ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

dtac เสนอประเด็น กสทช. พิจารณาช่วงประมูลรอคลื่น 3500 MHz เพื่อใช้งาน 5G มีประสิทธิภาพ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

ดีแทคพร้อมเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ย่าน 700 MHz 1800 MHz 2600 MHz และ 26 GHz เตรียมชูข้อเสนอต่อ กสทช. ในการประมูลคลื่นความถี่ที่จะจัดขึ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563

นายมาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “การประมูลคลื่นความถี่ที่ถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสม และจัดขึ้นตามกรอบเวลาอันสมควร จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การให้บริการ 5G อย่างมีประสิทธิภาพ ดีแทคสนับสนุนการประมูลคลื่นแบบหลายย่านความถี่พร้อมกัน (Multiband auction) แต่เสนอให้ปรับช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อนำคลื่น 3500 MHz มาร่วมประมูล ผู้ประกอบการจะสามารถนำมาวางแผนเพื่อประโยชน์ในการให้บริการได้สูงสุด และเพื่อพัฒนาการสื่อสารไทยเข้าสู่ 5G และต่อยอดการให้บริการอย่างยั่งยืน”

 

ทั้งนี้ ในการเข้ารับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ย่าน 700 MHz 1800 MHz 2600 MHz และ 26 GHz  ดีแทคจะยื่นข้อเสนอแนะต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เพื่อปูทาง 5G ไทยให้ยั่งยืนใน 3 ประเด็นดังต่อไปนี้

  1. การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อนำออกประมูล

l กำหนดห้วงเวลาการประมูลใหม่ เพื่อรอความชัดเจนคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G

ดีแทคเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการประมูลแบบหลายย่านความถี่พร้อมกัน (Multiband auction) อย่างไรก็ตาม ควรมีการกำหนดห้วงเวลาในการประมูลใหม่ เพื่อให้สามารถนำคลื่นความถี่ย่าน 3500 MHz มาจัดสรรในการประมูลครั้งนี้ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าประมูลได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในเชิงเทคโนโลยีจากการประมูล 5G

ในทางเทคนิค คลื่นความถี่ย่าน 2600 และ 3500 เมกะเฮิรตซ์มีคุณสมบัติที่ทดแทนกันได้ และในหลักปฏิบัติสากล จะมีการนำคลื่นย่านความถี่กลาง (Mid-band) ทั้งสองย่านดังกล่าวมาจัดสรรพร้อมกัน เพื่อป้องกันในกรณีที่เผชิญความขาดแคลนของจำนวนคลื่น ดังนั้น คลื่นความถี่ย่าน 3500 MHz จึงเป็นตัวแปรสำคัญของผู้เข้าประมูลในการพิจารณา เพื่อนำไปพัฒนาในเชิงเทคโนโลยีสำหรับ 5G ในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง\

l กำหนดเพดานการถือครองจำนวนคลื่น 2600 MHz เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ในการประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ที่มีการกำหนดการถือครอง 190 MHz ดีแทคเห็นว่าควรมีการกำหนดเพดานในการถือครองเพื่อป้องกันการบิดเบือนของตลาดและกระจายการถือครองของผู้ให้บริการ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี 5G อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กสทช. อาจพิจารณาออกหลักเกณฑ์การถือครองจำนวนคลื่นจากจำนวนผู้เข้าประมูล ตัวอย่างเช่น เพดานการถือครองที่ 60 MHz สำหรับการประมูลที่มีผู้เข้าร่วมประมูลมากกว่า 3 ราย, 80 MHz สำหรับการประมูลที่มีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย และ 100 MHz สำหรับการประมูลที่มีผู้เข้าร่วมประมูล 2 ราย

l ความชัดเจนในการจัดการการรบกวนของคลื่นความถี่  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่น 2600 MHz)

ปัจจุบัน พบว่าคลื่น 2600 MHz มีการใช้งานอยู่ 20 MHz ดังนั้น กสทช. จึงควรให้ความชัดเจนถึงแนวทางในการจัดการถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการรบกวนกันของคลื่นความถี่และข้อกำหนดในการใช้งาน เพื่อให้ผู้เข้าประมาณสามารถประเมินมูลค่าที่เหมาะสมในการลงทุน

  1. การกำหนดราคาคลื่นความถี่

l การกำหนดราคาเริ่มต้นของการประมูลคลื่นความถี่ที่สูงเกินไป

จากร่างประกาศการประมูล กำหนดให้คลื่น 2600 MHz มีราคาเริ่มต้นที่ 1,862 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต (10 MHz) ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าค่ากลางของสากล ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายโครงข่าย ขณะที่คลื่น 1800 MHz ซึ่งมีราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 12,486 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต มีราคาสูงกว่าราคาสุดท้ายในการประมูลของประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดความล้มเหลวในการประมูลได้ โดยข้อมูลจากสมาคมจีเอสเอ็ม ระบุว่า ราคาเริ่มต้นการประมูลคลื่น 1800 MHz ในปี พ.ศ. 2561 และ พ.ศ. 2563 มีราคาสูงกว่าตลาดโลกอย่างมาก

  1. วิธีการประมูลและหลักเกณฑ์

l วิธีการประมูลควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

จากร่างประกาศฯ กำหนดให้ใช้วิธีการประมูลคลื่นความถี่หลายย่านพร้อมๆ กัน (Simultaneous Ascending Clock Auction) ซึ่งเป็นการกำหนดตามคุณลักษณะทางเทคนิคของคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้น วิธีการประมูลจึงจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาใหม่ เพื่อให้สอดรับกับคุณสมบัติทางเทคนิคของคลื่นย่านอื่น

l การวางหลักประกันการประมูล

ดีแทคสนับสนุนให้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ร่วมประมูลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์ในการวางหลักประกันทางการเงินจากผู้เข้าประมูลทุกราย

 

5G จะเกิดต้องมองรอบด้านอย่างยั่งยืน

การเข้าถึงและกระบวนการในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น การออกใบอนุญาตก่อสร้างตั้งเสาโทรคมนาคม นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลควรแสดงบทบาทในการส่งเสริมให้มีการใช้โครงการพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันผ่านสิทธิพิเศษ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

ขณะเดียวกัน เพื่อให้วาระการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5G ประสบความสำเร็จ รัฐบาลควรแสดงบทบาทในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ตัวอย่างเช่น โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart city) การใช้เทคโนโลยี 5G ในการบริการสาธารณะและภาคการผลิต ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยี 5G อย่างแท้จริงและแพร่หลายในอนาคต

“การทำให้ 5G เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพียงบทบาทของผู้ประกอบการโทรคมนาคมเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรกำกับดูแลและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะยังไม่ได้รับประโยชน์จากครอบครองคลื่นความถี่สำหรับเทคโนโลยี 5G โดยการใช้งานจริง (use case) ยังต้องได้รับการพัฒนาและคำนึงถึงโมเดลในการหารายได้ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน ภาครัฐจึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ที่จะกระตุ้นการลงทุนเชิงโครงสร้าง ความร่วมมือจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่จะร่วมกันขับเคลื่อนสู่เทคโนโลยี 5G” นายมาร์คุส กล่าวในที่สุด

อ่านต่อ...
Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ” จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ “อาร์ ซี แอล โลจิสติคส์” พัฒนาคลังสินค้าอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และความต้องการใช้คลังสินค้าปลอดอากร

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ผู้จัดจำหน่ายและบริหารช่องทางการขายอีคอมเมิร์ซครบวงจรในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท อาร์ ซี แอล โลจิสติคส์ บริษัทชั้นนำด้านขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้ชื่อ “บริษัท เอ็น-สแควร์ อาร์ ซี แอล โลจิสติคส์ จำกัด” โดยขอบเขตการร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้จะครอบคลุมในส่วนการก่อตั้งและบริหารจัดการคลังสินค้า (Fulfillment Center)  ซึ่งจะรองรับคำสั่งซื้อเพิ่มได้อีก 15,000 ออเดอร์ต่อวัน  รวมถึงขยายขอบเขตการให้บริการคลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Bonded Warehouse) เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจแก่ลูกค้าที่ต้องมีการนำเข้าสินค้า

  นายนัฐพล บุญภินนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวว่า “ด้วยยอดขายจากตลาดอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทยรวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เราจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของลูกค้าทุกกลุ่มไม่ว่าจะจากทั้งโซเชียล คอมเมิร์ซ (Social Commerce) หรืออีมาร์เก็ตเพลสต่างๆ รวมถึง
มอบบริการใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและมอบความคล่องตัวในการทำธุรกิจให้แก่ลูกค้าของเรา ความร่วมมือกับอาร์ ซี แอล โลจิสติคส์ครั้งนี้ เพิ่มความสามารถในการจัดส่งสินค้าต่อวันและยังรองรับกลุ่มลูกค้าผู้นำเข้าสินค้าได้อย่างดีด้วยความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติคส์ ทั้งทางเรือและทางบกจาก บริษัท อาร์ ซี แอล โลจิสติคส์ ความร่วมมือของเราและอาร์ ซี แอล ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยให้เราสามารถส่งสิ้นค้าได้มากเป็นเท่าตัวแล้ว ยังช่วยให้เรามอบบริการขนส่งทางเรือและทางบกให้แก่ลูกค้าที่ต้องการนำเข้าสินค้ามาสู่ประเทศไทยได้อีกด้วย”

 สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้ เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซได้ร่วมบริหารคลังสินค้าที่มีพื้นที่กว่า 15,000 ตร.ม. บริเวณสุขุมวิท 105 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมืองจึงเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการจัดส่งถึงมือลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อนับรวมกับคลังสินค้าเดิมของเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จะส่งผลให้มีเครือข่ายคลังสินค้ารวมทั้งสิ้น คลัง หรือกว่า 22,500 ตารางเมตร ซึ่งเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพในการรองรับยอดออเดอร์รวมทั้งสิ้น 30,000 ออเดอร์ต่อวัน

 นายรณน ตันธุวนิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ ซี  แอล โลจิสติคส์ จำกัด กล่าวว่า “การบริหาร ซัพพลาย เชน ทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากหลายปีก่อนมาก จากการขนส่งสินค้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์ เริ่มเล็กลงเป็นหน่วยพาเลท (pallet) เป็นหน่วยกล่อง (carton) เป็นหน่วยชิ้น (piece) และยังต้องการความรวดเร็วทันใจที่เข้ามาเป็นอีกปัจจัยสำคัญ การบริหารจัดการโลจิสติคส์ก็ต้องปรับให้สอดคล้องตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านตลาดอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต เรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นหนึ่งในคีย์ เพลเยอร์ในตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่กำลังเพิ่มมากขึ้นได้ เราหวังว่าเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทฯ เช่น กองเรือเดินสมุทรกว่า 50 ลำซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในตลาดเอเชียทั้งหมด คลังสินค้าทั้งในเมืองและตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง กองรถขนส่งสินค้าทั้งเล็กและใหญ่ และความเชี่ยวชาญของบุคลากรของเราจะช่วยเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซและอาร์ ซี แอล โลจิสติคส์ ให้เติบโตไปพร้อมกันในตลาดอีคอมเมิร์ซ”

การเพิ่มเครือข่ายคลังสินค้าของเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จะช่วยให้ลูกค้าอีมาร์เก็ตเพลสได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลูกค้ากลุ่มโซเชียล คอมเมิร์ซ และผู้ขายจะสามารถใช้บริการ NSQRCL Logistics ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการแข่งขันด้านอัตราการส่งสินค้าแบบกลุ่มและผลประโยชน์อื่นๆ อย่างบริการคลังสินค้าในเขตปลอดอากรให้แก่พวกเขาได้ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขอบเขตการให้บริการที่จะครอบคลุมการให้บริการคลังสินค้าในเขตปลอดอากร ซึ่งทั้งหมดจะถูกจัดการผ่านระบบอีมาร์เก็ตเพลสและโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ (Omni-channel  Ecommerce Suite) ที่ทำให้คลังสินค้า และการจัดการสต๊อกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจแก่ลูกค้าแบบครบวงจร

 “การตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ ตอกย้ำการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 22% ไปจนถึงปี 2565 และเป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเตรียมพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าออกไปสู่ภูมิภาคอาเซียน และจะยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบกิจการอีคอมเมิร์ซที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสามารถจัดการสินค้าสต๊อกได้อย่างมีความคล่องตัวมากขึ้นอีกด้วย” นายนัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมช้อปส่งท้ายปีกับ LAZADA 12.12 2019 JBL, Harman Kardon ลดทั้งร้านสูงสุดกว่า 70%

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

เตรียมช้อปส่งท้ายปีกับ LAZADA 12.12 2019 JBL, Harman Kardon ลดทั้งร้านสูงสุดกว่า 70% พลาดคราวนี้ รออีกทีปีหน้าเลยนะ กับแคมเปญ Lazada 12.12 Grand Year End Sale 2019 ขนลำโพงหูฟัง JBL และ Harman Kardon ลดสูงสุดกว่า 70% ช้อปเลย คลิก! http://bit.ly/2LfXLXO ตั้งแต่วันที่ 12 – 14 .. 62 นี้เท่านั้น!

 

สอบถามถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร.02-2560020
หรือ www.mahajak.com

อ่านต่อ...

IT News

“ดีป้า-เทเลนอร์กรุ๊ป-ผู้เชี่ยวชาญเด็กอาเซียน” เสนอผสานความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกฎหมาย งานวิจัยและการศึกษา สู้การกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า เทเลนอร์กรุ๊ป พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานด้านเด็กและการศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน ชี้การกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์เป็นวาระเร่งด่วนที่ประเทศสมาชิกต้องผสานมือแก้ไขผ่านกรอบความร่วมมือครอบคลุมมิติทางกฎหมาย งานวิจัย และการศึกษา

 

นางอลิซาเบท แบริ่ง หัวหน้าสายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน เทเลนอร์กรุ๊ป กลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือระดับโลก กล่าวว่า จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ ASEAN Stop Cyberbullying Workshop ซึ่งจัดโดยเทเลนอร์กรุ๊ปและดีป้า โดยมีผู้ร่วมประชุมในประเทศสมาชิกอาเซียนกว่า 50 คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การกลั่นแกล้งในเด็กเกิดขึ้นมาอย่างช้านานและดูเหมือนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วโลก แต่ด้วยการเติบโตและการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ทำให้การกลั่นแกล้งถูกทำได้อย่างง่ายดายขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกขยายตัวและมีความรุนแรงมากกว่าการกลั่นแกล้งในรูปแบบเดิม ขณะที่ความเข้าใจและทัศนคติของเด็ก ผู้ปกครอง ครู และรัฐบาลยังคงไม่เท่ากับการเปลี่ยนแปลงกับรูปแบบของการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ และทำให้หลายครั้งปัญหานี้จบลงที่เหตุการณ์อันน่าเศร้า ในปี 2018 มีผลการวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ ทำให้เด็กและเยาวชนมีแนวโน้มที่จะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

ในเชิงนโยบาย นอกจากการสนับสนุนให้ประชากรเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล “อย่างปลอดภัย” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรเร่งสนับสนุนไปพร้อมกับการใช้ประโยชน์  ประเทศไทย ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้กำหนดให้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

ดีป้าหนุนใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน กลุ่มยุทธศาสตรและบริหารแห่งดีป้า กล่าวว่า “พวกเราได้เข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มตัว ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ที่สำคัญคือ เด็กและเยาวชนไทยราว 92.5% อยู่บนโซเชียลมีเดีย และอายุในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ก็เด็กลงเรื่อยๆ โดยเด็กที่สุดคืออายุ 2 ขวบ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไม่รู้เท่าทันและไม่มีเกราะป้องกันอาจทำให้เด็กๆ เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเผชิญความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นจากภัยทางออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ไม่เหมาะสม ข่าวปลอมและการคุกคามทางเพศ ดีป้าได้กำหนดพันธกิจในการสนับสนุนและพัฒนาให้เกิดสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล และหนึ่งพื้นฐานสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เลย นั่นก็คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย”

 

เสนอกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค

จากปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์มีความซับซ้อนด้วยตัวมันเอง มีความเชื่อมโยงกับมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ภาครัฐ และกฎหมาย โดยมีวาระเร่งด่วนด้วยกัน 3 ข้อ ได้แก่

1.ความร่วมมือกรอบกฎหมายในระดับอาเซียน

เพราะอินเทอร์เน็ตไม่มีพรมแดน การขยายตัวของปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์จึงถูกขยายตัวผ่านการเลียนแบบโดยไม่มีพรมแดนเช่นเดียวกัน เพื่อให้เท่าทันต่อการแก้ไขปัญหา ความร่วมมือในกรอบของกฎหมาย การกำกับดูแลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ปกครอง โรงเรียน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

2.การจัดตั้งคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กและเยาวชน

การกำหนดให้มีกลุ่มหรือคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นตัวแทนสำหรับเด็กและเยาวชนในการส่งเสียงและบอกเล่าถึงความรุนแรงของปัญหา จะทำให้เราทราบถึงรูปแบบและความถี่ของการเกิดของปัญหาที่ถูกต้อง ช่องทางหรือแพลทฟอร์มใดที่เสี่ยงต่อการเกิดของปัญหามากที่สุด เพื่อทำความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าว ภาครัฐควรมีบทบาทในการเป็นตัวกลางเพื่อก่อตั้งและประสานความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้มีองค์ความรู้และเข้าใจในปัญหามากที่สุด

 

3.การยกระดับการแก้ปัญหาผ่านหลักสูตรการศึกษา

เพราะรูปแบบและช่องทางของปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น เราอาจจะคิดว่าการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์มักเกิดบนพื้นที่โซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง “เกมออนไลน์” ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เด็กและเยาวชนใช้ในการกลั่นแกล้งผู้อื่น ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันอันแข็งแกร่ง ความรู้เท่าทัน และทักษะต่างๆ บนออนไลน์จึงมีความสำคัญในแง่ของการป้องกันปัญหา

วิกกี้ ชอทบอท ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง พาเร้นท์โซน บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเด็ก บอกว่า “ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล (Digital resilience) จะเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ คุณภาพของการเลี้ยงดูและทัศนคติทางบวกต่อเทคโนโลยี ในประเทศอังกฤษ พาเร้นท์โซนได้ร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ ตลอดจนคณะทำงานที่มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายและกรอบความร่วมมือเพื่อร่วมกันโปรโมทภูมิคุ้มกันดิจิทัล ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาจะยั่งยืนและเท่าทันกับรูปแบบและช่องทางที่เปลี่ยนไปนั้น การพูดคุยในระดับภูมิภาค ความร่วมมือในอนาคตอย่างการประชุมเชิงปฏิบัติการ ASEAN Stop Cyberbullying Workshop จำเป็นต้องได้รับการสานต่อ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

เกี่ยวกับเทเลนอร์กรุ๊ป

เทเลนอร์กรุ๊ป กลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ เมือง Fornebu ประเทศนอร์เวย์ ให้บริการภาคพื้นสแกนดิเนเวียและเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยเป็นผู้ถือหุ้นหลักดีแทค ทั้งยังร่วมกับดีแทคในการดำเนินโครงการ Safe Internet เพื่อมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันออนไลน์ให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศไทย

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Featured7 วัน ที่แล้ว

รีวิว nuraphone หูฟัง Bluetooth ดีไซน์โดดเด่น สุดล้ำเรียนรู้และปรับเสียงให้เหมาะกับการได้ยินโดยอัตโนมัติ

มีหูฟังที่เรียกได้ว่...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 5s สมาร์ทโฟนตัวกลาง สเปคสุดคุ้ม จอกว้าง 6.5 นิ้ว, แบต 5000mAh และกล้อง 48MP

realme 5s สมาร์ทโฟนร...

OPPO A9 2020 New Vanilla Mint OPPO A9 2020 New Vanilla Mint
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สีใหม่ Vanilla Mint แรงบันดาลใจสีสันจากธรรมชาติ พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสแล้ววันนี้

OPPO A9 2020 สีใหม่ ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X2 Pro แรงเต็มขั้น พลังเรือธงรุ่นแรกของแบรนด์ จัดเต็มด้วยหน้าจอ Refresh Rate 90Hz, CPU S855+, ลำโพงคู่ และรองรับ SuperVOOC 50W

รีวิว realme X2 Pro ...

Featured3 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo S1 Pro ดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ที่เป็นคุณ ด้วยกล้องทรงเพชรสุดสวย 4 เลนส์อัจฉริยะ และแบตพันธ์อึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W

Vivo S1 Pro สมาร์ตโฟ...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง