Connect with us

Smart Review

รีวิว HUAWEI Band 4 นาฬิกาอัจฉริยะที่ฟีเจอร์ครบ, แบตอึด พร้อมกันน้ำ 5ATM และรองรับภาษาไทย ทั้งหมดนี้ในราคาแค่ 999 บาท

Published

on

HUAWEI Band 4 นาฬิกาอัจฉริยะดีไซน์งาม ราคาประหยัด พร้อมฟีเจอร์ที่ดูแลสุขภาพของเราได้เป็นอย่างดี ชูโรงด้วยการใช้งานง่าย แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานเป็นสัปดาห์และไม่ต้องมีแท่นชาร์จให้เสียเวลา

 

สรุปสเปค HUAWEI Band 4

  • ขนาดตัวเครื่อง : 56 x 18.5 x 12.5 มม.
  • น้ำหนัก : 24 กรัม (รวมสายรัดข้อมือ)
  • หน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 0.96 นิ้ว ความละเอียด 80 x 160 พิกเซล
  • ระบบเซ็นเซอร์
    • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดการเร่งความเร็ว 3-axis acceleration Sensor
    • ระบบเซ็นเซอร์ Infrared Wear Sensor
    • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออฟติคอล
  • ระบบการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2
  • กันน้ำระดับ 5ATM ลึกสูงสุด 50 เมตร
  • แบตเตอรี่ความจุ 91 mAh
  • ระยะเวลาในการชาร์จ:ประมาณ 1.5 ชั่วโมง

 

ด้านดีไซน์การออกแบบถือว่าสวยงามพอสมควรสำหรับ HUAWEI Band 4 โดยสีที่เราได้มาเป็นสีดำสุดเข้มอย่าง Graphite Black ครับ ตัวเครื่องมีน้ำหนักที่เบามากๆ โดยลักษณะของตัวเครื่องจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความโค้งมนในทั้ง 4 มุม

 

เรื่องสายรัดซิลิโคนที่ได้มากับเครื่องถือว่าสวยงามเหมือนกันครับ โดยเราสามารถถอดสายนี้ออกมาจากเครื่องได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มที่อยู่ด้านใต้ครับ และเมื่อถอดออกมาก็จะต้องเสียบกลับในช่องเดิมครับ สลับช่องกันไม่ได้ด้วย

 

ส่วนหน้าจอการแสดงผลก็มาแบบระบบสัมผัส มีความโค้งสวยงามแบบ 2.5D โดยความไหลลื่นในการตอบสนองก็อยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียว

 

บริเวณรอบตัวเครื่องจะไม่มีปุ่มทั้งทางซ้ายและขวา จะมีเพียงปุ่มโฮมที่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลเท่านั้น โดยที่ด้านหลังตัวเครื่อง HUAWEI Band 4 จะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออฟติคอลอยู่

 

นอกจากนี้ HUAWEI Band 4 ยังมาพร้อมมาตรฐาน 5ATM สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 50 เมตร จะตกน้ำหรือใช้ว่ายน้ำก็สบายหายห่วง

 

วิธีการเชื่อมต่อ

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อจะต้องเป็นระบบปฏิบัติการ Android 4.4 ขึ้นไป หรือ iOS 9.0 ขึ้นไปครับ เมื่อได้อุปกรณ์แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้

  • ติดตั้งแอปพลิเคชั่น HUAWEI Health (Android / iOS) และการบริการมือถือ HUAWEI (HUAWEI Mobile Services)
  • ล็อคอินแอปพลิเคชั่นผ่าน HUAWEI ID
  • เลือกอุปกรณ์ในแอป HUAWEI Health เป็น HUAWEI Band 4 และเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth
  • เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น เราก็สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชั่น HUAWEI Health ได้ทั้งหมด

 

สำหรับการใช้งานเบื้องต้นที่จะมีแค่ปุ่มโฮมเท่านั้น ซึ่งการย้อนกลับจะทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ปัดไปทางขวาแค่นั้นครับ

 

เมื่อเราเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว เราสามารถตั้งค่าให้ HUAWEI Band 4 แจ้งเตือนข้อความเข้า, สายเรียกเข้า หรือแอปพลิเคชั่นใดก็ได้ตามใจเราเลยครับ ซึ่งฟังก์ชันนี้เราสามารถไปตั้งค่าได้ในแอป HUAWEI Health ในส่วนของการแจ้งเตือน

 

หากใครที่อยากได้หน้าปัดนาฬิแบบใหม่ๆ ก็สามารถปรับแต่งได้ใน HUAWEI Watch Face Store ที่มีให้เราโหลดได้ในแอป HUAWEI Health โดยตรงครับ มีให้เลือกเป็นสิบๆ แบบกันเลยทีเดียว

 

ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างชาญฉลาด

เราสามารถไปตั้งค่าให้ HUAWEI Band 4 แจ้งเตือนเราได้ว่าเมื่อหัวใจของเราเต้นในอัตราที่สูงหรือต่ำกี่ครั้งต่อนาทีถึงจะมีการแจ้งเตือน เช่น เราตั้งค่าแจ้งเตือนการเต้นสูงถึง 140 ครั้งต่อนาทีก็จะมีการแจ้งเตือนให้ทันที ซึ่งตรงนี้ในแอปจะมีหลายตัวเลือกตั้งแต่ให้แจ้งเตือนตั้งแต่ 100, 110, 120, 130 ,140 และ 150 ครั้งต่อนาที หรือหากการเต้นระดับต่ำจะมี 3 ตัวเลือก คือ 40, 45 และ 50 ครั้งต่อนาที

 

ตรวจจับการนอนด้วย HUAWEI TruSleep

HUAWEI Band 4 จะมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า HUAWEI TruSleep เพื่อคอยตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะหลับได้ 4 ช่วง เช่น หลับลึก, ฝัน, หลับปกติ หรือตื่น และนำมาวิเคราะห์หรือสรุปคุณภาพการนอนของเราว่าพักผ่อนได้เพียงพอหรือไม่ ซึ่งเราต้องใส่ทิ้งไว้ระหว่างนอนตลอดทั้งคืนตามปกติ

 

การออกกำลังกาย

เราสามารถตั้งค่าและติดตามการออกกกลังกายได้ถึง 9 แบบ ได้แก่ วิ่งกลางแจ้ง, วิ่งในร่ม, เดินกลางแจ้ง, เดินในร่ม, ขี่จักรยานกลางแจ้ง, ขี่จักรยานในร่ม, เครื่องเดินวงรี, เครื่องกรรเชียงบก และอื่นๆ โดยผลลัพธ์ที่บอกเราจะมีตั้งแต่อัตราการเต้นของหัวใจ, ระยะทาง, เวลา, ความเร็วในการเคลื่อนที่, การนับก้าว และแคลอรี่ โดยเราต้องออกกำลังกายนาน 10 นาทีขึ้นไปถึงจะมีผลสรุปมาให้

 

