ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีพอ ไม่พอถ้าแค่ดี” (“Good Enough” Is Not Good Enough) เสียงของผู้บริโภคเป็นเสียงที่ ‘ทรงพลัง’ ที่จะเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จะเห็นข่าวความไม่โปร่งใสและการหลอกลวงผู้บริโภคเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์และการเงิน เกิดเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องถึง จริยธรรม ในการดำเนินธุรกิจในฝั่งโลกตะวันตก เกิดแนวโน้มที่เรียกว่า “Conscious Business” หรือการตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ

 อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเห็นผู้บริโภคต่อนิยามของคำว่า บริษัทที่ดี” แล้ว โดยส่วนใหญ่มักพูดถึงบริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่มี คุณภาพดี” และ ราคาถูก แต่กลับมองข้ามประเด็นด้านบรรษัทภิบาล การแข่งขันอย่างเป็นธรรม ตลอดจนการติดสินบนและคอร์รัปชันในบริษัทและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่เห็นว่าประเด็นด้านจริยธรรมองค์กรจะเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของพวกเขา ทว่า องค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น กลับเป็นเรื่องเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ฉายภาพของความสัมพันธ์ผ่านมายาคติหรือความเชื่อของผู้บริโภคต่างๆ ในงานทอล์ค Shift Happens: พลิกธุรกิจให้ทันวันพรุ่งนี้ ในหัวข้อ ดีพอ” ไม่พอถ้าแค่ดี (“Good Enough” Is Not Good Enough)

 

1. การแข่งขันที่เป็นธรรมเกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ (Fair Competition Just Happens)

ความเข้าใจผิดที่ว่าการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมเกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ และการผูกขาดการค้าไม่ส่งผลเสียต่อธุรกิจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแข่งขันอย่างเท่าเทียมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง สะท้อนได้จากการเปิดเสรีการคมนาคมทางอากาศในอุตสาหกรรมการบิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างกรุงเทพเชียงใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 50% จากราวปี พ.ศ. 2546 ที่ราคา 4,500 บาทต่อเที่ยว เหลือเพียงประมาณ 2,000 บาทต่อเที่ยวในปัจจุบัน

ในทางกลับกัน หากไร้ซึ่งการแข่งขันอย่างเท่าเทียม สินค้าและบริการจะไม่ได้รับการพัฒนา ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังต้องจ่ายในราคาเท่าเดิมหรือแพงขึ้น นั่นหมายถึงผู้บริโภคจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการในตลาดผูกขาด เพื่อสนับสนุนการติดสินบนและคอร์รัปชันโดยไม่รู้ตัว

 

2. ธรรมาภิบาลคือความยั่งยืนของธุรกิจ (Good Companies Plant Trees)

 เมื่อพูดถึงบทบาทของธุรกิจต่อสังคม คนทั่วไปอาจมองถึงกิจกรรมเพื่อสังคมอย่าง CSR ร่วมปลูกป่า สร้างฝาย ขณะเดียวกัน กิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างคำถามขึ้นว่าเป็นกิจกรรมเพื่อการสร้างภาพมากกว่าพัฒนาความยั่งยืนแก่สังคม

 ทว่า การสร้างความยั่งยืนแก่สังคมนั้น สามารถสร้างได้โดยเริ่มจากแก่นของธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญของสังคม ตัวอย่างในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทุกปีเกิดอุบัติเหตุจากการติดตั้งอุปกรณ์และเสาสัญญาณโทรศัพท์นับร้อยราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดกับบริษัทคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ที่เป็นผู้รับจ้างช่วง

 ดีแทค ในฐานะผู้ให้บริการอย่างรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ซัพพลายเออร์ บริษัทคู่ค้า ลูกค้า และนักลงทุน ได้ประกาศนโยบายลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ (Zero Accident Policy) โดยตั้งเป้าลดการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานให้เหลือศูนย์ ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทคู่ค้า หรือ Supply Chain  Sustainability

