เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยสำหรับ Galaxy S26 Series เรือธงรุ่นล่าสุดของ Samsung รอบนี้ชูจุดเด่นในความเป็น AI Phone ได้เข้มข้นมากขึ้นชัดเจน แน่นอนทีมงาน iphone-droid.net ได้มีโอกาสไปสัมผัสเครื่องจริงมาคร่าว ๆ ในบทความนี้ก็ขอมาพรีวิวความรู้สึกแรกให้อ่านกันก่อนเหมือนเคย

และเราขอโฟกัสไปที่ Galaxy S26 Ultra ที่เป็นรุ่นชูโรงเหมือนเคย มาดูกันว่ารอบนี้จะมีดีไซน์ยังไง ฟีเจอร์เด่นมีอะไร และจะถูกใจแฟน ๆ แค่ไหน พร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย!
ดีไซน์ Galaxy S26 Ultra
เริ่มที่ดีไซน์ก่อนเนอะ รอบนี้ Galaxy S26 Ultra มีการปรับดีไซน์ไปจากรุ่นก่อนอีกหน่อย ด้วยการใช้สีที่มีความกลมกลืนกันไปทั้งตัวเครื่องกว่าที่เคย บวกกับสีไฮไลท์ใหม่อย่าง Cobalt Violet ด้วยแล้ว ทำให้มองแว้บแรกก็ได้ความรู้สึกที่สดใหม่กว่า Galaxy S Ultra ที่ผ่านมาอยู่พอสมควรเลย

โมดูลกล้องก็ชัดเจน ว่ามีการเพิ่มฐานกล้องเข้ามาใหม่ อันนี้จะคล้ายกับตอน Z Fold7 เลยครับ ช่วยให้ตัวกล้องดูทรงพลังยิ่งขึ้น แม้จะตัดเอาวงแหวนรอบกล้องออกไปแล้วก็ตาม และความกลมกลืนของสีสันที่บอก ก็กลืนกันมาถึงกรอบเลนส์ด้วยเช่นกัน เนียนตาดีมาก ๆ

ที่หน้าจอ Galaxy S26 Ultra ได้หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาดใหญ่ถึง 6.9″ ที่เต็มตาเอามาก ๆ พร้อมความละเอียดสูงสุดที่ 2K+ และมี Refresh rate 120Hz เหมือนเดิม

ในด้านการแสดงผลรอบนี้ Samsung อัปเกรดพาแนลหน้าจอใหม่ เป็น 10bit แล้ว แสดงผลสีได้ถึง 1.07 พันล้านสี มากกว่ารุ่นก่อนถึง 64 เท่า! เราลองเปิดภาพความละเอียดสูงหรือคลิปดูคร่าว ๆ ก็เห็นความต่างพอสมควรเลย เป็นจอที่สวยอลังการขึ้นมาก ๆ

แต่ไฮไลท์ของจอ Galaxy S26 Ultra ยังไม่จบที่สีมากขึ้น แสดงผลสวยขึ้น เพราะรอบนี้ Samsung ใส่เทคโนโลยีจอที่ช่วยปรับการแสดงผลระดับพิกเซล เพิ่มฟีเจอร์ Privacy Display เพิ่มความปกป้องการแสดงผลให้ดีขึ้นไปอีก

เพราะฟีเจอร์นี้จะช่วยเปลี่ยนการแสดงผลของหน้าจอ Galaxy S26 Ultra ให้ชัดเจนแค่มุมตรงหน้าเรา เวลามองจากมุมข้าง ก็จะไม่เห็นการแสดงผลที่ชัดเจน หรือถ้าให้อธิบายง่าย ๆ คือเหมือนเราติดฟิล์มกันเผือกเข้าไปนั่นเอง


แต่ความดีงามคือเราสามารถเลือกเปิด-ปิดเองได้ตลอดเวลา แถมสามารถเลือกเปิดเฉพาะแอปได้ด้วย ทีนี้เวลาใช้งานจริงที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็ไม่ต้องห่วงแล้ว ยกตัวอย่างเวลาเราใช้งานแอปที่ต้องใส่รหัสในที่สาธารณะ ปกติแล้วเราอาจจะต้องคอยบัง คอยเลี่ยงไม่ให้ใครเห็น แต่ถ้ามี Privacy Display ก็สบายเลย กดได้แบบไม่ต้องกลัวใครเห็นแล้วเนอะ