ชาร์จได้ง่าย ใช้ได้นาน

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ใครหลายคนน่าจะชอบ คือ ความง่ายในการชาร์จแบตเตอรี่ ที่เราสามารถถอดสายออกมาแล้วเสียบเข้ากับพอร์ต USB Type-A ที่ใดก็ได้เพื่อทำการชาร์จ เช่น จะเสียบกับ PC, หัวอะแดปเตอร์ หรือ Power Bank ก็ทำได้ทั้งหมดครับ ไม่ต้องมาหาแท่นชาร์จให้ยุ่งยาก โดยฝั่งที่ถอดแล้วเสียบชาร์จได้จะเป็นฝั่งด้านปุ่ม Home หรือสังเกตง่ายๆ คือ เราจะเห็นแผงโลหะสีขาวอยู่ โดยที่อีกฝั่งจะไม่มีแผงสีขาวนี้

 

ส่วนเรื่องความอึดของแบตเตอรี่ก็หายห่วงไปเลยครับ เพราะจากที่ทดสอบ HUAWEI Band 4 สามารถใช้งานได้นานเกิน 1 วันต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้งแน่นอน หากใครที่ใช้ดูนาฬิกาอย่างเดียวก็อยู่ได้เกือบสัปดาห์ ส่วนใครที่เชื่อมต่อบลูทูธไปด้วยก็จะอยู่ที่ประมาณ 2-3 วันครับ

 

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

หากเราวางสมาร์ทโฟนทิ้งไว้แล้วลืมว่าวางได้ที่ไหน เราสามารถค้นหาได้ด้วยในส่วนของการตั้งค่าใน HUAWEI Band 4 ทันที ซึ่งเมื่อเรากดหาแล้ว สมาร์ทโฟนของเราก็จะมีเสียงดังขึ้นมาทันที (เสียงดังมากๆ นะจะบอกให้) นอกจากนี้ หากใครที่ใช้สมาร์ทโฟนของ HUAWEI และมีระบบ EMUI 8.1 ขั้นไป ก็สามารถตั้งการให้เครื่องนี้เป็นปุ่มชัตเตอร์ของกล้องได้เหมืนกัน

 

ใครที่สนใจ HUAWEI Band 4 ก็จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีชมพู Sakura Pink, สีแดง Amber Sunrise และสีดำ Graphite Black สนนราคาเพียง 999 บาทเท่านั้น โดยสามารถหาซื้อได้แล้วที่ HUAWEI Brand Shop หรือออนไลน์ที่ LAZADA, JD Central และ Shopee ครับ

Smart Review

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

Published

on

มีหูฟังที่เรียกได้ว่าสุดล้ำมากๆ มาฝากกันครับ ซึ่งปกติแล้วการรับฟังเสียงของมนุษย์แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันครับ วันนี้เราได้รับหูฟัง nuraphone เป็นหูฟัง Bluetooth สุดล้ำที่สามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินของผู้ใช้งานแต่ละคนได้โดยอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่ง nuraphone เป็นหูฟังที่ได้ออกแบบโดยวิศวะกรและผู้รักเสียงดนตรีจาก Australia ผสมผสานจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear และ In-Ear ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสวยงามมากๆ ครับ วันนี้เดี๋ยวจะพาไปดูกันว่าหูฟัง nuraphone จะมีความน่าสนใจอย่างไร และเสียงจะดีขนาดไหนเมื่อตัวหูฟังได้เรียนรู้การรับฟังและปรับเสียงให้เข้ากับการได้ยินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  1. หูฟัง nuraphone
  2. สายชาร์จแบบ USB-A
  3. กล่องหูฟังแบบ Magnetic locking protective case
  4. จุกหูฟังสำรองขนาดต่างๆ

 

ตัวกล่องหูฟัง Magnetic locking protective case ดูแข็งแรงทนทานมากๆ ครับ เอาไว้เผื่อว่าเดินทางอยากเก็บใส่ไว้ในกล่องเป็นการป้กป้องความเสียหายที่อาจะเกิดขึ้นได้กับหูฟังได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ขนาด 190 x 170 x 88 มม.
  • น้ำหนัก 329 กรัม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth aptX HD, *Universal Wired (Lightning, USB-C, micro-USB, analog)
  • Battery แบบ Lithium Ion Battery, ใช้งานต่อเนื่องได้รวม 20 ชั่วโมง
  • การตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation (ANC) + Dual passive isolation
  • วัสดุ High grade stainless, คัพหูฟัง aluminium cups, แพดหูฟัง hypoallergenic silicon

nuraphone มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Dynamic คู่ แยกมิติเสียงแบบลำโพง Two way ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และแอพลิเคชั่นสุดล้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รองรับ aptX HD ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation การันตีด้วยรางวัล best of the best จาก Red Dot Design และ Good Design Award อีกด้วยครับ 

 

FEATURE การใช้งาน

  • Offline Mode ควบคุมการงานผ่านแอพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต
  • Bluetooth Quickswitch เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถสลับอุปกรณ์ ได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ก่อนที่ใช้ก่อนหน้านี้
  • Voice Calls ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • Nura Sound หูฟังตัวแรกที่ปรับคุณภาพเสียงให้เหมาะผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ รางวัล CES Innovation 2018
  • CleanANC การผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-
    Passive Isolation เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัด
  • หูฟังตัวแรกที่ออกแบบให้ In-Ear ทำงานร่วมกับ Over-Ear และ Haptic Bass Technology
  • Bluetooth Qualcomm atpX HD เพื่อเสียงที่คมชัดในระดับ Hi-Fi 24bit/48kHz
  • Smart Headphone ทำงานโดยอัตโนมัติเพียงสวมลงบนศรีษะ
  • ทำงานร่วมกับ Application บน iOS / Android
  • TeslaFlow วาล์วควบคุมการไหลเวียนของอากาศ สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวหูรองรับ Aptx HD ที่รองรับการฟังในแบบ Hi-Res 24Bit 48kHz (ขึ้นอยู่กับเครื่องเล่นที่รองรับ) หากต้องการต่อแบบ Analog หรือ สาย USB C, Lightning สามารถซิ้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มได้

ดีไซน์และการออกแบบ

ตัวกล่องด้านใน nuraphone ดีไซน์ดูเรียบหรูซึ่งเมื่อเปิดออกมาจะมีกล่องเก็บหูฟังอยู่ด้านในอีกชั้นครับ

 

เมื่อเปิด Magnetic locking protective case ออกมาแล้วจะเห็นหูฟัง และกล่องเก็บสายชาร์จที่มีหูฟังสำรองมาให้ด้วยอีก 2 ชุด

 

ก้านหูฟังด้านในจะมีข้อความเขียนไว้ว่า nuraphone

 

หูฟังด้านซ้าย และขวา จะมี Touch Buttons สำหรับควบคุมการทำงานอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสัมผัสครับ

 

nuraphone ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษและเป็นหูฟังตัวแรกที่ออกแบบโดยการผสมผสานระหว่างหูฟัง แบบ In-Ear กับ Over-Ear เอาไว้ด้วยกันครับ ส่วนตัวแล้วใช้งานหูฟังมาก็เยอะ พอเจอ nuraphone เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนแบรนด์ไหน โดยเสียงย่านกลางและสูงจะขับผ่าน In-ear tips และ Over-Ear ขับพลังเบสที่สามารถสัมผัสได้ทันทีเมื่อได้รับฟังเพลงจากหูฟังนี้ครับ

 

ในการเริ่มใช้งานครั้งแรกก็แปลกใจหาปุ่มเปิดเครื่องไม่เจอ แต่เมื่อจะเชื่อมต่อกับแอพ nura พบว่าตัวแอพแนะนำให้สวมหูฟังเข้าไปกับศรีษะ ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเครื่องนั้นเองครับ การทำงานของหูฟังเมื่อสวมหูฟังเข้าไปกับศรีษะแล้ว จะเป็นการเปิด/ปิด เป็นไปแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหรือปิดการทำงานแต่อย่างใด ตัวหูฟัง nuraphone จะจับ motion sensor และทำการเปิดใช้งานอัตโนมัติ แจ้งชื่อผู้ใช้ (Welcome back ชื่อผู้ใช้) พร้อมบอกแบตเตอรี่คงเหลืออีกด้วยครับ

 

หลังจากที่ทำความรู้จักที่มาที่ไปของหูฟัง nuraphone และฟีเจอร์ต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะมาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มฟังเพลงผ่านหูฟัง nuraphone ให้ดาวน์โหลดแอพ nura มาติดตั้งก่อนครับ ซึ่งมีให้โหลดได้ทั้ง iOS และ Android เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์และเรียนรู้การรับฟังของเราเพื่อปรับให้เหมาะกับการฟังของผู้ใช้งานแต่ละรายให้เหมาะสมที่สุดครับ ซึ่งสามารถเรียนรู้การฟังของผู้ใช้งานได้ภายใน 60 วินาที เท่านั้น และสามารถสร้างและบันทึกข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์ในเวลาเดียวกัน

มาถึงตรงนี้หลายคนที่อาจจะส่งสัยว่า nuraphone เรียนรู้การได้ยินของเราได้ยังไง เหตุผลเพราะแบบนี้ครับ ภายในหูฟัง nuraphone เค้าจะมีไมโครโฟนแบบเดียวกับที่ nasa ใช้ในปฏิบัติการ Mars Mission 2020 ครับ ซึ่งจะเป็นตัวรับสัญญาณเสียงสะท้อนในช่องหูของเราฟังเรานั่นเอง ในส่วนนี้ทาง nura ได้มีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยครับ

 

การทำงานของ Touch Buttons สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มากกว่า 4 ฟังก์ชั่่น สามารถตั้งค่าผ่านแอป nura โดยตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้าย และขวา ด้านละ 2 ฟังก์ชั่น ประกอบไปด้วย

  • Play/pause music & answer/ hang up calls
  • Play/pause music
  • Enable/ disable immersion
  • Enable/disable social mode
  • Previous track
  • Next track
  • Volume up
  • Volume down

 

นอกจากนี้ในส่วนของแอพ nura ยังสามารถอัปเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ดูแบตเตอรี่คงเหลือของหูฟังได้อีกด้วยครับ

 

ไร้เสียงรบกวนด้วย CleanANC 

nuraphone มาพร้อมกับ CleanANC ซึ่งเป็นการผสมผสาน Active Noise Cancellation ระบบตัดเสียงรบกวน และ Double-Passive Isolation เมื่อ 2 เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันทำให้ไร้เสียงรบกวนฟังเพลงให้คุณภาพเสียงคมชัดมากๆ

ตัวหูฟังยังมี Social Mode ด้วยครับ เพียงแค่แตะไปที่ Touch Buttons ก็จะสามารถรับฟังเสียงจากภายนอกสำหรับการฟังเสียงสนทนาหรือรับฟังเสียงจากภายนอกโดยที่ไม่ต้องถอดหูฟังออกเรียกได้ว่าสะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยทีเดียว

 

ใช้คุยโทรศัพท์ได้คุณภาพเสียงคมชัด 

nuraphone สามารถใช้คุยโทรศัพท์ได้ในตัวเลยครับ เนื่องจากตัวหูฟังมีไมโครโฟนอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีสายเรียกเข้าสามารถรับโทรศัพท์และคุยจากหูฟัง nuraphone ได้ทันที หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานคุยโทรศัพท์พบว่าเสียงสนทนาคมชัดดีครับ ทั้งทางฝั่งผู้โทร และทางฝั่งผู้รับ

 

ดูหนัง ฟังเพลง เสียงไม่ดีเลย์ 

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบหูฟัง หลายๆ มักจะถามถึงเรื่องการดูหนัง ฟังเพลงจาก YouTube ว่าเสียงดีเลย์มั้ย จากที่ใช้งานมาหลายสัปดาห์พบเสียงและภาพไม่ตรงกัน ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย โดยการทดสอบได้ลองใช้งานทั้ง YouTube, Netflix, Spotify, หนังจาก Apple TV

 

สุดยอดพลังเสียง เบสหนัก ฟังเพลงดี ดูหนังเด่น 

มาถึงไฮไลท์ของการใช้งานหูฟังแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของคุณภาพของเสียงเมื่อฟังเพลง ต้องบอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นดีไซน์ยังเดาไม่ออกว่าเสียงจะออกมาเป็นแบบไหน จะใส่พอดีหูหรือไม่ในเมื่อเป็นลูกผสมระหว่าง Over-Ear และ In-Ear แต่เมื่อได้ลองใช้งานแล้วกลับพบว่าถึงเป็นลูกผสมการสวมใส่เรียกได้ว่าออกแบบมาได้อย่างดีมากครับ ซึ่งสามารถใส่พอดีหูและตัวก้านหูฟังก็ยังสามารถปรับให้เข้ากับขนาดของศรีษะได้ และด้วยการดีไซน์แบบนี้เองทำให้ได้สัมผัสของพลังเสียงอย่างแท้จริง บางคนอาจจะชอบฟังเสียงจากหูฟัง Over-Ear เพราะไดร์เวอร์ขนาดไหญ่ ให้พลังเสียงหนักแน่น แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่ชอบฟังขนาดใหญ่ก็มักจะเลือกใช้ In-Ear ซึ่งพลังเสียงอาจจะไม่ได้หนักแน่นเหมือน Over-Ear แต่เมื่อทั้ง Over-Ear และ In-Ear มาอยู่ในหูฟังตัวเดียวกันเมื่อฟังเพลงแล้วพบว่าเสียงกลมกล่อมมากครับ เบสมาเต็ม เสียงแหลมก็มาครบ โดยรวมแล้วเสียงกระหึ่มมากๆ สะใจคนชอบดูหนังและฟังเพลง ผลก็มาจากการนำจุดเด่นของหูฟังทั้ง 2 ชนิดมารวมไว้ในหูฟังตัวเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าไม่เคยได้รับประสบการณ์การฟังเพลง ดูหนัง ด้วยเสียงที่มาเต็มแบบนี้มาก่อน ประกอบกับตัวหูฟังสามารถเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับผู้ฟังได้อย่างอัตโนมัติจึงทำให้เสียงเพลงที่ได้ยินเหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นๆ มากขึ้นอีกด้วยครับ

 

ในส่วนของแบตเตอรรี่ nuraphone เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้ฟังเพลงได้ราวๆ 20 ชั่วโมงครับ หากใช้งานไปแล้วแบตเหลือน้อยตัวหูฟังจะมีเสียงเตือนให้เราทราบด้วยครับ โดยการชาร์จแบตจนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

 

สรุปส่งท้าย

nuraphone เป็นหูฟังที่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงผ่านหูฟังไม่ว่าจะเป็นตอนเดินทาง หรือพักผ่อน อยากให้ได้ลองฟังกันครับเพราะเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เสียงที่จะได้จากหูฟัง nuraphone มาก่อน ซึ่งตอนนี้เปิดวางจำหน่ายแล้วนะครับ ในราคา 17,900 บาท ที่ central ชิดลม ในแผนก Central Men’s Gadget ชั้นเครื่องแต่งกายชาย

และ Central.co.th , Shop.mentagram.com สำหรับใครที่สนใจสามารถลองไปเสียงและสัมผัสของจริงได้ตามสถานที่จำหน่ายนะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/nurasoundthailand

Continue Reading

Smart Review

รีวิว Infinix S5 สมาร์ทโฟนราคาเบาๆ หน้าจอ Infinity-O 6.6 นิ้ว, กล้อง AI 4 เลนส์ พร้อมแบตอึด 4000mAh

Published

on

Infinix S5 สมาร์ทโฟนราคาสบายกระเป๋า มาพร้อมหน้าจอกล้องหน้าเจาะรูแบบ Infinity-O หน้าจอกว้าง 6.6 นิ้ว ความละเอียด HD+, หน่วยประมวลผล Helio P22 ควบคู่กับ RAM 6GB + ROM 128GB แถมมีกล้องหลังถึง 4 เลนส์พร้อม AI จำแนกหมวดหมู่อีกด้วย

 

สรุปสเปค Infinix S5

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164 x 76 x 7.9 มิลลิเมตร
  • หน้าจอแสดงผล Infinity-O ชนิด IPS ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล) อัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผล : Mediatek Helio P22 Quad Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • GPU : IMG GE8320
  • RAM 6GB
  • ROM 128GB สามารถเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 128GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช 4 ดวง แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ Ultra-Wide / Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ AI ความละเอียด QVGA
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย XOS 5.5
  • พอร์ตเชื่อมต่อ microUSB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

สำหรับกล่องของ Infinix S5 จะมาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามปกติ โดยมีสเปคบางส่วนบอกที่ด้านหลังครับ ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องมีดังนี้

  • ตัวเครื่อง Infinix S5
  • อะแดปเตอร์
  • สาย Micro USB 2.0
  • ฟิล์มกันรอย
  • เคสใสกันกระแทก
  • หูฟังแบบ In-Ear
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

เริ่มกันด้วยดีไซน์เช่นกันเคยครับ โดยสีที่เราได้มาเป็นสีม่วงที่มีการไล่เฉดจากม่วงอ่อนด้านบนไล่ลงมาเป็นม่วงเข้มที่ด้านล่าง มีการเล่นแสงกับวัสดุได้อย่างเงางาม ทั้งยังมีเส้นลวดลายตัดเป็นแนวทแยงอย่างสวยงามอีกด้วย โดยดีไซน์เครื่องได้แรงบันดาลใจมาจากนก Quetzal ซึ่งเป็นนกที่มีชื่อเสียงในด้านสีที่โดดเด่น ซึ่ง Infinix S5 ก็จะเน้นเรื่องเฉดสีเช่นเดียวกันตามที่เห็นเลย

 

สำหรับตัวเครื่องก็ถือว่าไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป จับมือได้สะดวกไม่ต้องใส่เคสก็ไม่ลื่นมือครับ แต่ฝาหลังอาจจะสังเกตรอยนิ้วมือง่ายไปหน่อยแต่ก็เช็ดออกง่ายเช่นกัน

 

ด้านหน้าจอแสดงผลของ Infinix S5 ถือว่าแปลกใหม่กว่ารุ่นอื่นๆ ในแบรนด์เพราะเป็นการใช้หน้าจอ Infinity-O ที่เป็นการเจาะกล้องหน้าลงไปในหน้าจอแสดงผล ทำให้มีขนาด 6.6 นิ้ว แต่ตัวเครื่องยังเท่าเดิม โดยมีพื้นที่การแสดงผลถึง 90.5% ใครที่ชอบดูวิดีโอต่างๆ ต้องชอบแน่นอนครับ

 

มาดูความสวยงามรอบเครื่องกันครับ ตั้งแต่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีลำโพงสำหรับสนทนา และที่มุมซ้ายบนจะมีกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลฝังในหน้าจอครับ

 

แต่หากใครที่ไม่ชอบเห็นกล้องหน้าแบบโดดๆ ก็สามารถเข้าไปปิดในตั้งค่าได้ด้วย โดยจะเป็นการถมขอบดำอย่างเนียนๆ เลย

 

ด้านซ้ายตัวเครื่องจะมีเพียงช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM 2 ช่อง และมีอีก 1 ช่องเป็น MicroSD Card แยกกันต่างหาก

 

ส่วนทางขวามีทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มล็อคเครื่อง

 

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีลำโพงตัวหลัก, พอร์ต Micro USB 2.0, ไมโครโฟน และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.

 

และสุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์เรียงเป็นแนวตั้งที่มุมซ้ายบน ขนาบข้างด้วยไฟแฟลช Quad-LED และมีระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่กลางตัวเครื่องครับ

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฎิบัติการ

Infinix S5 แกะกล่องมาพร้อมกับ ระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย XOS 5.5 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาให้ลองใช้งาน และมีการปรับแต่งเพื่อให้ใช้งานส่วนต่างๆ ได้ไหลลื่นยิ่งขึ้นด้วย

 

ตัวของวอลเปเปอร์ของ Infinix S5 จะมีให้เลือกทั้งหมด 9 แบบภายในเครื่องครับ ใครที่ต้องการเปลี่ยนหรือชอบแบบไหนก็เลือกกันได้เลย หรือจะเปลี่ยนจากรูปภาพที่ถ่ายก็ทำได้เหมือนกัน

 

การถนอมสายตา

ในรุ่นนี้จะมีโหมดการตัดแสงสีฟ้าออกไปได้เยอะพอสมควรครับ โดยเราจะเลือกเปิดเองหรือให้เครื่องเปิดอัตโนมัติตามเวลาที่เราตั้งก็ได้หมดเลย

 

ระบบความปลอดภัย

เรื่องระบบความปลอดภัยก็หายห่วงเช่นกันเพราะมีให้ครบ ตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือที่ทำได้อย่างรวดเร็วและเสถียร จดจำได้มากสุด 5 ลายนิ้วมือ

 

รวมไปถึงการสแกนใบหน้าที่จดจำได้ค่อนข้างรวดเร็วครับ โดยต้องกดปุ่มล็อคเครื่อง 1 ครั้งเพื่อเริ่มสแกน

 

ใช้งานได้รวดเร็วผ่านแผงอัจฉริยะ

ใน XOS 5.5 จะมีฟีเจอร์แผงอัจฉริยะที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับเราในการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นได้เร็วขึ้น เพียงแค่ลากจากออกมามุมหน้าจอก็คลิกแอปได้ทันที โดยเราทั้งสามารถปรับแต่งแอปได้เองและตำแหน่งที่อยู่ของแผงอัจฉริยะนี้ด้วย

 

ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

Infinix S5 นั้นมาพร้อมกับฟีเจอร์เครื่องมือไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเพื่อดูว่าในแต่ละวันเราใช้งานแอปพลิเคชั่นอะไรไปบ้าง เป็นเวลากี่นาที มีการแจ้งเตือนมากี่ครั้ง และปลดล็อคเครื่องกี่ครั้ง โดยเรายังกำหนดระยะเวลาการใช้งานในแต่ละแอปได้ตามใจชอบอีกด้วย

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Infinix S5 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P22 Quad Core ความเร็ว 2.0 GHz ควบคู่กับ RAM 6GB ทำให้มีความไหลลื่นในการใช้งานมากขึ้น สลับแอปพลิเคชั่นได้ไวขึ้นด้วยเช่นกันครับ ทั้งยังมีความจุถึง 128GB ทำให้โหลดเกม, แอป หรือถ่ายภาพได้เยอะมากๆ แทบไม่ต้องกังวลว่าจะเต็ม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำได้ไปได้ที่ 99,612 คะแนน

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 144 และคะแนน Multi-Core ที่ 873

 

ทดสอบการเล่นเกม

สำหรับการเล่นเกม Infinix S5 จะมีโหมดเกมมาให้โดยจะช่วยเร่งประสิทธิภาพ เช่น เคลียร์ RAM หรือแอปเบื้องหลัง ให้ตัวเกมเล่นได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ได้อีกด้วย

ROV

สำหรับเกม ROV เราลองปรับภาพสูงสุดทั้งหมด ยกเว้นเพียงเฟรมเรทที่ไม่สามารถปรับให้สูงเป็น 60fps ได้ ซึ่งเราก็ลองทั้งโหมด 1 VS 1 และ 5 VS 5 ก็สามารถเล่นได้แบบสบายๆ หายห่วงเลยครับ ไม่มีอาการกระตุกอะไร แถมเฟรมเรทก็วิ่งคงที่ 30fps ตลอดทั้งเกม หรืออาจมีตกมาบ้างอยู่ที่ 28-29fps (ภาพบันทึกหน้าจอบางภาพอาจไม่ชัดเพราะต้องอัดหน้าจอเป็นวิดีโอ ถ้าแคปตามปกติจะไม่สามารถกดปุ่มอะไรในเกมต่อได้)

 

Garena : Speed Drifters

สำหรับการเล่นเกมแข่งรถชิวๆ อย่าง Garena : Speed Drifters เราปรับภาพสูงสุดทั้งหมด รวมไปถึงเฟรมเรทระดับสูงด้วย โดยผลที่ออกมาก็เล่นได้ไม่มีปัญหาอะไรครับ แถมยังเล่นลื่นๆ อีกด้วย

 

แบตเตอรี่

สำหรับ Infinix S5 มาพร้อมกับแบตเตอร์รี่ขนาด 4000 mAh ที่มีระบบ AI ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานตลอดทั้งวัน ซึ่งใครที่เน้นใช้งานทั่วๆ ไป เช่น ถ่ายรูปบ้าง สลับกับโซเชียล และเล่นเกมนิดหน่อยก็พออยู่ได้ถึงเย็นๆ ค่ำๆ ครับ แต่ใครที่เล่นเกมหนักหน่อยก็อาจจะต้องหาเวลาชาร์จช่วงบ่ายๆ ครับ แต่ก็ถือว่าอึดพอควรเลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

แม้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก แต่เรื่องกล้องไม่เล็กนะครับ เพราะให้มาถึง 4 เลนส์ แถมมีไฟแฟลช LED ถึง 4 ดวงเหมือนกัน โดยกล้องแต่ละเลนส์ประกอบด้วย

  • เลนส์หลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  • เลนส์ Ultra-Wide / Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • เลนส์ AI ความละเอียด QVGA

ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ที่มีโหมด HDR ที่สามารถถ่ายย้อนแสงได้สบายๆ ด้วย

จดจำหมวดหมู่ AI Scene Detection

ฟีเจอร์แรกที่สมาร์ทโฟนแทบทุกรุ่นต้องมีก็คือการจดจำหมวดหมู่ด้วย AI ครับ ซึ่ง Infinix S5 ก็มีด้วยเช่นกัน โดยสามารถจดจำได้หลายอย่างเหมือนกัน เช่น อาหาร, สัตว์ หรือท้องฟ้า เป็นต้น โดยจะมีการปรับเฉดสีให้เข้มขึ้นคล้ายๆ กันทุกหมวดหมู่

 

เบลอหลังด้วย Bokeh Mode

เรื่องของการเบลอหลังถือก็ทำได้ดีพอสมควรครับ โดยการเบลอบุคคลถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้เลย เพราะเบลอตัดขอบได้เนียน แต่อาจมีบางส่วนกลืนไปกับพื้นหลังบ้างแต่ก็มองไม่ออกหากไม่สังเกตจริงๆ ทั้งนี้ เรายังปรับการเบลอ (ค่ารูรับแสง) เพิ่มขึ้นผ่านซอฟต์แวร์ได้กว้างสุดถึง f/1.0 หรือแคบสุดถึง f/16 เลยทีเดียวครับ

 

เจาะภาพได้ใกล้สุด 2.5 ซม. ผ่านเลนส์ Macro

ในเลนส์นี้ก็ตามชื่อ Macro เลยครับ เพราะสามารถให้เราถ่ายวัตถุได้ใกล้ๆ เพียง 2.5 เซนติเมตรเท่านั้น

 

Ultra-Wide ถ่ายมุมกว้างได้สบาย

เลนส์ Ultra-Wide ก็มีมาให้เหมือนกันครับ โดยมุมที่ได้ถือว่ากว้างพอสมควรและต่างกับเลนส์หลักชัดเจนครับ โดยเรื่องของสีสันอาจจะดรอปกว่าเลนส์หลักสักเล็กน้อย แต่ก็ยังคงสวยงามอยู่ครับ


เลนส์ปกติ / เลนส์ Ultra-Wide

กล้องหน้า HDR ถ่ายย้อนแสงได้สวยงาม

ด้านกล้องหน้าของ Infinix S5 ก็สวยงามใช่ย่อยครับ เพราะสามารถถ่ายย้อนแสงแบบ HDR ได้เป็นอย่างดี โดยที่ใบหน้าของเรายังคงสว่างอยู่ รวมไปถึงพื้นหลังที่ยังเก็บรายละเอียดได้ดีครับ

 

3D Face beauty ปรับได้ 4 ระดับ พร้อมความเบลอแบบเนียนๆ

ไม่มีกล้องหน้ารุ่นไหนที่ขาดความบิวตี้แน่นอน โดยรุ่นนี้ก็เช่นกัน โดยจะมีให้เราปรับอัตโนมัติ 4 ระดับ (รวมระดับ AI) ทั้งยังมีให้ปรับความงามอย่างอื่นอีก 4 แบบ ได้แก่ ผิวเนียน, สีผิว, หน้าเรียว และตาโตครับ ซึ่งแต่ละอย่างก็ปรับได้ตั้งแต่ 0 – 100 ระดับไปเลย

ส่วนเบลอหลังแบบ Portrait ของกล้องหน้าก็ทำได้แบบเนียนๆ ครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • กล้องหลังมาถึง 4 เลนส์ความละเอียด ความละเอียดสูงสุด 16 ล้านพิกเซล มีทั้ง Ultra-Wide และ Macro มาให้ด้วย
  • กล้องหน้าความละเอียดสูง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ AI Beauty และ HDR
  • มีหน้าจอแสดงผล Infinity-O กว้าง 6.6 นิ้ว คมชัดแบบ HD+ เล่นได้เต็มตาอย่างแน่นอน
  • มีแบตเตอรี่ 4000mAh รองรับการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • มีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด 2 ช่อง และ MicroSD ได้อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่อง ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ราคาคุ้มค่าเพียง 4,390 บาท

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่
  • ตัวเครื่องไม่กันน้ำ

 

รายละเอียดราคาและโปรโมชั่น

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจได้ระหว่างวันที่ 2 – 11 ธันวาคม 2562 โดย Infinix S5 จะจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ลาซาด้าตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 โดยลูกค้า 100 คนแรกจะได้รับของสมนาคุณพิเศษ ลำโพง Sound Bar รีบลงทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของ Infinix S5 ซีรีย์ ก่อนใครที่ Infinix’s Lazada official store

Infinix S5 มีให้เลือก 2 รุ่น คือ S5 ราคา 4,390 บาท และ S5 Lite ราคา 3,590 บาท ลูกค้าที่สั่งซื้อ Infinix S5 จะได้รับเครื่องตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป และ Infinix S5 Lite จะได้รับเครื่องตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

Continue Reading

Featured

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

Published

on

realme 5s สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่จาก realme ที่เป็นรุ่นสานต่อจาก realme 5 โดยเพิ่มทั้งสเปค, กล้อง และสีใหม่ในดีไซน์สุดจัดจ้าน โดยแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลยครับ

 

สรุปสเปค realme 5s

  • ขนาดตัวเครื่อง : 164.4 × 75.6 × 9.3 มม.
  • น้ำหนัก : 198 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Mini-Drop Fullscreen ชนิด LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600 x 720 พิกเซล), มี 269PPI และครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 3+
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ความจุ RAM 4GB + ROM 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องถ่ายรูปหลัง 4 เลนส์ แบ่งเป็น
    • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI, Super Nightscape และ HDR
    • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
    • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และพอร์ต Micro USB 2.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (5V/2A)

 

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

ตัวกล่องของ realme 5s มาในทรงสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตามแบบของ realme ครับ โดยมีชื่อรุ่น, สเปคหลักๆ และภาพอยู่ที่ด้านหน้าตัวกล่องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 5s พร้อมติดฟิล์มกันรอย
  • อะแดปเตอร์
  • Micro USB 2.0
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม

ซึ่งกล่องที่เราได้มาไม่มีคู่มือการใช้งาน แต่ตัวกล่องที่ขายจริงจะมีมาให้แน่นอนครับ

 

ดีไซน์ของ realme 5s แน่นอนว่าต้องมีความพิเศษกว่ารุ่นเดิมอย่าง realme 5 คือสีสุดร้อนแรงอย่างสีแดง Crystal Red ที่เล่นลวดลายทรงเพชรตามชื่อสีอย่างโดดเด่น หากยิ่งมีการสะท้อนกับแสงมากเท่าไหร่ ความระยิบระยับก็จะมีมากตามไปด้วยครับ โดยกระบวนการผลิตกว่าที่จะออกมาเป็นลวดลายแบบนี้นั้นเป็นการลงสีแบบ Nano Holographic Color ที่ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

 

ตัวเครื่องของ realme 5s ยังมีขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไปกับการมือเพียงมือเดียวครับ แถมตัวเครื่องของ realme 5s ยังสามารถป้องกันน้ำ เช่น การสาดหรือกระเด็นได้ด้วยเช่นกัน

 

ด้านหน้าจอแสดงผล realme 5s มาพร้อมกับจอ LCD กว้างถึง 6.5 นิ้ว ในความคมชัดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) ควบคู่กับการครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3+ เพิ่มความแข็งแกร่งไปในตัวด้วย โดยหน้าจอ Mini-Drop Fullscreen ของ realme 5s ทำให้มีพื้นที่การใช้งานมากถึง 89% ใครที่ชอบรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมบ่อยๆ จะต้องชอบในเรื่องของความเต็มตาแน่นอนครับ

 

มาต่อที่รอบเครื่องเช่นเดิมครับ เริ่มด้วยที่เหนือหน้าจอแสดงผลจะมีหยดน้ำขนาดเล็กที่ฝังกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลเข้าไป โดยมีลำโพงสำหรับสนทนาอยู่ด้านบน พร้อมด้วยระบบเซ็นเซอร์วัดแสงต่างๆ

 

ทางซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด NanoSIM 2 ช่อง และ MicroSD Card อีก 1 ช่อง รวมเป็น 3 ช่องกันไปเลย ไม่ต้องเลือกอย่างในอย่างหนึ่งครับ ถัดลงมาจะมีปุ่มเพิ่มและลดเสียง

 

ฝั่งขวาจะมีเพียงปุ่มล็อคเครื่องเท่านั้น

 

ส่วนด้านล่างตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB 2.0 และลำโพงตัวหลัก

 

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้อง 4 เลนส์อยู่ในกรอบที่มุมซ้ายบนทั้งหมด พร้อมด้วยอักษร “48MP” มีไฟแฟลช LED ทางด้านขวาของเลนส์ และระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงกลางเครื่อง

 

 

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

realme 5s แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0.1 โดยมีระบบการทำงานที่ไหลลื่นและหน้าตา UI ที่เรียบง่ายในส่วนของไอคอนต่างๆ ทั้งยังมีฟีเจอร์มาให้ลองเล่นกันเยอะพอสมควรครับ

 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์ก็มีให้เลือกใช้กันประมาณ 10 แบบครับ จะลองเลือกสีสันที่เหมาะกับตัวเครื่อง Crystal Red ก็ได้ครับ

 

ถนอมสายตาตอนกลางคืน

เชื่อว่าหลายคนต้องชอบเล่นสมาร์ทโฟนที่ในกลางคืนแน่นอน โดย realme 5s ก็มีให้เราได้เลือกปรับแสงของหน้าจอเพื่อให้ถนอมสายตายิ่งขึ้นด้วย ซึ่งการปรับจะมีให้เลือก 3 แบบ ดังนี้

  • แสดงเป็นสี : เป็นการตัดแสงสีฟ้าตามปกติ โดยสามารถเลือกระดับการตัดแสงได้ตามใจชอบ

  • การแสดงผลแบบขาวดำ : หน้าจอทั้งหมดจะกลายเป็นสีขาว-ดำ รวมไปถึงในแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยครับ
  • การอ่านอย่างสบายตาในตอนกลางคืน : ส่วนนี้ทุกอย่างจะดูมืดไปหมด เน้นสีดำเป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับการเล่นเมื่อปิดไฟทั้งหมดหรือในที่แสงน้อยจริงๆ

 

ระบบความปลอดภัย

ด้านระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบครันเช่นเดิมตั้งแต่การสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง สามารถจดจำได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ โดยการสแกนถือว่าทำได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ ครับ แค่แตะแล้วปล่อยก็ปลดล็อคให้ทันที

ส่วนการสแกนใบหน้าถือว่ารวดเร็วพอๆ กันครับ โดยต้องกดปุ่มล็อคเครื่องเพื่อเปิดการสแกนใบหน้า ซึ่งก็ปลดให้ทันทีแทบไม่ต้องรอสแกนนานเลย

 

เรื่องความสะดวกสบายก็มีครบเหมือนกัน

  • ลูกบอลช่วยเหลือ : คงคุ้นเคยกันดีหากใครที่ใช้ ColorOS บ่อยๆ โดยจะเป็นการกดเพื่อใช้งานแทนปุ่มนำทางได้ หรือจะใช้เป็นเมนูเพื่อทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นครับ

  • แถบข้างอัจฉริยะ : เป็นการเข้าแอปพลิเคชั่นที่เราใช้บ่อยได้ทันทีครับ โดยเราสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบเลย ใช้แอปไหนบ่อยก็ลากมาใส่ เท่านี้ก็ไม่ต้องมานั่งหาให้เสียเวลาแล้ว

  • โคลนแอป : ใครมีแอปโซเชียล 2 บัญชีก็สามารถโคลนเพื่อให้ใช้งานได้แยกกันได้แบบอิสระเลยครับ

 

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

realme 5s นั้นขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 665 AIE Octa Core ที่มีสถาปัตยกรรมขนาด 11 นาโนเมตร ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานกว่าหน่วยประมวลผลตัวกลางในระดับเดียวกัน 20% ทั้งยังมี AI Engine ที่ช่วยเรื่องของความไหลลื่นของการใช้งานและการจัดสรรทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำงานคู่กับ GPU Adreno 610 ที่ช่วยให้การเล่นเกมนั้นไหลลื่นและเฟรมเรทคงที่ตลอดทั้งเกม

 

สำหรับผลการทดสอบทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมตั้งแต่หน่วยประมวลผล, การ์ดจอ และหน่วยความจำด้วยโปรแกรม AnTuTu Benchmark ทำคะแนนได้ไปได้ที่ 169,168

 

ส่วนผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำคะแนนฝั่ง Single-Core ไปที่ 315 และคะแนน Multi-Core ที่ 1,394

 

ในส่วนของการเล่นเกม เริ่มต้นจะมีฟีเจอร์ Game Space ที่เป็นการรวบรวมเกมทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน ทั้งยังสามารถเปิดตั้งค่าปิดกั้นการแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้รบกวนการเล่น รวมไปถึงโหมดแบ่งขันที่จะใช้ทรัพยากรของเครื่องไปกับการเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ทำให้ไม่มีสะดุดแน่นอน

 

ทดสอบเล่นเกม

ROV

สำหรับ ROV เราปรับภาพกราฟิกระดับสูงที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะปรับได้ครับ รวมไปถึงเฟรมเรทสูงเช่นกัน โดยลองทดสอบในโหมดปกติ 5 VS 5 ถือว่า realme 5s ทำได้ดีมากๆ ตั้งแต่ต้นเกมที่เฟรมเรทจะวิ่ง 58-61fps สลับกันไปครับ จนมาถึงกลางเกมและท้ายเกมในช่วงที่บวกกับฝั่งตรงข้ามบ่อยๆ ก็อาจลดลงมาเล็กน้อยอาจมี 57fps บ้างแต่ก็ไม่บ่อยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 58 – 59fps เสียมากกว่า เรียกว่าทำได้ดีมากๆ และไม่มีอาการกระตุกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

Call of Duty: Mobile

ส่วนเกม Call of Duty: Mobile เราปรับทั้งคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรทเป็นระดับ Very High โดยเล่นในโหมด Battle Royale จำนวน 100 คนก็ทำได้ดีมากๆ เหมือนกันครับ ไม่มีอาการกระตุก, เฟรมเรทเหวี่ยงหรือค้างเลย แถมระบบสัมผัสก็ถือว่าดีพอสมควรเลยครับ ไหลไปตามนิ้วตามมือได้ลื่นๆ

 

แบตเตอรี่อึดใช้งานทั่วไปได้ทั้งวันแน่นอน!

จากที่ทดสอบเล่นเกมไปประมาณ 2 ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ realme 5s กลับลดไปประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะความจุที่ให้มาถึง 5000mAh ทำให้เล่นเกมได้ต่อเนื่องครับ โดยใครที่เล่นหนักๆ อาจเล่นได้เกินครึ่งวัน ส่วนใครที่เน้นโซเชียลรับรองว่ายังมีแบตเตอรี่เหลือเพียงพอให้ชาร์จในช่วงค่ำๆ ครับ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อึดเท่านั้น แต่เรื่องของความปลอดภัยก็มีถึง 3 ชั้น ตั้งแต่การป้องกันแบตเตอรี่ร้อน, แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่หัวชาร์จไปยังแบตเตอรี่ รวมไปถึงเทคโนโลยี AI Cooling ที่ทำให้เครื่องนั้นไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งตรงนี้จะได้ประโยชน์ในการไม่ลดความเร็ว Clock ของหน่วยประมวลผลด้วย

 

กล้องถ่ายรูป

แม้จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางแต่เรื่องต้องก็เล่นใหญ่เหมือนกันเพราะมีให้ถึง 4 เลนส์ที่กล้องหลัง และกล้องหน้าอีก 1 เลนส์ ดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 รองรับ AI และ Super Nightscape
  • เลนส์ Ultra Wide Angle กว้าง 119 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25
  • เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับ AI Beautification

48 ล้านพิกเซล ถ่ายยังไงก็คมชัด พร้อมความฉลาดของ AI ขั้นสูง

realme 5s มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ ISOCELL GM1 ที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล โดยมีเทคโนโลยี Tetracell ที่ผสานรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่ 1 พิกเซลเท่านั้น ทำให้ได้ความคมของภาพมากขึ้น แต่ก็สามารถถ่ายในความละเอียด 48 ล้านพิกเซลได้เหมือนกัน ซึ่งให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นชัดเจน ไม่มีแตก ทั้งยังสามารถซูมไปดูใกล้ๆ ได้อีกด้วยครับ

ภาพปกติ / ครอป

 

นอกจากนี้ realme 5s ก็ยังมีความอัจฉริยะของ AI ตรวจจับหมวดหมู่ต่างๆ เช่น คน, อาหาร, พืช หรือสัตว์ เป็นต้น เพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุที่เรากำลังโฟกัสครับ หากเป็นอาหาร สีสันจะดูฉุดฉาดขึ้นมาให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น หรือหากเป็นท้องฟ้าหรือธรรมชาติก็จะทำให้ดูเนียนตาและเฉดสีที่มีความนุ่มนวลครับ

 

ถ่ายมุมกว้างด้วย Ultra-Wide 119 องศา

realme 5s ยังมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide Angle ที่ให้ความกว้างถึง 119 องศา สามารถเก็บองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบแน่นอน และยิ่งช่วงนี้เข้าใกล้คริสมาสต์และเทศกาลปีใหม่ ก็จะมีของประดับเพียบ เช่น ต้นไม้สูงๆ ซึ่งแน่นอนว่าเลนส์นี้เก็บได้ครบถึงยอดแน่นอน แถมความสวยงามก็ได้สีสันแบบจัดเต็ม จัดจ้าน และคมชัดเช่นเคย


เปิด Ultra-Wide / ปิด Ultra-Wide

 

หรือยิ่งถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์ Ultra-Wide ยิ่งทำให้คุณผู้หญิงดูสง่าและสูงขึ้นมาทันตาเลยล่ะครับ ไม่ต้องโดนใช้ไปถ่ายใหม่แน่นอน

 

Super Nightscape 2.0 ถ่ายกลางคืนให้สว่างได้ง่ายๆ

ฟีเจอร์ Super Nightscape 2.0 คือการใช้งานเพื่อถ่ายในตอนกลางคืนตามชื่อเลยครับ โดยสามารถเก็บแสงกลางคืนได้ดีมากๆ มีการเพิ่มแสงและเฉดสีตามแบบฉบับของ realme ให้ภาพตรงหน้าที่มืดๆ กลับมาสว่างได้ทันที แถมเรื่อง Noise ก็ยังมีน้อยมากอีกด้วย ซึ่งจุดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Night Scene Algorithm และเทคโนโลยี AI เพื่อลดการเกิด Noise ในภาพ

 

นอกจากนี้ เรายังใช้เลนส์ Ultra-Wide ในโหมด Super Nightscape 2.0 ได้อีกด้วย ได้ทั้งมุมกว้างๆ และความสว่างในตอนกลางคืนไปแบบเต็มๆ ครับ

 

 

ใกล้สุดด้วยเลนส์ Macro

ในเลนส์ Macro ของ realme 5s สามารถให้เราเห็นวัตถุในระยะใกล้ๆ ที่ดวงตาเราแทบมองไม่ออกได้ใกล้ถึง 4 เซนติเมตร โดยที่ความคมชัดและความสดใสของสีที่ได้ออกมาก็ยังถือว่าครบและสวยงามอยู่ครับ

 

เพิ่มความสดของสียิ่งขึ้นด้วย Chroma Boost

เรียกว่ามีใน realme แทบทุกรุ่นอย่างฟีเจอร์ Choma Boost ที่ช่วยเรื่องการเพิ่มเฉดสีให้มีความสดกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องสีเท่านั้น เพราะยังมีการเพิ่มแสงในภาพให้บริเวณมืดๆ มองเห็นได้ดีขึ้น แถมยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มสีจนเกินไป

เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost / ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost


เปิด Chroma Boost


ปิด Chroma Boost

 

Portrait เบลอเนียนตา

realme 5s ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องชอบเหมือนกันอย่างการเบลอหลังหรือ Portrait โดยเฉพาะการถ่ายบุคคลนั้นทำได้ยอดเยี่ยมมาก มีการเบลอฉากหลังได้เนียนๆ ตัดขอบได้คม และยังได้ความสวยงามของใบหน้าเพิ่มเข้ามาแบบอัตโนมัติอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์จากเลนส์ Portrait เพื่อตรวจจับฉากหลังและรู้ว่าจุดไหนควรเบลอหรือไม่เบลอ

โหมด Portrait / โหมดปกติ

 

กล้องหน้าสวยใสด้วย AI Beautification

ผ่านกล้องหลังไปจนหมดเรามาดูกันที่กล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลกันบ้างครับ โดยจะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่ผู้หญิงทุกคนต้องชอบแน่นอน คือ การปรับใบหน้าสวยงาม หรือ AI Beautification นั่นเอง

สำหรับกล้องหน้าของ realme 5s สามารถแยกลักษณะบุคคลได้อัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นเพศ, อายุ หรือสีผิวเพื่อปรับภาพให้สวยแบบธรรมชาติ ทั้งยังจดจำจุดบนในหน้าถึง 296 จุด ซึ่งช่วยปรับภาพให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลครับ

 

เบลอหลังเนียนๆ ได้ดั่งใจ

ทั้งนี้ ใครที่อยากให้เบลอฉากหลังก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากกล้องหลังเลยด้วย ซึ่งตรงนี้ AI จะข้ามาช่วยในเรื่องการเบลอหลังและความสวยงามของใบหน้า ซึ่ง AI ก็ตัดขอบให้เราได้เนียน ใรใบหน้าสวยงาม แถมยังสามารถปรับแต่งรูปทรงใบหน้าได้ทั้งหมดถึง 8 แบบ และแบบละ 100 ระดับไปเลยครับ

 

สรุปจุดเด่น

  • ดีไซน์สวยงามแบบ Diamond Cut พร้อมด้วยสีแดงใหม่อย่าง Crystal Red
  • มีกล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเลนส์ Ultra-Wide Angle, Portrait และ Macro ทำให้สนุกกับการถ่ายภาพหลายรูปแบบ
  • หน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ใช้งานได้เต็มตาทั้งเล่นเกมหรือดูวิดีโอต่างๆ
  • ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 ควบคู่กับ RAM 4GB + ROM 128GB ทำให้ใช้งานได้ไหลลื่นและพร้อมเก็บไฟล์ต่างๆ ได้เยอะ
  • แบตเตอรี่ 5000mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวันแทบไม่ต้องกลัวหมด

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีหูฟังแถมมาในกล่อง
  • ยังใช้พอร์ต Micro USB 2.0 อยู่

 

realme 5s เตรียมวางจำหน่ายในราคาแบบ Flash sale ผ่านทาง Lazada (http://bit.ly/2Y3cxqf) ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในทุกช่องทางวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ด้วยราคาเพียง 5,999 บาท

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured5 วัน ago

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News1 สัปดาห์ ago

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Featured2 สัปดาห์ ago

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟ...

Samsung Galaxy A30s Review 01 Samsung Galaxy A30s Review 01
Featured3 สัปดาห์ ago

รีวิว Samsung Galaxy A30s ดีไซน์ใหม่ กล้องหลัง 3 ตัว ถ่ายชัด‎ ราคาย่อมเยา

Samsung Galaxy A30s ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์24 นาที ago

โลจิเทค จี ขยายตลาดสู่อุปกรณ์เกมส์ไร้สาย เปิดตัวเกมมิ่งเมาส์ G502, G604 และคีย์บอร์ด G913 ยกระดับการเล่นเกมส์ไร้ขีดจำกัดแบบมือโปร

โลจิเทค จี แบรนด์อุป...

ข่าวประชาสัมพันธ์30 นาที ago

Xiaomi เผยโฉมหน้าลูกค้าที่มายืนรอเป็นเจ้าของ Mi Note 10 คนแรก หลังฟีดแบคดีเกินคาด

นายบุญญฤทธิ์ คงจรูญ ...

ข่าวประชาสัมพันธ์32 นาที ago

RICOH เพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบทดแทนในโรงงานผลิตของตนเอง เพื่อไปสู่เป้าหมายของ RE100

บริษัท ริโก้ จำกัด (...

ข่าวประชาสัมพันธ์36 นาที ago

พบกับกิจกรรม “ONEPLUS ONESHOT PHOTOGRAPHY CHALLENGE” ชวนคุณร่วมส่งภาพถ่าย ผ่านเรื่องราวในสไตล์ของคุณ

หลังจากที่ OnePlus แ...

IT News41 นาที ago

อาร์ทีบีฯ จับมือ คอมเซเว่น ส่ง “Master & Dynamic” แบรนด์เครื่องเสียงจากนิวยอร์กลุยตลาด 3 รุ่น

บริษัท อาร์ทีบี เทคโ...

กำลังมาแรง