 นอกจากนี้ ดีแทค ยังให้คำมั่นสัญญาในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ Zero Tolerance to Corruptionซึ่งได้กำหนดแนวทางและหลักปฏิบัติของพนักงานอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่นนโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) กล่าวคือ ห้ามพนักงานรับของขวัญจากบุคคลภายนอก โดยไม่มีข้อยกเว้น หรืออีกนโยบายคือไม่เล่นกอล์ฟ (No Golf Rules) โดยห้ามผู้บริหารร่วมตีกอล์ฟ หรือจ่ายค่าสนามแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 “นโยบายเหล่านี้ นัยหนึ่งทำให้ดีแทคอยู่ในภาวะการดำเนินงานที่ยากกว่าหรือเสียเปรียบ แต่ขณะเดียวกัน นี่คือนโยบายที่สะท้อนจุดยืนของดีแทคในการทำในสิ่งที่ถูกต้อง ลาร์สเน้นย้ำ

 

3. การเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีขึ้นจะเกิดได้จากระดับผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น (Change Can Only Come from the Top)

 มายาคติหนึ่งที่เกิดจากความเข้าใจผิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีขึ้น เกิดได้จากผู้บริหารที่รับผิดชอบจนถึงผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเท่านั้นแต่แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากพลังของคนธรรมดา โดยเฉพาะพลังของผู้บริโภค

 การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกในการตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ก็ล้วนเกิดจากพลังของผู้บริโภคทั้งสิ้น

 ลาร์ส ได้เน้นย้ำว่า เสียงของผู้บริโภคเป็นเสียงที่ ทรงพลัง’ อย่างยิ่งต่อโลกธุรกิจทุกวันนี้ เพียงแค่ผู้บริโภคตระหนักถึงพลังของตัวเอง ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม และเรียกร้องให้องค์กรธุรกิจต้องแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมเพื่อยกระดับใหคุณภาพดีขึ้น ราคาถูกลง มีบรรษัทภิบาลและมาตรฐานทางจริยธรรม สุดท้าย ผู้บริโภคจะเป็นผู้ที่ชนะในที่สุด

ข่าวประชาสัมพันธ์

Brother คาดปีงบประมาณ 62 เติบโตกว่า 5% สานต่อกลยุทธ์ ‘3C’ มุ่งเจาะกลุ่มคอร์ปอเรท ดันบริการหลังการขายเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มบริการเสริม  

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

บราเดอร์ พร้อมเดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้วงการไอทีเมืองไทย ปี 63 เตรียมจับมือแบรนด์ดัง เดินหน้าครีเอทสีสันแคมเปญการตลาดขยายการรับรู้สู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ย้ำปรัชญาการดำเนินธุรกิจ ‘at your side’ สร้างทีมที่ปรึกษาเสริมทัพทีมขายและทีมบริการแก่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เพิ่มความมั่นใจสร้างโอกาสการขายให้มากขึ้น เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ในกลุ่มสินค้าทั้งเครื่องพิมพ์ จักรเย็บผ้าระบบเครื่องเสียงคาราโอเกะ เครื่องพิมพ์ฉลาก และสแกนเนอร์ตลอดปี เน้นผสานโซลูชั่นเพื่อเพิ่มตอบโจทย์ความต้องการให้แก่ทุกกลุ่มเป้าหมาย มั่นใจปีงบประมาณ 63 จะสามารถสร้างอัตราการเติบโต 5% แม้ภาพรวมตลาดยังทรงตัว ชี้ศักยภาพภาคเอกชนของไทยยังแข็งแกร่งพร้อมปรับตัวรับมือได้ในทุกสภาวะ

