iPad mini 3 กับ iPad mini 2 เลือกตัวไหนดี มาดูกัน

iPad mini 3 แท็บเล็ตรุ่นเล็กซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Apple ก็ได้เข้ามาวางจำหน่ายในไทยแล้ว โดยจะเป็นรุ่น Wi-Fi เท่านั้น ส่วนรุ่น Cellular หรือที่ใส่ซิมได้ จะตามภายหลัง และสำหรับใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกตัวไหนดีระหว่าง iPad mini 3 กับ iPad mini 2 ลองมาดูกันครับ

iPad-mini-3-Touch-ID

ขนาดและตัวเครื่อง

การดีไซน์ของทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็นขนาด น้ำหนัก และหน้าจอ เหมือนกันทุกอย่างครับ แต่ iPad mini 3 มีตัวเครื่องสีทอง และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเพิ่มเข้ามา ถ้ามองว่าสีทองและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือยังไม่จำเป็นสำหรับเราก็ข้ามฟีเจอร์นี้ไปได้เลยครับ

 

จับภาพหน้าจอ 2557-11-10 เวลา 16.22.51

ประสิทธิภาพการทำงาน

หน่วยประมวลผลของ iPad mini 3 ใช้ตัวเดียวกันกับ iPad mini 2 คือยังคงใช้ชิป A7 พร้อมสถาปัตยกรรม 64 บิต Dual-core 1.3 GHz Cyclone และโปรเซสเซอร์ร่วม M7 สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหว พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก PowerVR G6430 นั่นหมายความว่าไม่มีอะไรใหม่เลยในส่วนนี้

 

iPad mini 3 Camera

กล้องถ่ายรูป

ทั้ง iPad mini 3 และ iPad mini 2 มีกล้องด้านหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีระบบออโต้โฟกัส ระบบตรวจจับใบหน้า เซ็นเซอร์รับแสง ประกอบด้วยชุดเลนส์ห้าชิ้น และกล้องหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอระดับ HD 720p ใช้งานวิดีโอคอลด้วย FaceTime ผ่าน Wi-Fi หรือสัญญาณมือถือ มีระบบตรวจจับใบหน้า

ในส่วนนี้ก็ไม่มีอะไรใหม่เพิ่มเข้ามาให้รู้สึกว่าแตกต่างกันเลย ยังคงเดิม ๆ ครับ

 

iPad mini 3 Sensor

เซ็นเซอร์

iPad mini 3 มีเซ็นเซอร์ Touch ID, Gyro 3 แกน, ตรวจจับการเคลื่อนไหว, ระบบปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ ซึ่งเหมือนเดิมกับบน iPad mini 2 ส่วน Assisted GPS และ GLONASS จะมีเฉพาะในรุ่น Wi-Fi + Cellular นะครับ ถ้ารุ่น Wi-Fi อย่างเดียวจะไม่มีครับ

 

iPad mini 3 Teardown

แบตเตอรี่

iPad mini 3 มีแบตเตอรี่ Li-Po 6470 mAh ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้ เท่าเดิมกับ iPad mini 2

 

ราคา

[table id=21 /]

 

สรุป

  • ถ้าต้องการเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ตัวเครื่องสีทอง ให้เลือก iPad mini 3 เพราะแตกต่างกันแค่นี้ อย่างอื่นเหมือนกันครับ แต่ถ้าไม่สนใจฟีเจอร์นี้ ให้ดูข้อต่อไปครับ
  • ถ้าต้องการความจุ 16GB ให้เลือก iPad mini 2 จะถูกกว่า iPad mini 3 อยู่ที่ 3,000 บาท ทั้งรุ่น Wi-Fi และ Cellular
  • ถ้าต้องการความจุเพิ่มขึ้นให้เลือก iPad mini 2 ความจุ 32GB เพิ่มเงินอีก 2,200 บาท สำหรับรุ่น Cellular
  • ถ้าต้องการใช้ความจุมากขึ้นอีก ให้เลือก iPad mini 3 ความจุ 64GB เพิ่มเงินอีก 4,700 บาทจากรุ่นความจุ 32GB ของ iPad mini 2
  • ถ้าต้องการใช้งานระหว่างเดินทาง และไม่ได้ในพื้นที่ให้บริการ Wi-Fi ตลอดเวลา แนะนำให้เลือกรุ่น Wi-Fi + Cellular น่าจะสะดวกในการใช้งานมากที่สุดครับ

 

อย่างไรแล้ว ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแนะนำสำหรับใครที่ยังไม่เห็นข้อแตกต่างและยังตัดสินใจไม่ได้ครับ การเลือกรุ่น iPad mini ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ รูปแบบการใช้งาน และงบประมาณที่ต้องการจ่าย อยากได้แบบไหน ก็เลือกแบบนั้น ไม่มีถูกผิดครับ ^^