วัสดุของกรอบเครื่องรอบนี้ก็ปรับกลับมาเป็นอลูมิเนียมอีกครั้ง หลังจากที่หันไปใช้ไทเทเนียมมา 2 รุ่น แต่โดยรวมความรู้สึกเวลาจับถือก็ได้ลดทอนลงไปเท่าไหร่ ยังมอบความเป็นเรือธงขั้นสุดจาก Samsung ได้อย่างเต็มเปี่ยมทีเดียว

มุมเครื่องที่เคยเหลี่ยมมาก ๆ ตั้งแต่ S22 Ultra ก็ค่อย ๆ ถูกเหลาให้มนขึ้นเรื่อย ๆ จนปีก่อนเราได้เห็นมุมโค้งบน S25 Ultra ไป แต่รอบนี้ Galaxy S26 Ultra ก็เพิ่มความโค้งของมุมขึ้นอีก ซึ่งพอมุมเครื่องมีความโค้งมากขึ้น ก็ช่วยให้เวลาเราจับถือได้ถนัดมือขึ้นอีก โดยเฉพาะเวลาไม่ใส่เคสมุมล่างเครื่องจะเข้ากับฝ่ามือพอดี แถมรอบนี้กรอบเครื่องก็เพิ่มมุมที่โค้งเข้ามาอีกหน่อย ไม่ตัดเหลี่ยมทื่อ ๆ แล้วด้วย

อีกไฮไลท์ที่ Samsung นำเสนอในรอบนี้ก็คือ ความบางและน้ำหนักครับ เพราะ Galaxy S26 Ultra จะมาพร้อมความบางเพียง 7.9 มม. และเบาแค่ 214 กรัมเท่านั้น ถ้าเทียบกับ Galaxy S รุ่น Ultra ที่ผ่านมา รุ่นนี้จะถือเป็น Galaxy S Ultra ที่บางและเบาที่สุด! เลยล่ะครับ

ด้านบน-ล่างก็จะดูกลมกลืนกับรอบ ๆ ตัวเครื่องไปด้วยอย่างที่บอก เพราะสีสันนั้นเป็นสีเดียวกันทั้งหมด รายละเอียดของตำแหน่งก็ยังเหมือนเดิม ด้านบนมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน ด้านล่างมีพอร์ตการเชื่อมต่อ USB-C ลำโพงหลักของตัวเครื่อง และช่องเก็บ S Pen เนาะ

แต่ S Pen รอบนี้จะออกแบบปลายด้ามใหม่ครับ ให้มีมุมโค้งรับกับกรอบเครื่องพอดี ทำให้ดูไม่เป็นส่วนเกินแล้ว และแน่นอน ตรงปลายด้ามจะใช้สีเดียวกับกรอบเครื่อง ซึ่งเครื่องสีม่วงก็จะสวยกลืนกันไปแบบนี้เลย

ส่วนตัวด้ามรอบนี้จะมี 2 สีคือสีดำกับสีขาว แบ่งไปตามสีสันตัวเครื่องเนอะ ด้านความสามารถก็ยังคงทำได้ยอดเยี่ยมสำหรับ Stylus บนมือถือ

แต่สิ่งที่หลายคนคาดหวังว่าจะกลับมาอย่าง Bluetooth ที่ให้เราสามารถสั่งงานผ่านฟีเจอร์ Air Action นั้น คงต้องเสียใจด้วย เพราะ S Pen ของ Galaxy S26 Ultra ก็ยังไม่มีมาให้เหมือนตอน S25 Ultra ล่ะครับ

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ของ Galaxy S26 Ultra ก็ต้องบอกว่าถูกปรับเปลี่ยนมาจากรุ่นก่อนอีกหน่อย แม้จะไม่ได้เปลี่ยนโฉมแบบใหม่หมดเลย แต่การปรับมุมเครื่องให้โค้งขึ้น สีสันที่กลมกลืนกันกว่าเดิม ฐานกล้องใหม่ หรือความบาง-เบาลงทั้งเครื่อง ก็ช่วยให้การจับถือรู้สึกถึงความต่างได้ชัดเจนเหมือนกัน!

สีสัน Galaxy S26 Ultra
สำหรับสีสันของ Galaxy S26 Ultra ยังคงมีให้เลือก 4 สีหลักเหมือนเดิม ปีนี้มีสีสันที่สดใสขึ้น ประกอบด้วย
- สีดำ Black
- สีขาว White
- สีฟ้า Sky Blue
- สีม่วง Cobalt Violet

ซึ่งสีไฮไลท์หลักก็อย่างที่เห็นครับ Cobalt Violet เป็นโทนม่วงที่ไม่ค่อยเห็นจากเรือธงของ Samsung นัก ให้ความสดใหม่ แต่ก็จริงจังเพียงพอ ไม่ฉูดฉาดจนออกนอกหน้าครับ

ส่วนอีก 3 สีก็จะเป็นสีที่ Samsung เคยมีอยู่แล้ว แต่รอบนี้ปรับโทนเล็กน้อย อย่างสีฟ้า Sky Blue สีชัดขึ้น ส่วนดำจะกลืนไปทั้งตัวเครื่อง (คล้าย Jetblack ของรุ่นที่แล้ว) และสีขาวก็เป็นโทนเซฟ ๆ ที่เข้าได้ง่ายกับทุกลุคครับ



และสำหรับสี Online Exclusive รอบนี้ Galaxy S26 Ultra จะมีให้เลือก 2 สีได้แก่
- สีเทา Silver Shadow
- สีทอง Pink Gold

เป็นสีที่เน้นความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย โดย Silver Shadow จะดึงมาจาก Z Fold7 ให้ความเท่ ๆ แบบเรโทร เป็นเงินที่ดูจริงจังใช้ได้เลยครับ

ส่วนสี Pink Gold ก็เป็นทองอ่อน ๆ ที่ลงตัวมาก ได้โทนสว่างที่คงความสดใสและหรูหราไปในตัว น่าจะถูกใจสาว ๆ ที่ไม่ชอบเครื่องเข้ม ๆ เนอะ

กล้อง Galaxy S26 Ultra
มาต่อกันที่เรื่องกล้องครับ Galaxy S26 Ultra ยังได้กล้องหลังมา 4 ตัวเหมือนเคย มีสเปคคร่าว ๆ ดังนี้เลย
- 200MP กล้องหลัก f/1.4 OIS
- 50MP กล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120º f/1.9
- 10MP กล้อง Tele 3x f/2.4 OIS
- 50MP กล้อง Periscope 5x f/2.9 OIS

จะเห็นว่ากล้องทั้ง 4 ตัวนั้นยังมีความละเอียดเท่ากับรุ่นก่อนทั้งหมด แต่จุดที่อัปเกรดหลัก ๆ ในปีนี้จะเป็นรูรับแสงของกล้องหลักที่ขยายจาก f/1.7 เป็น f/1.4 และกล้อง Periscope 5x ขยายจาก f/3.4 เป็น f/2.9 ทาง Samsung เคลมว่ารับแสงได้มากขึ้น 47% และ 37% ตามลำดับ

และในงานนี้เราได้ลองประสิทธิภาพของกล้องคร่าว ๆ ทั้งในที่แสงมาก ๆ กับที่แสงน้อยด้วย ก็พอเห็นภาพว่าคุณภาพดีขึ้นจริง ๆ ครับ ทั้งการเก็บแสง รายละเอียดหรือสกินโทน ที่ทำได้น่าสนใจขึ้นอีก






ด้านวิดีโอ Galaxy S26 Ultra ก็มีการอัปเกรดในเรื่องของคุณภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะที่แสงน้อย เพราะรูรับแสงกว้างขึ้น ก็ทำให้ถ่ายวิดีโอได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้สำหรับสาย Pro รอบนี้ Galaxy S26 Ultra ก็ได้เพิ่มความสามารถในการถ่าย LUT เข้ามาอีก หลังจากที่ปีก่อนมี Log ไปแล้ว แถม Samsung ยังมี LUT Preview มาให้เลือกลองใช้งานขณะถ่ายได้เลยด้วย ช่วยให้เก็บงานได้ง่ายขึ้น สะดวกสาย Production ขึ้นไปอีกครับ

ส่วนกล้องหน้ารอบนี้ แม้จะไม่ได้อัปเกรดความละเอียดให้สูงขึ้น แต่ก็ได้เลนส์ที่มีมุมกว้างกว่าเดิมอีกหน่อย จากระยะ 23มม. เป็น 25มม. เวลาเซลฟี่ก็ยืดแขนน้อยลงหน่อยครับ

ซอฟต์แวร์ Galaxy S26 Ultra
Galaxy S26 Ultra จะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดของ Samsung อย่าง One UI 8.5 บนพื้นฐาน Android 16 มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้สวยขึ้น 3D มากขึ้นอีก และแน่นอนความลื่นไหลที่ดีมากอยู่แล้ว ก็ดีขึ้นไปอีก

ฟีเจอร์ Galaxy AI ที่เป็นจุดขายของรอบนี้ก็จะเก่งขึ้นชัดเจน ไม่ใช่แค่การผูกรวมกับ Gemini เท่านั้นแล้ว แต่เป็นการนำความสามารถของ Perplexity AI เข้ามาใช้งานเพิ่มเติม ทำให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ฉลาดและรวดเร็วขึ้นอีก

ด้านฟีเจอร์ Galaxy AI ที่เราได้ลองทดสอบนอกจาก Privacy Display สุดเก่งกาจที่บอกไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องการตกแต่งภาพ ที่ดีงามขึ้นมาก เพราะรอบนี้ Samsung ให้เราสามารถพิมพ์คำสั่งในการตกแต่งภาพได้เลย ไม่ต้องคอยมาวง วาดหรือเลื่อนอะไรให้ภาพให้ยุ่งยากแล้วครับ

อย่างในตัวอย่างนี้ มีภาพวิวที่เป็นแสงกลางวันสวย ๆ เราลองใส่คำสั่งให้เปลี่ยนภาพเป็นหิมะตก รอประมวลผลสักครู่ Galaxy AI ก็จะเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสวนให้เลย หรือถ้าอยากเพิ่มอะไรบนโต๊ะ ก็สั่งต่ออีกหน่อยเป็น “ขอเค้กหวาน ๆ บนโต๊ะ” ผลลัพธ์ก็จะออกแบบในภาพด้านล่างนี้เลย

แต่ความเก่งของ Galaxy AI ใน Photo Assist ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะเราสามารถป้อนคำสั่งได้อีกเพียบมและทำได้มากกว่าแค่ 1 คำสั่งด้วย บรรยากาศของภาพเป็นฤดูอื่น ๆ ปรับแสงนิด เปลี่ยนองค์ประกอบหน่อย ก็ได้หมด แถมทีเด็ดเลยคือ “รองรับภาษาไทย” ทั้งหมดครับ ว้าวมากจริง ๆ


สเปค Galaxy S26 Ultra
มาปิดท้ายกับเรื่องสเปค Galaxy S26 Ultra อัปเกรดชิปเซ็ตใหม่เป็น Snapdragon 8 Elite Gen 5 “for Galaxy” ตามรอบเนอะ ที่แรงขึ้นในทุกด้าน Samsung เคลมว่าได้ CPU เร็วขึ้น 17% GPU แรงขึ้น 19% และ NPU (AI) เก่งขึ้นอีก 40% เมื่อเทียบกับ S25 Ultra รุ่นก่อน

แถมยังมีระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ขนาดใหญ่ขึ้นอีก 30% ระบายความร้อนได้ดีขึ้น ในงานก็มีการเปิดเล่นเกมรันยาว ๆ ยังเห็นว่าตัวเลขเฟรมเรตนิ่ง ๆ ที่ 60fps ตลอดเลย ทำมาดีจริง ๆ

ส่วนใครที่อยากลองสัมผัสประสิทธิภาพของ Exynos 2600 ชิปเซ็ต 2nm รุ่นแรกของวงการมือถือ ก็อาจจะต้องหันไปมอง Galaxy S26 และ Galaxy S26+ แทน ซึ่ง Samsung ยืนยันว่าประสิทธิภาพระดับสูงไม่แพ้ Snapdragon เลยล่ะครับ

แบตเตอรี่ของ Galaxy S26 Ultra ยังได้ความจุมาที่ 5000mAh เท่าเดิม แต่ในแง่ระบบชาร์จ ปีนี้อัปเกรดใหม่แล้วครับ เป็นชาร์จไวแบบสายที่ 60W ที่เคลมว่าชาร์จ 0 – 80% ใน 30 นาทีเอง และชาร์จไร้สายก็ได้มาตรฐาน Qi2 ที่ 25W แล้วด้วย

แต่ยังต้องทำงานร่วมกับเคสที่มีแม่เหล็กอยู่นะครับ เพราะตัวเครื่องไม่ได้มีแม่เหล็กฝังอยู่ภายใน ซึ่งอุปกรณ์เสริมทางการรอบนี้ จะมีวงแหวนแม่เหล็กมาให้ทั้งหมดเลย ตอบโจทย์คนชอบชาร์จแบบแม่เหล็กแน่นอน

สรุปสเปค Galaxy S26 Ultra
- หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.9″
- ความละเอียดหน้าจอ : WQHD+ (3120 x 1440 พิกเซล) แสดงผล 10bit (1.07 พันล้านสี), ความสว่างสูงสุด 2600nits
- Refresh rate : 1Hz – 120Hz (LTPO)
- ชิปเซ็ต : Snapdragon 8 Elite 5 For Galaxy (3nm)
- RAM : 12GB/16GB
- ความจุ : 256GB/512GB/1TB
- แบตเตอรี่ : 5000mAh
- ระบบชาร์จไว : 60W (แบบสาย) | ไร้สาย (25W)
- กล้องหน้า : 12MP f/2.2
- กล้องหลัง : 4 ตัว
- 200MP กล้องหลัก f/1.4 พร้อม OIS และ Dual Pixel
- 50MP กล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120º f/1.9
- 10MP กล้อง Tele f/2.4, Optical Zoom 3x, OIS
- 50MP กล้อง Periscope f/2.9, Optical Zoom 10x, OIS
- รองรับปากกา Stylus : S Pen
- ระบบปฏิบัติการ : Android 16 (One UI 8.5)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงพรีวิวแรกสัมผัสของ Galaxy S26 Ultra หลังจากลองสัมผัสมาคร่าว ๆ เท่านั้นเนาะ แต่เพียงเวลาสั้น ๆ ก็บอกได้เลยว่า ปีนี้อัปเกรดขึ้นอย่างน่าสนใจ ทั้งในเรื่องดีไซน์ที่เข้าถึงได้อีก หน้าจอที่อลังการและเทคโนโลยีจัดเต็ม กล้้องที่ใช้งานได้ดีขึ้นอีก แม้ไม่ได้ยัดสเปคใหม่มาทั้งหมด แต่ที่น่าสนใจจริง ๆ คงหนีไม่พ้นฟีเจอร์ Galaxy AI ที่รอบนี้จัดเต็มขึ้น เก่งขึ้น จนอยากลองเพิ่มเติมแบบจริง ๆ จัง ๆ เลย ไว้ถ้ามีโอกาสได้เครื่องมาทดสอบแบบเต็ม ๆ แล้ว คงได้มีรีวิวให้ติดตามกันอีกทีละกันเนอะ
ราคาเปิดตัว Galaxy S26 Series
เหมือนทุกที ก่อนจะจากกันไป เราสรุปราคาเปิดัวของ Galaxy S26 Series ทั้ง 3 รุ่นมาให้แล้วที่ด้านล่างนี้เลย
Galaxy S26
- ความจุ 12GB + 256GB ราคา 33,900 บาท
- ความจุ 12GB + 512GB ราคา 41,900 บาท
Galaxy S26+
- ความจุ 12GB + 256GB ราคา 40,900 บาท
- ความจุ 12GB + 512GB ราคา 48,900 บาท
Galaxy S26 Ultra
- ความจุ 12GB + 256GB ราคา 46,900 บาท
- ความจุ 12GB + 512GB ราคา 54,900 บาท
- ความจุ 16GB + 1TB ราคา 66,000 บาท