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด(Mr.Teerawut Supapunpinyo, Managing Director of Brother Commercial (Thailand) Limited) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมธุรกิจเครื่องพิมพ์ในไทยยังทรงตัว แต่บราเดอร์สามารถสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดให้เติบโตเพิ่มขึ้น หลังปรับรูปแบบกลยุทธ์สะท้อน DNA ของแบรนด์ที่มีความหลากหลายด้านผลิตภัณฑ์เพิ่มสีสันไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ลูกค้าปัจจุบัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญการ ทรานส์ฟอร์ม 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Business transform, Operational Transform และTalent Transform ด้วยกลยุทธ์ ‘3C’ มุ่งโฟกัส Customer (ลูกค้า) Channel Partner (ช่องทางการจัดจำหน่าย) ไปจนถึง Company (ตัวองค์กร) ทำให้ในปีงบประมาณ 2562 บริษัทฯ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตแบบสวนกระแสถึง 5 %

ในปีงบประมาณ 2563 บราเดอร์ยังคงเดินตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ในช่วง 3 ปี ครอบคลุมระหว่างปีงบประมาณ 2562 – 2564 ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นให้แก่กลยุทธ์ ‘3C’ เริ่มจาก Customer (ลูกค้า) เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ที่เติมเต็มความต้องการให้หลากหลายยิ่งขึ้น Channel Partner (ช่องทางการจัดจำหน่าย) ที่ปีนี้จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนด้วยการสร้างการทำงานภายใต้คอนเซปต์Brother: the Power of TEAM เป้าหมายเพื่อสร้างทีมที่ปรึกษาให้แก่กลุ่มตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศสร้างโอกาสทางการขายใหม่ๆ ด้วยการส่งทีมผลิตภัณฑ์ ทีมขาย ทีมสื่อสารการตลาด ทีมเทคนิค และทีมบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์บราเดอร์ กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า Company (ตัวองค์กร) บราเดอร์ จะนำระบบ “Agile” มาใช้ในการทำงานในแต่ละโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานเกิดความยืดหยุ่นและเกิดความรวดเร็วในการสร้างผลงาน โดยจะคัดเลือกบุคลากรในแต่ละแผนก เข้ามาระดมความคิด เพื่อกำหนดแนวทางในการเพิ่มศักยภาพ ความคล่องตัว และบริหารการใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะใช้ต่อเนื่องไปถึงปี 2564

ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าของบราเดอร์กว่า 60% เป็นกลุ่มลูกค้า SME และ กลุ่มคอร์ปอเรท กลุ่มเครื่องพิมพ์เลเซอร์ยังเป็นสินค้าแฟลกชิป (แหล่งข้อมูลจาก GFK) โดยบราเดอร์ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มโมโนเลเซอร์พรินเตอร์ ปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่38%, กลุ่มโมโนเลเซอร์มัลติฟังก์ชั่นพรินเตอร์ ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 56% และกลุ่มคัลเลอร์เลเซอร์มัลติฟังก์ชั่นพรินเตอร์ ที่ครองส่วนแบ่งการตลาด 33% ด้านกลุ่มอิงค์เจทพรินเตอร์ บราเดอร์ยังเกาะกลุ่ม 1 ใน 3 ผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่ง 17% ที่ผ่านมาบราเดอร์ใช้กลยุทธ์ทั้ง “Push & Pull” จนทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ และในปีนี้จะเพิ่มสีสรรในการทำตลาดรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากคู่แข่ง และ           ที่สำคัญในปีนี้บราเดอร์จะใช้งานบริการหลังการขายที่ได้รับการยอมรับอย่างมากถึงคุณภาพมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ ด้วยนายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญกล่าวเสริม

ด้านนายวรศักดิ์ ประดิษฐ์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์การนำบริการหลังการขาย มาเป็นอีกหนึ่งเฟืองจักรสำคัญเพื่อเพิ่มประโยชน์สูงสุดให้กับลุกค้าว่า จากการยอมรับของกลุ่มเป้าหมายต่อคุณภาพงานบริการหลังการขายของบราเดอร์ ที่พร้อมทั้งด้านบุคลากรและระบบการบริการอันทันสมัย ทำให้บราเดอร์เห็นโอกาสและพัฒนาสู่บริการเสริมเพื่อเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า โดยในปีงบประมาณ 2563 บราเดอร์ เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อ การขยายระยะเวลารับประกัน และเพิ่มบริการพิเศษพร้อมตัวเครื่องได้ตามความต้องการ เพื่อความคุ้มค่าและสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้น ทั้งรูปแบบนำเครื่องเข้าศูนย์บริการและการบริการซ่อมนอกสถานที่ นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาระบบ chatbot พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมงเต็มรูปแบบซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้ในช่วงต้นปี 2564  พร้อมกันนี้ ยังได้พัฒนาแอพลิเคชั่น Brother Support Center ที่รวบรวมข้อมูลสินค้า คู่มือการใช้งาน การตรวจสอบสถานะเครื่อง และข้อมูลศูนย์บริการบราเดอร์ทั่วประเทศ พร้อมทั้งสามารถใช้เป็นช่องทาง Brother Live Chat เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า โดยช่องทางดังกล่าวยัง สามารถจัดส่งข้อมูลได้ทั้งรูปแบบภาพและวิดีโอได้ด้วยเพื่อเพิ่มมิติด้านการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้านจำนวนศูนย์บริการในปัจจุบันมีครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยล่าสุดได้เปิดศูนย์บริการในประเทศลาวที่เวียงจันทน์ และจะเดินหน้าเปิดศูนย์บริการอีก 2 แห่ง ที่หลวงพระบางและสะหวันนะเขต และเพื่อสร้างมาตรฐานการอบรมแก่พนักงานบราเดอร์ได้นำระบบ e-learning เข้ามาใช้ฝึกอบรมผ่าน visual classroom เพื่อความชัดเจนในการสื่อสาร สามารถใช้ผ่าน Smart devicesเพื่อเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากจะทุ่มเทส่งมอบงานบริการที่มีคุณภาพสู่ลูกค้าแล้ว บราเดอร์ ยังได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่ออุทิศองค์ความรู้ด้านเทคนิคบริการให้แก่นักศึกษาทั่วในแต่ละภาค อาทิ ภาคกลางที่ปราจีนบุรีและนครนายก ภาคเหนือที่สุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สุรินทร์ และภาคใต้ที่สุราษฎร์ธานี  และในปีนี้จะขยายโครงการโดยใช้ศูนย์บริการในพื้นที่หลักๆ เช่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น เปิดให้นักศึกษาเข้ามารับการอบรมความรู้ด้านเทคนิคที่ศูนย์บริการ รวมทั้งเพิ่มการอบรมหลักสูตร Mindset development เพื่อพัฒนาทัศนคติคิดบวกสร้างความพร้อมก่อนออกสู่สังคมการทำงานนายวรศักดิ์ ประดิษฐ์กุล อธิบายเพิ่มเติม

นายพรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล(ประเทศไทย) จำกัด อธิบายถึงแผนการปรับกลยุทธ์ด้านการพัฒนาองค์กรด้วยการสร้างบุคลากรคุณภาพรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วว่า บริษัทฯ สร้างโปรเจคในการพัฒนาบุคคลากรขององค์กร ตามกลยุทธ์ Talent transform ด้วยการพัฒนากลุ่มบุคลากรที่มีทัศนคติที่ดีและพร้อมจะเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่าและยินดีร่วมเป็นหนึ่งในการผลักดันองค์กรสู่การเติบโตที่ยั่งยืน และพร้อมจะนำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้มาแบ่งปันสู่เพื่อนร่วมงาน สร้างบุคลากรคุณภาพใบแบบmulti task skill สร้าง mind set ที่ดี คิดนอกกรอบ สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ เพิ่มความคล่องตัว เตรียมพร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างเข้าใจไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาด้านการฝึกอบรมด้วยระบบออนไลน์ให้พนักงานสามารถเข้าคอร์สได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาศักยภาพ  

ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) จะมุ่งไปที่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (local community) มีโครงการหลักคือ Brother Beat Cancer Run วิ่งด้วยกัน สู้ด้วยกันซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยากไร้ ในมูลนิธิรามาธิบดี กองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่ โรงพยาบาลรามาธิบดี และส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม (environment) มีโครงการหลักคือ โครงการบราเดอร์อาสาอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติป่าชายเลนที่บริษัทฯ ได้ทำต่อเนื่องมากว่า 11 ปี ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลน จังหวัดสมุทรสาครและ สมุทรสงคราม โดยบราเดอร์จะยังคงทำโครงการต่อไปเรื่อยๆ แต่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมบ้างและยังคงเป้าหมายไว้ดังเดิม นอกจากนี้ ยังวางแผนเพิ่มการจัดกิจกรรม CSR ในทุกไตรมาสโดยเน้นบริจาคผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือชุมชนหรือโครงการด้านการศึกษา ตลอดจนการส่งเสริมทักษะความรู้ด้านไอทีให้แก่นักเรียนนักศึกษาเพื่อเป็นการคืนกลับสู่สังคมด้วยเช่นกันนายพรภัค อุไพศิลป์สถาพร กล่าวสรุป

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอไอเอส จัดมาตรการขั้นสูงสุดรับมือการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 เน้นย้ำบุคลากร, พาร์ทเนอร์ ดูแลสุขภาพ ป้องกันการแพร่ระบาดสู่ส่วนรวม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

นางสาววราลี จิรชัยศรี หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เอไอเอส มีความห่วงใยและใส่ใจเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของบุคลากร, พาร์ทเนอร์ตัวแทนจำหน่ายและพาร์ทเนอร์ที่ร่วมทำงานกับทุกฝ่าย อันจะเป็นการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดสู่ส่วนรวมไปด้วย ดังนั้นจึงได้จัดมาตรการป้องกันความเสี่ยงอย่างเข้มงวดมาตามลำดับตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาด จนกระทั่งล่าสุดได้ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดตามขั้นตอนของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยเน้นย้ำให้พนักงานทุกคน ตลอดจนพาร์ทเนอร์ ดูแลสุขอนามัยของตัวเองและครอบครัวอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังในการสัมผัสจุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกลายเป็นผู้แพร่เชื้อไปสู่ส่วนรวม

ทั้งนี้ มาตรการสำคัญที่ประกาศใช้ทั้งสำหรับบุคลากรและพาร์ทเนอร์ ได้แก่

1. งดการเดินทางไปต่างประเทศโดยเด็ดขาด ทั้งในส่วนการปฏิบัติภารกิจของบริษัท และการเดินทางส่วนตัว โดยกรณีหากมีการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงก่อนหน้านี้ ให้พนักงานปฏิบัติงานที่บ้าน – work from home และเฝ้าสังเกตอาการตัวเองเป็นเวลา 14 วัน หากครบกำหนดแล้วไม่พบอาการป่วย ให้พนักงานเข้าพบแพทย์แผนปัจจุบันชั้น 1 ในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน หลังจากแพทย์ลงความเห็นว่าไม่มีอาการป่วยแล้ว ต้องนำใบรับรองแพทย์มาแสดงก่อนเข้ามาปฏิบัติงานตามปกติ

2. งดการประชุมทางธุรกิจกับบุคคลภายนอก รวมถึงพาร์ทเนอร์ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกประเทศ โดยให้ใช้การประชุมทางโทรศัพท์หรือออนไลน์ (Conference Call) แทน พร้อมทั้งมีการกำหนดกระบวนการคัดกรองพาร์ทเนอร์ที่ต้องร่วมปฏิบัติงานกับทีมเอไอเอส

3. สำหรับพนักงานที่ให้บริการลูกค้าใน AIS Shop, ร้านเทเลวิซ จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา พร้อมมีการตรวจวัดไข้วันละ 2 ครั้ง และเพิ่มบริการแอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือ เพื่อให้บริการลูกค้า

4. ดำเนินการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่ปฏิบัติงานหลักตามตารางที่กำหนด ทั้งที่อาคารสำนักงาน รวมถึง AIS Call Center พร้อมตั้งจุดบริการแอลกอฮอล์เจลล้างมือ, เน้นย้ำการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อจุดเสี่ยงตลอดเวลา อาทิ ที่จับประตู ลิฟท์ และในส่วนที่ต้องสัมผัสบ่อยๆ

5. อนุมัติปรับเวลาเข้าปฏิบัติงานของพนักงานตามความเหมาะสม เพื่อลดอัตราเสี่ยงจากการเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีความแออัดสูง
6. จัดการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าอาคารเอไอเอส 1 และ 2 รวมถึงอาคารที่ทำงานอื่นๆ ในเครือเอไอเอส แบบ 100% โดยหากพบว่าพนักงานและผู้มาติดต่อ มีอุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด

7. งดประชุมหรือจัดกิจกรรมใดๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ที่ทำการของบริษัทที่จะมีจำนวนผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป

นอกจากนี้ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่พนักงาน เอไอเอสได้มอบกรมธรรม์ประกันชีวิต COVID-19 ให้กับพนักงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมอบความคุ้มครองชีวิต 50,000 บาท นาน 30 วัน ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก ครอบคลุมการเสียชีวิตทุกกรณี หรือหากเป็นผู้ป่วยในที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากติดเชื้อ COVID-19 ก็ยังได้รับความคุ้มครองชดเชยรายได้ถึง 1,000 บาทต่อวัน สูงสุด 15 วัน พร้อมจัดการอบรมให้ความรู้และวิธีการป้องกันเกี่ยวกับเชื้อไวรัส COVID-19 โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำการดูแลตัวเองและคนในครอบครัวอีกด้วย”

นางสาววราลี กล่าวในตอนท้ายว่า “บริษัทฯ กำลังติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ โดยขอให้ลูกค้ามั่นใจว่า จะได้รับบริการคุณภาพจากเอไอเอสอย่างไม่ติดขัด พร้อมแนะนำช่องทางใช้บริการ Online ผ่านทางแอปพลิเคชัน my AIS และ AIS Online Store เพื่อความสะดวกในสถานการณ์ปัจจุบัน”

อ่านต่อ...

Android News

ชีวิตดี๊ดี แค่มีอุปกรณ์ไอที 3 อย่างนี้ไว้ข้างกาย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ชีวิตประจำวันของพนักงานออฟฟิศสมัยนี้ช่างอยู่ยากขึ้นทุกวัน ทั้งต้องวิ่งแข่งกับเวลา รับมือความดราม่าของลูกค้าและบอส ในขณะเดียวกันงานต่างๆ ก็ต้องทำให้เสร็จเร็วขึ้นและต้องใช้ความสร้างสรรค์มากขึ้นอีก เพื่อให้คุณภาพงานออกมาดีไม่ซ้ำใคร สำหรับชาวออฟฟิศยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความคล่องตัว ความสะดวกสบายในการทำงาน และบางเวลาก็อยากได้ความบันเทิงง่ายๆ แบบครบจบในที่เดียว เชื่อเถอะว่าแก็ดเจ็ตไอทีเหล่านี้สามารถช่วยให้ชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัวของคุณดีขึ้นได้อีกมาก แค่พกของ 3 อย่างนี้ไว้แล้วอะไรๆ จะดีขึ้นอีกเยอะ ฟันธง!

Huawei New Product Feb 2020

HUAWEI Matebook D15 โน้ตบุ๊คงามๆ ที่ให้คุณทำงานอย่างสบายใจทุกที่ทุกเวลา

HUAWEI Matebook โฉมใหม่นอกจากจะอัดแน่นด้วยความสวยงามระดับพรีเมี่ยมและสเป็คเครื่องที่แรงแบบไม่น้อยหน้าใคร เครื่อง D15 ยังพกฟีเจอร์ล้ำๆ ที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง ในราคาสบายกระเป๋าแค่ 17,990 บาทซะด้วย

เปิดเมื่อไหร่ก็ใช้แค่นิ้วเดียว สะดวก ปลอดภัยไมมีใครทัดเทียม

ด้วยปุ่ม Fingerprint Power Button หรือระบบสแกนลายนิ้วมือบนปุ่ม powerของเครื่อง HUAWEI Matebook D15 ทำให้คุณสามารถเปิดเครื่องได้โดยการแตะนิ้วเพียงนิ้วเดียวก็ใช้งานได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมานั่งกรอกพาสเวิร์ดให้ปวดหัว และไม่ต้องกลัวใครจะมาแอบเปิดเครื่องของเราไปใช้

จับคู่สมาร์ทโฟน Huawei แล้วแชร์รูปแชร์ไฟล์ง่ายได้อีก

แทนที่จะต้องมานั่งต่อสายแล้วลากข้อมูลจากสมาร์ทโฟนมาลงคอมพิวเตอร์ รู้ไหมว่าคุณสามารถแชร์โน้ตที่จดจากที่ประชุม ไฟล์สไลด์จากลูกค้า หรือแม้แต่ภาพจากในมือถือ Huawei ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 10 ทุกรุ่นได้เพียงแค่การ “แตะ” ด้วยฟีเจอร์ Huawei Share ที่เพียงแค่เอามือถือคู่ใจมาแปะที่ด้านขวาของ Touchpad ก็สามารถลากไฟล์มาลงเครื่องจากหน้าจอได้แล้ว

เบาหวิว สวยหรู แบบหยิบออกมาใช้ตอนไหนก็ไม่ต้องอายใคร
ด้วยวัสดุของตัวเครื่องที่ทำจากโลหะ หน้าจอแบบ Full View Display ที่มาพร้อมดีไซน์ไร้ขอบ และน้ำหนักรวมเพียง 1.62 กิโลกรัม จะทำให้คุณสามารถพกโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ติดตัวไปทุกแห่ง และคุณจะอยากหยิบเจ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มาตั้งโต๊ะทุกครั้งที่แวะนั่งตามร้านกาแฟสวยๆ

Huawei New Product Feb 2020

HUAWEI Media Pad M6 ที่สุดของแท็บเล็ตแห่งความบันเทิง

แท็บเล็ตขนาดพอดีๆ ที่สเป็คใหญ่เกินตัว พร้อมมอบสุดยอดประสบการณ์การดูหนัง ดูซีรี่ส์ และเล่นเกมแบบเต็มอิ่มไม่แพ้โฮมเธียเตอร์ด้วยระบบเสียงระดับพรีเมี่ยมและชิปเซ็ตอัจฉริยะ Kirin 980 ใหม่ล่าสุด

จอหนังและจอซีรี่ส์เคลื่อนที่สุดคมชัด พร้อมลำโพงเสียงกังวาล 4 ตัวรวด

เบื่อจากงานหนักๆ เหนื่อยๆ ก็มาพักสมองกันด้วยการดูหนังฟังเพลงกันบ้าง ด้วย Media Pad M6 ในกระเป๋าจะทำให้คุณสามารถหยิบหนังหรือดูซีรี่ส์เรื่องโปรดออกมาดูเมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยประสบการณ์ภาพและเสียงระดับน้องๆ โรงภาพยนตร์จากหน้าจอ IPS ความละเอียดถึง 2560 x 1600 และลำโพงแบรนด์ Harman Kardon รอบทิศทางถึง 4 ตัว!

ปรับเข้าโหมดทำงานได้ง่ายๆ ด้วย Desktop Mode

หากระหว่างการนั่งดูหนังเพลินๆ บน HUAWEI Media Pad M6 คุณโดนงานเข้ากะทันหัน แท็บเล็ตตัวนี้ยังมีฟีเจอร์ให้สามารถปรับการใช้งานเป็น Desktop Mode ได้รวดเร็วดั่งใจ ให้คุณสามารถแบ่งหน้าจอเป็นจอเล็กๆ ได้หลายแท็บแบบเดียวกับเวลาใช้งานบนคอมพิวเตอร์พีซี ยิ่งถ้ามีปากกา M-Pen lite กับ Smart Magnetic Keyboard อยู่ด้วยยิ่งปั่นงานเสร็จเร็วกว่าเดิมอีกนะ

Huawei New Product Feb 2020

HUAWEI Y7p กล้องล้ำๆ แต่ราคาสบายกระเป๋า

ใครที่กำลังมองหากล้องมือถือคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และขนาดย่อมเยา นี่แหละตัวเลือกที่เหมาะที่สุดแล้ว

กล้องดีๆ น้ำหนักเบาๆ ราคาสบายๆ พร้อมฟังก์ชั่นถ่ายรูปสวยๆ แบบจัดเต็ม

เห็นอะไรผ่านตาแล้วรู้สึกอยากเก็บภาพเอาไว้ให้ทันท่วงที ก็รีบหยิบ HUAWEI Y7p ขึ้นมาชักภาพให้ทันใจ ด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 MP ที่จะช่วยให้ถ่ายภาพ Portrait ได้สวยคมกริบ พร้อมโพสต์แชร์ขึ้นโซเชียล และยังพ่วงมาด้วยการถ่ายภาพแบบมุมกว้างแบบ 120 องศา และเทคโนโลยี AI Scene Recognition สุดอัจฉริยะ ช่วยจับโฟกัสของวัตถุต่างๆ ที่เห็นใน Viewfinder ได้อย่างมีมิติ ไม่ว่าจะอาหาร หรือต้นไม้ดอกไม้ นอกจากนี้ น้ำหนักยังเบาแค่ 176 กรัมเองนะ

เก็บไฟล์เก็บภาพได้จุใจ ด้วยความจุ SD Card ที่เพิ่มได้ถึง 512 GB

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มือถือ Y7p เหมาะกับการหยิบมาใช้เป็นกล้องถ่ายเล่นซะเหลือเกิน ก็คือการที่มันมีความจุติดเครื่องถึง 64 GB แถมยังสามารถเพิ่มความจุด้วย MicroSD Card ให้เยอะขึ้นไปอีกถึง 512 GB ได้ด้วยนี่แหละ ดังนั้นอยากใช้ถ่ายอะไรก็ถ่ายไปได้เลย ไม่ต้องกลัวเมมเต็ม และถ้าเนื้อที่ยังเหลือจะเอามาเก็บไฟล์งานหรือสไลด์ที่ต้องเอาไปท่องตอนพรีเซนท์นายก็ยังได้

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Wearable54 นาที ที่แล้ว

realme Band นาฬิการุ่นประหยัดอัดแน่นด้วยฟีเจอร์เพียบ มีพอร์ตชาร์จ Type-A, กันน้ำ IP68 และเซ็นเซอร์ Heart Rate

realme เตรียมที่จะเป...

AIS 5G Huawei Mate30 Pro 5G AIS 5G Huawei Mate30 Pro 5G
Android News3 ชั่วโมง ที่แล้ว

AIS 5G พร้อมใช้ทันที! วันที่ 5 มีนาคมนี้ บน Huawei Mate 30 Pro 5G รายแรกรายเดียวในไทย

AIS ให้คนไทยสัมผัสปร...

ข่าวประชาสัมพันธ์5 ชั่วโมง ที่แล้ว

Brother คาดปีงบประมาณ 62 เติบโตกว่า 5% สานต่อกลยุทธ์ ‘3C’ มุ่งเจาะกลุ่มคอร์ปอเรท ดันบริการหลังการขายเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มบริการเสริม  

  บราเดอร์ พร้อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์6 ชั่วโมง ที่แล้ว

เอไอเอส จัดมาตรการขั้นสูงสุดรับมือการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 เน้นย้ำบุคลากร, พาร์ทเนอร์ ดูแลสุขภาพ ป้องกันการแพร่ระบาดสู่ส่วนรวม

นางสาววราลี จิรชัยศร...

Android News6 ชั่วโมง ที่แล้ว

เปิดตัว Vivo APEX 2020 สมาร์ทโฟนสุดล้ำ จอโค้ง 120 องศา, กล้องหน้าใต้จอ และกล้องหลังกันสั่นแบบ Gimbal

เปิดตัวด้วยความเทพอี...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง