวยงาม

สำหรับ Night Mode ของ Redmi 9T ถือว่าทำได้ในระดับที่ดีครับ ในตอนกลางคืนถ่ายได้คมชัด เกิด Noise น้อย และสีสันของวัตถุต่างๆ ก็ยังเห็นได้ชัดเจนอยู่

เลนส์ Macro ก็มีมาให้

โหมด Macro ก็เป็นเลนส์ที่ทำให้เราถ่ายภาพขนาดเล็กๆ และใกล้ๆ ได้ชัดขึ้นนั่นเองครับ โดย Redmi 9T มีระยะโฟกัสที่ 4 ซม.

สรุปจุดเด่น

  • จัดกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียด 48 ล้านพิกเซลมาให้เลยทีเดียว และมีครบทั้งเลนส์ Ultra-Wide Angle, Depth และ Macro
  • มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 662 ทำให้ใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุดครับ
  • แบตเตอรี่สุดอึดถึง 6000mAh ใช้งานได้เต็มวันแน่นอน
  • หน้าจอแสดงผลใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว รับชมวิดีโอและความบันเทิงได้เต็มตา

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ
  • ไม่มีหูฟังให้ในกล่อง

Redmi 9T มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Carbon Gray, Twilight Blue, Sunrise Orange และ Ocean Green

  • Redmi 9T ขนาดความจุ 4+64GB ราคา 4,499 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564
  • Redmi 9T ขนาดความจุ 6+12GB ราคา 5,299 บาท วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564

Redmi 9T ทั้งรุ่น 4+64GB และ 6+128GB จะว่างจำหน่ายที่ AIS, dtac, True, Banana, BKK, Kingkong Phone, TG Fone, Jaymart, JD Central, Shopee, Lazada และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

Continue Reading

กำลังฮอต

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

Apple News12 นาที ago

สวยไหม? เผยภาพ iPhone 5s สีดำแบบกระดานดำที่ไม่ได้เปิดตัว

ย้อนกลับไปในช่วงที่ ...

Android News34 นาที ago

Samsung เผยข้อมูล ISOCELL HM3 กล้อง 108MP ใน Galaxy S21 Ultra อัปเกรดจากรุ่นเดิมอย่างไร!

Samsung Galaxy S21 U...

Android News49 นาที ago

Asus ROG Phone 4 อาจมาพร้อมแบต 6000mAh ชาร์จเร็ว 65W

Asus ROG Phone 4 หนึ...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ago

โค้งสุดท้าย Shop Online ได้จุใจกับ MAHAJAK YEAR END SALE 2020 สินค้าลำโพง และหูฟัง JBL, HARMAN KARDON ลดสูงสุด 30% พร้อมโปรฯ ซื้อคู่สุดคุ้มและรับของสมนาคุณฟรี!!

บริษัท มหาจักรดีเวลอ...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ago

คุณสมบัติ 7 ประการที่ดีที่สุดของ MediaTek Dimensity โดย Dr. Yenchi Lee รองกรรมการผู้จัดการ ผู้พัฒนาแผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ด้านแพลตฟอร์มและ วางแผนกลยุทธ์แบบ “Go-to-Market” แห่ง MediaTek

ด้วยนวัตกรรมประหยัดพ...

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง