Connect with us

Smart Review

รีวิว dtac Phone Eagle 4.5 สมาร์ทโฟน 3G สเปคดี ราคาแค่เอื้อม

Published

on

dtac Phone Eagle 4.5 สมาร์ทโฟนระบบ Android รุ่นเล็กในซีรีส์ล่าสุดนี้ มาพร้อมหน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว TFT FWVGA หน่วยประมวลผล Quad-core ความเร็ว 1.2GHz กับแรม 1GB มีทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

dtac Eagle 4.5-02

สรุปข้อมูลและสเปค dtac Phone Eagle 4.5

  • ราคาเปิดตัว 2,690 บาท (พฤษภาคม 2558)
  • 2G : 850 / 900 / 1800 / 1900 MHz (ซิม 1 และ ซิม 2)
  • 3G : 850 / 2100 MHz (ซิม 1 เท่านั้น)
  • รองรับ 2 ซิม (Micro SIM + Micro SIM)
  • ขนาดตัวเครื่อง 133.9 x 67.5 x 9.4 มม.
  • น้ำหนัก 145 กรัม
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 4.5 นิ้ว TFT ความละเอียด 480 x 854 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 KitKat
  • ชิปเซ็ต Spreadtrum SC8830
  • ซีพียู Quad-core 1.2 GHz
  • กราฟิก (GPU) Mali-400 MP
  • หน่วยความจำ RAM 1 GB
  • หน่วยความจำ ROM 8 GB เพิ่มความจำภายนอกได้ด้วย microSD สูงสุด 32 GB
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล แฟลช LED
  • กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
  • รองรับ Wi-Fi 802.11 b/g/n, Bluetooth 2.1
  • แบตเตอรี่ Li-Ion 1,850 mAh (ถอดเปลี่ยนเองได้)

ตัวเครื่อง ดีไซน์ และหน้าจอแสดงผล

dtac Eagle 4.5-01

dtac Phone Eagle 4.5 หรือ ZTE V831W ตัวเครื่องมีสีดำ ขนาดตัวเครื่อง 133.9 x 67.5 x 9.4 มม. เล็กกว่า แต่หนากว่านิดหน่อยเมื่อเทียบกับ Eagle 5.0 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 4.5 นิ้ว TFT FWVGA ความละเอียด 480 x 854 พิกเซล

 

dtac Phone Eagle 4.5-07

เหนือหน้าจอมีช่องลำโพงสำหรับเสียงสนทนา และเลนส์กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

 

dtac Phone Eagle 4.5-08

ด้านล่างหน้าจอมีปุ่มสัมผัส 3 ปุ่ม เริ่มจากซ้ายเป็นปุ่มย้อนกลับ, ตรงกลางเป็นปุ่มโฮม และขวาสุดเป็นปุ่มเมนู พร้อมไฟส่องสว่าง โดยปุ่มเมนูเป็นจุดเดียวไม่ทำเป็นไอคอนเช่นเดียวกับ Eagle 5.0 เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสลับปุ่มสั่งงานเองได้ระหว่างปุ่มย้อนกลับกับปุ่มเมนู

 

dtac Phone Eagle 4.5-09

ขอบด้านบนตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.

 

dtac Phone Eagle 4.5-11

ขอบด้านล่างตัวเครื่องมีรูเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรูไมโครโฟนสำหรับเสียงสนทนา

 

dtac Phone Eagle 4.5-06

ขอบด้านข้างขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มปิด/เปิดเครื่อง หรือปิด/เปิดหน้าจอ

 

dtac Phone Eagle 4.5-10

ขอบด้านข้างซ้ายมีพอร์ตเชื่อมต่อขนาด micro USB สำหรับชาร์จไฟแบตเตอรี่หรือถ่ายโอนข้อมูลภายในตัวเครื่องกับคอมพิวเตอร์

 

dtac Phone Eagle 4.5-05

ฝาหลังของ dtac Phone Eagle 4.5 มีลักษณะพื้นผิวเรียบมันวาว มีกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED

 

dtac Phone Eagle 4.5-03

บริเวณส่วนล่างมีช่องสำหรับเสียงลำโพง

 

dtac Phone Eagle 4.5-02

ฝาหลังสามารถแกะปิดได้ ภายในมีแบตเตอรี่ขนาด 1,850 mAh ซึ่งสามารถแกะออกได้, มีช่องเสียบซิมการ์ดขนาด Micro SIM จำนวน 2 ช่องและช่องใส่ microSD ความจุสูงสุด 32GB

 

dtac Phone Eagle 4.5-01

ช่องใส่ซิม 1 จะรองรับ 3G คลื่นความถี่ 850 / 2100 mAh เท่านั้น ส่วนช่องใส่ซิม 2 จะรองรับเฉพาะ 2G ทุกคลื่นความถี่ทุกค่ายในไทย รุ่นนี้ไม่ล็อคซิม

 

อินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่น

dtac Eagle 4.5 UI-01

dtac Phone Eagle 4.5 รันระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 KitKat เช่นเดียวกับ dtac Phone Eagle 5.0 จึงมีหน้าตาอินเตอร์เฟซและฟังก์ชั่นการใช้งานคล้ายกัน เริ่มต้นปลดล็อคหน้าจอด้วยการแตะที่ไอคอนแม่กุญแจแล้วลากเพื่อเข้าสู่หน้าหลักหรือหน้าโฮม โดยในหน้าโฮมสามารถจัดเรียงไอคอนและเพิ่มวิดเจ็ตได้ รวมถึงเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์, วอลเปเปอร์แบบเคลื่อนไหว และรวมไอคอนแอพเป็นโฟลเดอร์เดียวกันได้ด้วย

 

dtac Eagle 4.5 UI-02

ในส่วนของ App Drawer จะเรียงไอคอนแบบ 4 x 5 แถว ปัดซ้ายขวาเพื่อเลื่อนหน้าจอ สามารถแตะค้างที่ไอคอนแอพแล้วลากเพื่อลบการติตตั้งแอพได้หรือลากไปวางไว้ที่หน้าโฮม โดยแอพที่ติดมากับตัวเครื่องบางแอพสามารถลบออกได้ ยกเว้นแอพพลิเคชั่นระบบ

 

dtac Eagle 4.5 UI-03

เมื่อลากแถบสถานะด้านบนลงมาจะเป็นในส่วนของการแสดงรายการแจ้งเตือนต่าง ๆ และเป็นส่วนของ Control Panel สำหรับการควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ซึ่งรุ่นนี้รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดจึงมีไอคอนสำหรับสลับการเชื่อมต่อข้อมูลในส่วนนี้ด้วย

 

dtac Eagle 4.5 UI-04

การจัดการเลือกใช้ซิม สามารถตั้งค่าสลับการใช้งานการโทรหรือ SMS ระหว่างซิม 1 กับซิม 2 ได้ในเมนูการตั้งค่า และการเชื่อมต่อข้อมูลผ่าน 3G จะรองรับเฉพาะซิม 1 เท่านั้นผ่านคลื่น 850 / 2100 MHz ส่วนซิม 2 จะใช้งานได้เฉพาะ 2G (ตัวเครื่องไม่ได้ล็อกซิม) นอกจากนี้ก็สามารถจัดการการใช้ข้อมูลและกำหนดเพดานการใช้ข้อมูลแต่ละซิมได้ด้วย เป็นฟังก์ชั่นช่วยป้องกันการใช้เน็ตเกินแพ็กเกจ

 

dtac Eagle 4.5 UI-12

การสลับสั่งงานระหว่างปุ่มย้อนกลับกับปุ่มเมนู สามารถทำได้ในเมนูการตั้งค่า ตามความถนัดการใช้งานของแต่ละคน จึงทำให้ปุ่มมีลักษณะเป็นจุดกลม ๆ เพียงจุดเดียว ไม่ได้เป็นไอคอนตายตัว

 

dtac Eagle 4.5 UI-05

dtac Phone Eagle 4.5 ก็ยังมี Family mode เหมือนกับรุ่นพี่ 5.0 ซึ่งเป็นโหมดการใช้งานแบบง่าย ไอคอนใหญ่เต็มตา และตัวอักษรมีขนาดใหญ่ขึ้น

 

dtac Eagle 4.5 UI-06

วิทยุ FM ก็มีมาให้ในตัว ต้องเสียบหูฟังเพื่อเป็นเสาอากาศในการรับฟังวิทยุ นอกจากนี้ก็ยังสามารถบันทึกเสียงจากรายการวิทยุที่กำลังฟังอยู่ได้

 

dtac Eagle 4.5 UI-07

ไฟฉาย ถือเป็นแอพพื้นฐานไปแล้วสำหรับสมาร์ทโฟน Android แทบจะรุ่น ซึ่งเป็นการเปิดใช้งานไฟแฟลชเสมือนเป็นไฟฉาย และสามารถเปิดหน้าจอแสดงผลเพื่อส่องสว่างได้ด้วย

 

dtac Eagle 4.5 UI-08

สมาร์ทโฟนราคาประหยัด แต่ก็เข้าถึงโซเชียลได้ทุกแอพ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, LINE, WhatsApp และอีกเพียบ ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ผ่าน Play Store

 

dtac Eagle 4.5 UI-11

รุ่นนี้มีความจุ 8GB เหลือให้ใช้ประมาณ 4GB แต่สามารถเพิ่มความจำภายนอกได้ด้วย microSD สูงสุด 32GB และรองรับการย้ายข้อมูลแอพไปยัง SD card ได้ด้วย

 

dtac Eagle 4.5 UI-09

ตรวจสอบเซ็นเซอร์ด้วย Android Sensor Box และมัลติทัช

  • Accelerometer Sensor ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้
  • Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอและแผงปุ่มกดให้เหมาะสม
  • Proximity Sensor สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน
  • Sound Sensor ตรวจวัดระดับเสียง
  • รองรับมัลติทัชสูงสุด 2 จุด

 

dtac Eagle 4.5 UI-10

ผลทดสอบคะแนน Benchmark

dtac Phone Eagle 4.5 ใช้ชิปเซ็ต Spreadtrum SC8830 ซีพียู Quad-core 1.2 GHz กับจีพียู Mali-400 MP และแรม 1 GB

  • AnTuTu Benchmark ได้ 16,931 คะแนน
  • Quadrant Standard ได้ 3,243 คะแนน

 

กล้องถ่ายรูป

dtac Phone Eagle 4.5-04

dtac Phone Eagle 4.5 มีกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล แฟลช LED ระบบออโต้โฟกัส, รองรับการแนบแผนที่ลงบนภาพถ่าย, แตะหน้าจอเพื่อโฟกัส พร้อมโหมดถ่ายภาพแบบ HDR และพาโนรามา นอกจากนี้ยังมาพร้อมแอพกล้องอีก 1 ต้วที่มีชื่อว่า nubia Camera ซึ่งเป็นแอพกล้องจาก ZTE ที่สามารถแยกล็อคโฟกัสกับล็อคค่าแสงได้ และโหมดโปรสำหรับควบคุมค่าต่าง ๆ ของกล้องได้อีกด้วย ในขณะที่กล้องหน้ามีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

ตัวอย่างภาพถ่าย

IMG_20150510_111451 IMG_20150510_113230_1 IMG_20150510_165531

 

สรุปจุดเด่น

  • หน่วยประมวลผล Quad-core 1.2 GHz
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซลมีแฟลช LED และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม และใช้งาน 3G ได้
  • เพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้ด้วย microSD สูงสุด 32GB

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • รองรับ 3G เฉพาะซิม 1 เท่านั้น คลื่น 850 / 2100 MHz ไม่รองรับคลื่น 900 MHz
  • แบตเตอรี่ 1,850 mAh ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอและการใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ

 

dtac logo

ขอบคุณ dtac

Advertisement
Click to comment

You must be logged in to post a comment Login

Leave a Reply

Smart Review

รีวิว realme 8 และ realme 8 5G สมาร์ทโฟน 2 สไตล์สุดคุ้ม ความเร็วไร้ขีดจำกัดและกล้องขั้นเทพพร้อมฟีเจอร์เพียบ

Published

on

By

realme 8 Series มาถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยครับ โดยมีให้เลือกถึง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ realme 8 ที่มาในสโลแกน “เก็บภาพไม่มีที่สิ้นสุด” และ realme 8 5G กับ “ความเร็วไร้ขีดจำกัด” ซึ่งสเปคทั้ง 2 รุ่นจัดเต็ม มีความไหลลื่น และความแตกต่างกันในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร แถมมาในราคาสุดคุ้มมากๆ ใครที่สนใจรุ่นไหนและต่างกันอย่างไร วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net ของเราจะพามาชมรีวิวกันเลยครับ

สรุปสเปค realme 8 5G

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 162.5 x 74.8 x 8.5 มม.
  • น้ำหนัก : 185 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 90Hz Ultra Smooth Display ชนิด IPS LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) รองรับ Refresh Rate 90Hz อัตราส่วน 20:9, ความสว่างสูงสุด 600 นิต และสัดส่วนพื้นที่หน้าอ 90.5%
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Dimensity 700 5G Octa-core ความเร็ว 2.2GHz
  • GPU : Mali-G57 MC2
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB เพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 1TB
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์ 48MP Nightscape Camera ดังนี้
    • เลนส์หลัก Ultra HD ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.1
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย realme UI 2.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับ 18W Quick Charge

สรุปสเปค realme 8

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 160.6 x 73.9 x 7.99 มม.
  • น้ำหนัก : 177 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล : Super AMOLED Fullscreen ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล), 409 PPI, Touch Sampling Rate 180Hz, ความสว่างสูงสุด 1000 นิต และสัดส่วนพื้นที่หน้าจอ 90.8%
  • หน่วยประมวลผล : MediaTek Helio G95 Octa-core
  • GPU : Mali-G76 MC4
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB เพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 1TB
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera ดังนี้
    • เลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79
    • เลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 มุมมองกว้าง 119 องศา
    • เลนส์ B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
    • เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.45
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย realme UI 2.0
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับ 30W Dart Charge

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

สำหรับอุปกรณ์ในกล่องของทั้ง realme 8 และ realme 8 5G นั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่อะแดปเตอร์ตามความสามารถของแต่ละรุ่นครับ

อุปกรณ์ภายในกล่อง realme 8 / realme 8 5G มีดังนี้

  • ตัวเครื่อง realme 8 หรือ realme 8 5G พร้อมฟิล์มกันรอยมาให้ทั้งคู่
  • อะแดปเตอร์ 30W Dart Charge (รุ่น 4G) และ 18W Quick Charge (รุ่น 5G)
  • สาย USB Type-C
  • เคสใส
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้นและใบประกันสินค้า

ดีไซน์สวยงาม

realme 8 Series ก็มาพร้อมกับคาวมสวยงามของฝาหลังอย่างเด่นชัดเป็นอย่างแรกครับ โดย realme 8 5G นั้นมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีฟ้า Supersonic Blue และดำ Supersonic Black โดยสีในรีวิวนี้จะเป็น Supersonic Blue ครับ ซึ่งเราจะเห็นการเล่นแสงและเฉดสีเบาๆ โดยมีความพิเศษคือการได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Fast and Furious ที่ได้นำแสงไฟหน้ารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ฝาหลังด้วย

realme 8 5G

ขณะที่รุ่น realme 8 ก็ไม่น้อยหน้าครับ มีให้เลือก 2 สี เช่นกัน ได้แก่ สีดำ Cyber Black ที่เราได้มา และสีเงิน Cyber Silver ซึ่งความโดดเด่นเราจะเห็นได้ทันที คือ ฝาหลังจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ฝั่งของความเป็นดิจิทัลมีความแวววาวสื่อถึงความล้ำสมัยยิ่งขึ้น พร้อมสโลแกนของ realme อย่าง “DARE TO LEAP” และส่วนที่เป็นฝาหลังแบบเรียบง่ายที่ดูมีความคสาสิกในตัวครับ

realme 8

ในเรื่องของการจับถือทั้ง 2 รุ่นได้ออกแบบมาอย่างเบาและบางสุดๆ โดย realme 8 5G มีความบางเฉียบเพียง 8.5 มิลลิเมตร และเบาเพียง 185 กรัมเท่านั้น ขณะที่ realme 8 มีความบาง 7.99 มิลลิเมตร และเบาเพียง 177 กรัมเท่านั้น

realme 8 Series มีความโค้งที่ฝาหลังทำให้ระหว่างการใช้งานเป็นไปได้อย่างสบายมือมากๆ แถมตัวเครื่องยังออกแบบมาให้ปกป้องมุมเครื่องและยังช่วยลดการแตกของหน้าจอได้อีกด้วย

หน้าจอแสดงผล 2 สไตล์

realme 8 Series ให้หน้าจอมา 2 สไตล์แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ โดย realme 8 5G จัดความไหลลื่นมาให้แบบ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมความสว่างสูงสุด 600 นิต และคมชัดระดับ Full HD ใครที่ชอบการสัมผัสที่ไหลลื่นก็ไม่ควรพลาดรุ่นนี้ครับ

ส่วน realme 8 จัดหน้าจอสีสันจัดจ้านอย่าง Super AMOLED มาให้ โดยมีขนาดอยู่ที่ 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ เช่นกัน แถมมีความสว่างหน้าจอสูงสุดถึง 1000 นิตอีกด้วย

มาดูรอบเครื่องกันบ้างครับ โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกล้องหน้าแบบ In Display Selfie ที่ฝังลงในหน้าจอที่มุมซ้ายบน และลำโพงสำหรับสนทนาตรงกลาง

ทางซ้ายตัวเครื่องมีความต่างกันเล็กน้อย โดย realme 8 มีเพียงช่องใส่ซิมการ์ดและ MicroSD Card แบบ 3 Slot เท่านั้น แต่ realme 8 5G นั้นมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงมาให้ในฝั่งนี้

realme 8 5G
realme 8

ส่วนทางขวาตัวเครื่อง realme 8 จะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและ Power มาให้ครับ ขณะที่ realme 8 5G จะมีเพียงปุ่ม Power ที่ใช้งานเป็นการสแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่องได้ด้วย

realme 8 5G
realme 8

ด้านล่างให้มาเหมือนกัน โดยมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนตัวที่ 1, พอร์ต USB Type-C และลำโพงตัวหลัก

ด้านบนตัวเครื่อง realme 8 จะให้ไมโครโฟนตัวที่ 2 เพื่อตัดเสียงรบกวนครับ แต่ realme 8 5G จะไม่มีอะไร

สุดท้ายที่ด้านหลังจะมีกล้องที่จัดเรียงเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกันครับ แต่ถ้าสังเกตดีๆ realme 8 จะมี 4 เลนส์ และสัญลักษณ์ “64MP QUAD CAMERA” ส่วน realme 8 5G จะมีเพียง 3 เลนส์เท่านั้น พร้อมสัญลักษณ์ “48MP AI CAMERA”

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการ

realme 8 Series แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย realme UI 2.0 ทั้งคู่ครับ ทำให้ใช้งานได้สเถียรและไหลลื่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดย realme UI 2.0 ได้ปรับปรุงการใช้ทรัพยากรระบบถึง 45% ช่วยให้มีความเร็วของระบบเพิ่มขึ้น 32% และความเสถียรของอัตราเฟรมเพิ่มขึ้น 17% อีกด้วย

รองรับ 5G Dual SIM Dual Standby (เฉพาะ realme 8 5G)

แน่นอนว่า realme 8 5G ก็ต้องรองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ครับ โดยสามารถใช้งานได้แบบ Dual SIM หรือใช้ 5G ได้ทั้ง 2 ซิมเลยทีเดียว และยังรองรับรองรับการเชื่อมต่อ SA และ NSA

สลับเครือข่ายอย่างชาญฉลาดด้วย Smart 5G Power Saving (เฉพาะ realme 8 5G)

เมื่อใช้งาน 5G หลายคนอาจกังวลเรื่องแบตเตอรี่ไหล แต่ใน realme 8 5G ก็หมดกังวลได้ครับ เพราะสามารถสลับสัญญาณ 4G และ 5G ได้อัตโนมัติ ทำให้ไม่ใช้พลังงานเยอะเกินไป ซึ่งฟีเจอร์นี้ช่วยให้ประหยัดมากกว่ารุ่นที่ไม่มี Smart 5G Power Saving ถึง 30%

รองรับ Dark Mode ถึง 3 สไตล์

โหมดกลางคืนใน realme 8 Series สามารถปรับแต่งคาวมมืดของพื้นหลังได้ถึง 3 สไตล์ ได้แก่ ขั้นสูง, กลาง และอ่อนโยน ซึ่งจะมีทั้งดำสนิทไปจนถึงสีเทาครับ ทั้งนี้ เมื่อเปิดโหมดนี้แล้ว แอปพลิเคชั่นที่รองรับโหมดมืดจะเปลี่ยนให้เองโดยอัตโนมัติด้วย

ปรับไอคอนและอื่นๆ ในสไตล์ที่เป็นของเรา

realme UI 2.0 ก็มาพร้อมฟีเจอร์การปรับแต่งไอคอนและหน้าตา UI ได้เยอะพอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะของไอคอน, การจัดวางแอปพลิเคชั่น, สีสันต่างๆ และตัวอักษร

ปรับลักษณะของไอคอน
ปรับตารางหน้าจอหลัก
ปรับสีสันไอคอน

ระบบความปลอดภัย

ในเรื่องของการป้องกันคาวมปลอดภัย realme 8 Series ก็จัดเต็มเหมือนเดิมครับ โดย realme 8 5G มาพร้อมการปลดล็อคสแกนลายนิ้วมือด้านข้างอย่างอัจฉริยะ ที่ทำได้แม่นยำมากๆ และรวดเร็วเพียง 0.3 วินาทีเท่านั้นก็ใช้งานต่อได้ทันที

ส่วน realme 8 จะเป็นการสสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอครับ ซึ่งก็มีความรวดเร็วและใช้งานได้แม่นยำแทบไม่ต่างกันเลยครับ

นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นยังรองรับสแกนใบหน้าที่ใช้งานได้รวดเร็วและสะดวกเมื่อมือไม่ว่างครับ

ล็อกแอปได้ตามใจชอบ

realme 8 Series มีความปลอดภัยอีกขั้นด้วยการล็อกรหัสผ่านของแอปพลิเคชั่นที่เราต้องการความปลอดภัยถึง 2 ชั้นครับ โดยจะเป็นการใส่รหัสคนละชุดกับการล็อกหน้าจอ หรือใครจะใช้ลายนิ้วมือสแกนก็ได้เช่นกันครับ

ช่องใส่การ์ดถึง 3 ช่อง

realme 8 Series ทั้ง 2 รุ่นให้ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM มาถึง 2 ช่อง และมีอีก 1 ช่องเป็น MicroSD Card แยกมาให้ด้วยครับ ไม่ต้องมาคอยเลือกช่องที่ 2 ว่าจะใส่ซิมหรือเพิ่มความจุดี

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

มาถึงด้านประสิทธิภาพที่ realme 8 Series ก็จัดเต็มครับ โดย realme 8 5G ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล 5G อย่าง MediaTek Dimensity 700 5G ขนาดเล็กเพียง 7 นาโนเมตร ควบคู่กับ GPU Mali-G57 MC2 ทำให้เล่นเกมที่มีกราฟิกสูงๆ ได้อย่างไหลลื่นครับ ส่วน realme 8 ได้ใช้ MediaTek Helio G95 Octa-core ที่เป็นชิพเกมมิ่ง ทำให้ใช้ใช้งานได้จุใจเช่นกันครับ

คะแนนการทดสอบบน AnTuTu ของ realme 8 5G อยู่ที่ 337,053 คะแนน

คะแนนการทดสอบบน AnTuTu ของ realme 8 อยู่ที่ 323,153 คะแนน

ทดสอบการเล่นเกม

ROV

สำหรับเกมมหาชนอย่าง ROV ทั้ง 2 รุ่นสามารถเปิดกราฟิกระดับสูงได้ทั้งหมดครับ แต่รุ่น 5G จะไม่สามารถเปิดเฟรมเรทสูงได้ แต่ก็ถือว่าเล่นได้ไหลลื่น เฟรมเรทวิ่งคงที่ และไม่เจออาการกระตุกหรือเครื่องร้อนจนเกินไปครับ

Call of Duty

ส่วนเกม Call Of Duty สามารถตั้งค่ากกราฟิกและเฟรมเรทระดับสูง โดยการเล่นในโหมด Battle Royale สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม การสัมผัสหน้าระหว่างเคลื่อนที่ทำได้ดีมาก และเฟรมเรทก็แทบไม่มีดรอปให้เห็น

Genshin Impact

ส่วน Genshin Impact ก็สามารถเปิดกราฟิกในระดับกลางหรือค่าเริ่มต้นได้ครับ การเล่นก็ทำได้สบาย ทำได้ไหลลื่นทั้ง realme 8 และ realme 8 5G

แบตเตอรี่อึด 5000mAh ใช้งานได้ครบจบวัน

ทั้ง realme 8 และ realme 8 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ 5000mAh เท่ากัน โดยสามารถใช้งานทั่วไปได้ครบจบวันแน่นอนครับ หรือถ้าเล่นเกมก็ได้ประมาณ 6-7 ชั่วโมงเลยทีเดียว หรือใครจะสตนบายเครื่องไว้เฉยๆ ก็อยู่ได้เฉียดเดือนเลยทีเดียวครับ ที่สำคัญทั้ง 2 รุ่นนี้ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว โดย realme 8 5G รองรับ 18W Quick Charge ส่วน realme 8 รองรับ 30W Dart Charge ซึ่งชาร์จเร็วมากๆ ครับ จากที่เราทดสอบจากแบตเตอรี่เหลือ 25% ชาร์จไปถึง 81% ในเวลาเพียง 37 นาที และเต็ม 100% ในเวลารวมเพียง 64 นาทีเท่านั้น

กล้องถ่ายรูป

realme 8 Series มาพร้อมกับกล้องหลังแบบจัดเต็มเหมือนกันทั้งคู่ โดยฟีเจอร์และลูกเล่นถือว่าเยอะมากๆ ใครที่ไม่ชอบอะไรที่ถ่ายซ้ำๆ แบบเดิมจะต้องหลงรักแน่นอนครับ ทั้งนี้ realme 8 และ realme 8 5G จะมีฟีเจอร์ที่ต่างกันอยู่บ้าง แต่เราก็จะระบุเอาไว้ให้นะครับ

AI Scene Detection ตรวจจับวัตถุอย่างฉลาด

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับ AI ที่ตรวจจับวัตถุได้อย่างฉลาด รวดเร็ว และตรงมากๆ เช่น อาหาร, อาคาร, แมวน้อย, ดอกไม้ และอื่นๆ เพียบ โดยสีสันจะมีการปรับให้เหมาะสมกับแต่ละวัตถุอย่างสวยงาม

Ultra Wide Angle ถ่ายมุมกว้าง 119 องศา (เฉพาะรุ่น realme 8)

สำหรับเลนส์ Ultra-Wide Angle จะมีในรุ่น realme 8 เท่านั้นครับ โดยความสวยงามของเลนส์นี้บอกเลยว่าไปสุดมากๆ ถ่ายได้สวยงาม รองรับการใช้งาน HDR สีสันออกมาจัดจ้าน คอนทราสต์ดีเยี่ยมเลยทีเดียว

Portrait ถ่ายสวยงาม ลูกเล่นก็เพียบ

ใน realme 8 Series ทั้ง 2 รุ่นสามารถถ่ายโหมดบุคคลหรือ Portrait ได้อย่างสวยงาม เบลอได้เนียนตา มีการไล่ระดับการเบลอเล็กน้อย ทำให้ดูภาพไม่ลอยเกินไป และเรื่องของวคามสวยงามบนใบหน้าก็ทำได้อย่างหมดจด ที่สำคัญถ่ายสวยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลย 

กล้องหลัง

กล้องหน้า

B&W Portrait ถ่ายโหมดขาวดำได้อย่างมีมิติ

ในโหมดนี้ได้ใช้งาน B&W เข้ามาช่วยเพื่อให้การถ่ายภาพสีขาว-ดำทำได้ดีขึ้น เก็บแสงได้มากกว่าเดิมครับ ซึ่ง Mood & Tone ของภาพก็ออกมาแนวย้อนยุคเบาๆ หรือจะเล่นอารมณ์กับฟิลเตอร์นี้ก็ได้เช่นกัน

ถ่ายบุคคลได้ไม่เหมือนใครด้วย Trendy Portrait (เฉพาะรุ่น realme 8)

นอกจากจะมีโหมดบุคคลเบลอฉากหลังแแบบปกติแล้ว ใน realme 8 ยังมีลูกเล่นเพิ่มเติม ดังนี้

  • Neon Portrait : เป็นเอฟเฟกต์การเบลอที่มากกว่าแบบปกติ ทำให้ภาพเหมือนอยู่ในความฝัน หรือจะถ่ายให้เห็นดวงไฟหรือแสงที่เล็ดลอดออกมาจากแสงอาทิตย์เป็นโบเก้ด้านหลังเพิ่มมากขึ้นก็ได้เหมือนกันครับ
  • Dynamic Bokeh  : โหมดนี้เป็นการใช้ไดนามิกโบเก้ที่เน้นบุคคลกับพื้นหลังที่เหมือนกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งจะต่างกับโหมดเบลอปกติที่จะดูหยุดนิ่ง
  • AI Color Portrait  : และโหมดนี้เป็นเป็นการเปลี่ยนฉากหลังเป็นสีขาวดำทั้งหมด และหลงเหลือสีสันไว้ให้กับตัวบุคคลเท่านั้น ทำให้ดูโดดเด่นขึ้นมาครับ

Macro ถ่ายได้ใกล้สุด 4 ซม.

เลนส์นี้คงไม่ต้องพูดถึงอะไรมากครับ เพราะคงคุ้นเคยอย่างดี โดยเป็นการถ่ายวัตถุให้เห็นอย่างใกล้ๆ ซึ่ง realme 8 Series ทำได้เป็นอย่างดีทั้งคู่ครับ

Nightscape ถ่ายกลางคืนได้คมชัดและสว่างสุดๆ

แน่นอนว่าทั้ง 2 รุ่นต้องรองรับโหมด Nightscape เพื่อถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือตอนกลางคืนให้สว่างและมีสีสันที่คมชัดเหมือนเดิม ซึ่งบอกเลยว่ารุ่นนี้ทำได้ดีมากๆ ภาพออกมาชัด Noise ค่อนข้างน้อยมากๆ และวัตถุก็สว่างขึ้นชัดเจน

มี Nightscape Filter ให้เลือกใช้ด้วย

นอกจากจะถ่ายกลางคืนปกติแล้ว ก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกถึง 5 แบบเลยทีเดียว ได้แก่ สีทองทันสมัย, ไซเบอร์พังก์, ฟลามิงโก, จักรวาล และพิศวง

โหมดการถ่ายภาพแบบจำลอง Tilt-shift Mode (เฉพาะรุ่น realme 8)

สำหรับโหมดนี้ถือว่าพิเศษมากๆ ในสมาร์ทโฟนครับ เพราะปกติจะมีเพียงแค่ในกล้องราคาแพงๆ เท่านั้น โดยเราสามารถเลือกส่วนที่ต้องการให้ชัดและเบลอได้ตามรูปร่างที่เราเลือก ได้แก่ แบบแนวตั้งหรือแนวนอน และแบบวงกลมครับ ทั้งนี้ ในโหมดแนวตั้งหรือนอน เราสามารถหมุนเองได้ 360 องศา และเลือกได้ว่าจะเลือกให้เบลอแบบไหนและขนาดไหนบ้าง

Starry Mode ถ่ายให้เห็นดวงดาวได้ (เฉพาะรุ่น realme 8)

ในโหมดนี้จะเป็นการใช้งานเพื่อถ่ายให้เห็นดวงดาวบนท้องฟ้าในตอนกลางคืนได้ชัดเจนขึ้น โดยระบบจะเพิ่มความสว่างและลด Noise ให้ได้มากที่สุดครับ ซึ่งเราแนะนำให้หาขาตั้งกล้องมาวางทิ้งไว้ เพราะต้องใช้เวลาประมวลผลประมาณ 4 นาทีครับ

ถ่ายกล้องหน้า AI Beauty คมชัด 16 ล้านพิกเซล

ส่วนในของกล้องหน้าโหมดปกติทำออกมาได้สวงยงาม ใบหน้าคมชัด และปรับเข้ากับใบหน้าของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดีเพราะมี AI เข้ามาช่วย

สรุปการใช้งาน

สำหรับ realme 8 และ realme 8 5G ถือว่าเป็น 2 รุ่นที่มาใน 2 สไตล์จริงๆ ครับ โดยใครที่ต้องการเน้นความเร็วแรงของการใช้งาน ไม่ว่าจะดาวน์โหลดหรืออัปโหลดก็ทำได้ไวสุดๆ ก็ต้องเลือก realme 8 5G ครับ ส่วน realme 8 จะเน้นในเรื่องกล้องเป็นพิเศษและมีฟีเจอร์ให้ลองเล่นเพียบ ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้งานทั้ง 2 รุ่นทำออกมาได้น่าประทับใจมากๆ คุ้มค่ากับราคาสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ Refresh Rate 90Hz ใน realme 8 5G หรือ 30W Dart Charge ใน realme 8

ราคา

สำหรับ realme 8 5G เปิดราคาในไทยอยู่ที่ 9,999 บาท และ realme 8 อยู่ที่ 8,999 บาท โดยทั้ง 2 รุ่นจะเริ่มพรีอออเดอร์กันได้ระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 3 พฤษภาคมนี้ และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ผ่านทาง realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Continue Reading

Featured

รีวิว OPPO A94 “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” ทั้งชาร์จไว 30W และถ่ายภาพในราคาเพียง 9,499 บาท

Published

on

By

OPPO A94 ตัวท็อปจาก​ OPPO A-Series มาพร้อมสโลแกน “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” มีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 กล้องหลัง AI Quad Camera ลูกเล่นเพียบ AI Color Portrait Video, Dual-view Video, Dynamic Bokeh หน้าจอ AMOLED 6.43” ด้วย

วันนี้ทีมงาน iphone-droid.net ขอมารีวิวให้ชมกันสักหน่อย ว่าจะน่าใช้แค่ไหนเนาะ มาเริ่มกันเลย !

สรุปสเปค OPPO A94

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.1 x 73.2 x 7.8 มม.
  • น้ำหนัก : 172 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล Single Punch-hole Display ชนิด AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080 พิกเซล) สัดส่วนพื้นที่หน้าจอ 90.8% และอัตราส่วน 20:9
  • หน่วยประมวลผลแบบ MediaTek Helio P95 ความเร็ว 2.2GHz (12nm)
  • RAM : 8GB
  • ROM : 128GB เพิ่ม MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ : 4310mAh
  • ระบบชาร์จ : 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • กล้องหลัง 4 ตัว AI Quad Camera
    • 48MP กล้องหลัก f/1.7
    • 8MP กล้อง Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา f/2.2 
    • 2MP กล้อง macro f/2.4
    • 2MP กล้อง mono f/2.4
  • กล้องหน้า In-display Selfie ความละเอียด 32MP f/2.4
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1 และพอร์ต USB Type-C
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11.1

แกะกล่อง

OPPO A94 มาพร้อมกล่องขนาดมาตรฐานของ OPPO รอบนี้ใช้โทนสีฟ้ามีโลโก้ A และชื่อรุ่นเด่น ๆ ชัดเจนแต่ไม่มีภาพประกอบของตัวเครื่องอยู่ที่หน้ากล่อง ด้านหลังของตัวกล่องจะมีไฮไลท์เด่น 4 อย่างและรายละเอียดสีสันของเครื่องที่อยู่ในกล่องก็จะอยู่ที่ด้านหลังด้วยครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องของ OPPO A94 ก็ให้มาครบพร้อมใช้เลยครับประกอบด้วย 6 อย่างดังนี้

  1. ตัวเครื่อง OPPO A94
  2. อะแดปเตอร์ชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0
  3. สาย USB type-C
  4. เคสซิลิโคนใส
  5. เข็มจิ้มถาดซิม
  6. คู่มือการใช้งาน

ดีไซน์สวย ดูพรีเมี่ยม ไล่เฉดดึงดูทุกสายตา

ได้เวลายลโฉม OPPO A94 กันแล้วครับ รุ่นนี้มีให้เลือก 2 สีคือสีม่วง Fantastic Purple และสีดำ Fluid Black แน่นอนว่าเครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นสีม่วง Fantastic Purple ไล่เฉดสวยงามมาก เป็นครั้งแรกของ OPPO ที่ใช้กระบวนการเคลือบสีแบบ Liquid Crystal ที่ช่วยให้การไล่เฉดสีดูมีมิติอย่างมาก

สีม่วงของรุ่นนี้ไม่ใช่สีม่วงทั้งฝาหลังเพราะจะมีการเล่นเฉดจากสีม่วงลงไปถึงสีเขียวที่ละเอียดอ่อนคล้ายแสงออโรร่าซึมผ่านสีม่วงอีกที ส่วนผิวสัมผัสของฝาหลังจะเป็นแบบมันวาวดูพรีเมี่ยมเอามาก ๆ แต่ก็แอบมีจุดสังเกตเล็ก ๆ คือฝาหลังแบบนี้เก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายเลยแหละ แต่ในการใช้งานจริงเชื่อว่าหลายคนคงใส่เคสอยู่แล้ว เลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเนาะ

บางเบาน่าสัมผัส

อีกเรื่องที่ OPPO A94 ทำได้ดีมากก็คือขนาดและน้ำหนักครับ รุ่นนี้มาพร้อมความบางเพียง 7.8 มม. เบาแค่ 172 กรัม จับถือแล้วรู้เลยว่าตัวเครื่องบางเฉียบจริง ๆ แต่ขอบเครื่องและความโค้งของฝาหลังก็ช่วยให้ตัวเครื่องจับได้ถนัดมือแม้จะบางและเบาขนาดนี้ก็ตาม ตัวเลนส์กล้องก็ไม่ได้นูนออกมาจากตัวเครื่องมากนัก รวม ๆ ในเรื่องขนาดก็เลยเป็นความเพรียวบางแบบที่จับต้องได้จริง ๆ 

หน้าจอ AMOLED Punch-hole Display

พลิกกลับมาดูที่ด้านหน้า OPPO A94 มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.43” พร้อมดีไซน์แบบ Single Punch-hole Display ขนาดเล็ก 5.69 มม. ไม่กวนสายตาเวลาใช้งาน ใข้พื้นที่หน้าจอเยอะถึง 90.8% เรียกว่าพื้นที่ด้านหน้าส่วนใหญ่นั้นเป็นหน้าจอแบบเต็ม ๆ เลยล่ะครับ

ในเรื่องการแสดงผล ด้วยความเป็นจอ AMOLED ความละเอียด FHD+ ก็ช่วยให้สีสันและความคมชัดบนหน้าจอนั้นสูงมาก เอามาดูหนังหรือเล่นเกมนี่ฟินแน่นอนครับ มิติภาพและการสู้แสงก็ดีจริง ๆ นอกจากนี้ OPPO A94 ยังมีฟีเจอร์ AI Eye Comfort ที่รวมเอาเทคโนโลยี Sunlight screen และ Moonlight screen มารวมกันทำให้ใช้งานได้อย่างสบายตาตลอดทั้งวันอีกด้วยครับ

และแน่นอนว่าการใช้หน้าจอ AMOLED แบบนี้ก็สามารถซ่อนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้บนหน้าจอได้ด้วย บน OPPO A94 เป็น In-Display Fingerprint 3.0 ด้วย เพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการแตะสแกนเข้าไปอีก

รอบ ๆ ตัวเครื่องยังคงวางปุ่มกดและพอร์ตการเชื่อมต่อไว้ที่มุมมาตรฐานของ OPPO เหมือนเดิม ที่ด้านขวามีปุ่ม Power วางตำแหน่งไว้ที่นิ้วโป้งพอดี ส่วนปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงจะอยู่ฝั่งซ้าย กดได้ง่ายเหมือนกัน

ช่องใส่ซิมของรุ่นนี้จะอยู่ที่มุมซ้ายเหนือปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงนี่แหละ ถาดซิมเป็นแบบ Triple Slot ใส่ได้ทั้ง 2 ซิมและ micro-SD การ์ดเลยครับ

ด้านบน-ล่างของตัวเครื่องก็จะมีความโค้งมนเล็ก ๆ ให้ตัวเครื่องดูน่าจับถือขึ้นมาอีก มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างมีไมโครโฟนสนทนา พอร์ตการเชื่อมต่อหลัก USB type-C ช่องหูฟัง 3.5 มม. และลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

ใช้ ColorOS 11.1 บน Android 11

สำหรับซอฟต์แวร์ OPPO A94 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย ColorOS 11.1 ในเรื่องความลื่นไหลต้องบอกว่าดีมาก พักหลัง OPPO มีการปรับพวก UI ให้คลีนและน่าใช้งานมากขึ้นเยอะ มีการจัดสรรสเปคให้เข้ากับแอปที่จะใช้งานด้วย System Performance Optimizer

การปรับแต่งก็หลากหลาย ทั้งการปรับรูปแบบไอคอน สีสันของระบบ ธีม อนิเมชั่นสแกนลายนิ้วมือ ฟอนต์ รวมถึง Dark mode ด้วย ซึ่งตัว Dark mode ของ ColorOS 11.1 เรายังสามารถปรับได้ 3 ระดับได้แก่ Enhanced, Medium หรือ Gentle

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

เข้าสู่เรื่องประสิทธิภาพกันบ้าง OPPO A94 มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P95 พร้อมความจุ 8GB + 128GB ถือว่าเป็นสเปคมาตรฐานที่ใช้งานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปเล่นโซเชี่ยล เข้าเว็บ ดู YouTube ก็สบายใจได้ ผลทดสอบประสิทธิภาพคร่าว ๆ จาก GeekBench 5 ก็ออกมาที่ Single-core 396 คะแนนและ Multi-core 1481 คะแนนครับ

รู้คะแนนคร่าว ๆ ไปแล้ว ก็มาทดสอบเล่นเกมกันเลยดีกว่า OPPO A94 มาพร้อมฟีเจอร์ Game Space แอปที่ช่วยจัดการประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องรวมถึงเครือข่าย ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญขณะเล่นเกมให้ด้วย นอกจากนี้ในแอปนี้เรายังสามารถเลือกโหมดได้ 3 แบบคือ Low Power mode (โหมดกำลังไฟฟ้าต่ำ) Banlanced mode (โหมดสมดุล) และ Competition mode (โหมดแข่งขัน)

ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวเราสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้จากในเกมได้เช่นกัน ขณะที่เราเล่นเกมอยู่เราสามารถเลื่อนแถบเล็ก ๆ สีเขียวที่มุมจอเพื่อเรียกเมนู Game Space ขึ้นมาแล้วดูรายละเอียดการใช้พลังงานของตัวเครื่อง fps ขณะที่เล่นอยู่ ปรับโหมดหรือปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ได้ด้วยครับ

ทดสอบการเล่นเกม

แน่นอนว่าเราอยากเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของ OPPO A94 ในการทดสอบเล่นเกมนี้เราจึงเปิดโหมด Competition หรือโหมดแข่งขันไปเลย และเกมที่เราจะใช้ทดสอบในรอบนี้คือ Asphalt 9, ROV, Call of Duty และ Crash Bandicoot On the Run ครับ

เล่น Asphalt 9 บน OPPO A94

เริ่มที่เกมแข่งรถสุดฮิตอย่าง Asphalt 9 เกมนี้เน้นไปที่ภาพกราฟิกสวยงามและการควบคุมด้วยการเอียงเครื่องเป็นหลัก กราฟิกในเกมสวยงาม แสดงผลได้อย่างคมชัดมีฉากเรนเดอร์ช้าบ้างแต่ไม่เป็นปัญหาในการเล่นครับ เฟรมเรตในเกมนิ่งใช้ได้เลย ไม่มีอาการหน่วงหนัก ๆ ให้เห็นครับ

เล่น ROV บน OPPO A94

ต่อมากับเกม ROV อันนี้เราสามารถปรับค่ากราฟิกได้เยอะเลย เท่าที่เราลองปรับ HD Display ได้ระดับสูงสุด, Display Quality ได้ระดับ 4/5 รองรับเฟรมเรตสูงด้วย เท่าที่เล่นมาจริง ๆ ถือว่าทำได้ดีเลยครับ เฟรมเรตอยู่ระดับ 58 – 61fps เลย ไม่มีอาการเฟรมเรตตกให้เห็น หน้าจอขนาดใหญ่ของรุ่นนี้ช่วยให้การเล่นเต็มตาดีจริง ๆ

เล่น Call of Duty บน OPPO A94

และเกมยิงสุดฮิตอย่าง Call of Duty ก็ให้เราปรับกราฟิกกับเฟรมเรตได้ที่ระดับ High ทั้งคู่ เพียงพอต่อการเล่นแบบจริงจังแล้วล่ะครับ เท่าที่เราเช็กจาก Game Space เฟรมเรตจะอยู่ที่ 45fps ครับ ถือว่าเล่นได้อย่างลื่นไหลแล้ว ตัวหน้าจอ AMOLED นั้นตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดี เรียกว่าเล่นได้ลื่นไหลไม่ขัดใจครับ OPPO A94

เล่น Crash Bandicoot On the Run บน OPPO A94

ปิดท้ายที่เกมวิ่งเกมใหม่อย่าง Crash On the Run ตัวเกมไม่มีการตั้งค่ากราฟิกให้เลือกปรับ แต่เท่าที่สังเกตกราฟิกในเกมจะอยู่ในระดับกลาง มีพวกเงาที่อาจจะไม่สวยงามมาก แต่โดยรวมถึงว่าภาพสวยใช้ได้เลย เท่าที่เล่นจริง ๆ ตัวเกมรันได้สูงสุดถึง 61fps เลย ความลื่นไหลทำได้ดีครับ มีจังหวะเฟรมตกบ้างตอนสลับกลับมาหน้าเมนูในเกม ซึ่งไม่ได้มีผลตอนเล่นครับ

โดยรวมในเรื่องการเล่นเกม OPPO A94 ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดครับ แม้หน่วยประมวลผลจะเป็นซีรีส์ P ของ MediaTek ก็ตาม แต่ในเกมฮิต ๆ อย่าง ROV หรือ Call of Duty ก็สามารถปรับกราฟิกไปได้ระดับสูง เล่นได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัดเลย ถ้าเคยมองว่าชิป MediaTek ไม่เหมาะกับการเล่นเกม เราว่าคุณต้องคิดดูใหม่แล้วล่ะครับ !

แบตเตอรี่เยอะใช้งานได้นาน

เห็นตัวเครื่องบางเฉียบแบบนี้แต่เรื่องแบตเตอรี่ OPPO A94 ก็ไม่ธรรมดานะครับ ให้ความจุมาที่ 4310mAh เยอะพอจะใช้งานได้ทั้งวันแบบไม่ต้องกังวล เท่าที่ลองใช้งานมาจริง ๆ จะเล่นเกมหรือถ่ายรูปจริงจังก็เอาอยู่ครับรุ่นนี้

รองรับชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0

แต่ถ้าเล่นจนหมดจริง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเลยเพราะ OPPO A94 มีระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 มาให้ ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว OPPO เคลมว่าจาก 0 -100% ในเวลาเพียง 56 นาทีเท่านั้น

เท่าที่เราลองชาร์จจริง ๆ ก็เรียกว่าได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่ OPPO เคลมไว้จริง ๆ ครับ เริ่มชาร์จจาก 10% ตอน 15.30 น. จนถึง 16.20 น. แบตเตอรี่ก็เต็มแล้วเรียกว่าเร็วสุด ๆ 

หรือถ้ามีเวลาไม่มากแต่ต้องใช้งานแบบด่วน ๆ เพียงแค่เราชาร์จสัก 5 นาทีก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เป็น ชั่วโมงแล้วครับ จะโทรศัพท์คุยก็ได้กว่า 3.2 ชม. ดู YouTube ได้ 2.9 ชม. หรือจะเล่น IG ก็ได้ 1 ชม. เลย ไม่พลากทุกการใช้งานจริง ๆ ใช่ไหมล่ะครับ

AI 4 กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 48MP

มาปิดท้ายกันที่เรื่องกล้อง OPPO A94 มาพร้อมกล้องหลัง AI 4 กล้องหลัง จัดเต็มด้วยความละเอียดสูงสุด 48MP มีสเปคกล้องคร่าว ๆ ดังนี้ครับ

  • 48MP กล้องหลัก f/1.7
  • 8MP กล้อง Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา f/2.2 
  • 2MP กล้อง macro f/2.4
  • 2MP กล้อง mono f/2.4 

ถ่ายภาพได้สนุกในทุกโหมด

เริ่มที่เรื่องไฮไลท์ที่ OPPO เก่งมาตลอดกับ Portrait ที่รอบนี้ขนฟีเจอร์มาเพียบบน OPPO A94 ทั้ง AI Color Portrait, AI Color Portrait Video, Night Flare Portrait, Dual-view Video จาก OPPO Reno5 แถมยังมีลูกเล่นใหม่อย่าง Dynamic Bokeh เพิ่มเข้ามาอีก ช่วยให้เราถ่าย Portrait ได้อย่างสนุกมากขึ้น

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ของ OPPO A94

โหมด Auto ใช้งานง่ายมี AI Scene Enhancement 2.0

OPPO A94 ได้กล้องหลังมาพร้อมใช้งานมาก ๆ ในเรื่องซอฟต์แวร์ก็ยังมี AI Scene Enhancement 2.0 มาคอยจัดการให้เราได้ภาพที่สวยคมชัดแบบไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติม แบบที่เรียกว่าถ่ายปุ๊บก็สวยปั๊บ จบหลังกล้องไปได้เลย ซึ่งในโหมด Auto หรือ Photo แบบค่าเริ่มต้นจะเป็นการประมวลผลภาพรวมพิกเซลแบบ 4 in 1 จากความละเอียดเต็ม 48MP มาเป็น 12MP ครับคุณภาพจากกล้องหลักก็ทำได้ดีครับ ความคมชัดและสีสันทำได้ดีตามที่ AI Scene Enhancement จัดให้ การจัดการซีนก็ถือว่าวิเคราะห์ได้เร็วเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ OPPO A94

โหมด 48MP ก็มี

อย่างที่บอกไปว่าในโหมด Photo ปกติ กล้องของ OPPO A94 จะถ่ายมาเป็นความละเอียด 12MP ที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว แต่ถ้าเราอยากได้ความละเอียดเต็ม 48MP เลยก็ทำได้ด้วย ให้เลือกจากมุมของหน้าจอลากลงมาแล้วเปิด 48MP เท่านี้เราก็จะได้ภาพความละเอียดเต็มแล้ว ซึ่งถามว่า 48MP นี่ชัดแค่ไหน ลองดูตัวอย่างจากภาพที่เราครอปมาให้ดูกันเลย คมมาก !

Ultra wide angle มุมกว้าง 119 องศา

ส่วนกล้อง Ultra wide angle ของ OPPO A94 จะมีมุมกว้าง 119 องศา ช่วยให้เราถ่ายภาพวิวได้กว้างมากขึ้น หรือจะประยุกต์ใช้กับการถ่ายคนให้ขายาวก็ได้ คุณภาพของกล้องตัวนี้ก็ทำได้ดีครับ เก็บแสงและรายละเอียดของภาพมาใช้ได้เลย

macro เข้าใกล้ได้อีก

กล้อง macro ก็ใส่มาให้ด้วย เราสามารถถ่ายภาพวัตถุใกล้ ๆ ได้มากกว่าจากกล้องปกติ ช่วยให้ได้รายละเอียดของวัตถุในระยะประชิดได้ดีขึ้นไปอีกครับ

Ultra Night mode พร้อม Night Plus

โหมดกลางคืน OPPO A94 ยังได้ Ultra Night mode เทพ ๆ ที่ช่วยให้เราถ่ายภาพกลางคืนออกมาสวย ๆ เหมือนเคย แต่รอบนี้เพิ่มลูกเล่นฟิลเตอร์ Night Plus ช่วยให้เราได้ถ่ายภาพกลางคืนได้แตกต่างจากเดิม โดยมีให้เลือก 3 แบบประกอบด้วย

  • Cosmopolitan เพิ่มโทนสีทองอันอบอุ่นและสบายตาโดยใช้ถ่ายภาพเมือง ยามค่ำคืน
  • Astral การสาดสีเขียวฟ้า ส้ม และเหลืองเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับ ท้องฟ้ายามค่ำคืนและทิวทัศน์ของเมืองยามเย็น
  • Dazzle เพิ่มแสงไฟระยิบระยับจากอาคารและทิวทัศน์ยามค่าคืนให้โดดเด่น มากยิ่งขึ้น
Normal
Cosmopolitan
Astral

เซลฟี่สวยด้วยกล้องหน้า 32MP และ AI Beautification 2.0

ปิดท้ายเรื่องกล้องด้วยกล้องหน้า OPPO A94 มาพร้อมกล้องหน้า 32MP ถ่ายภาพออกมาสวยคมชัดแน่นอน แถมยังมี AI Beautification 2.0 เข้ามาจัดการเรื่องความสวยเนียนของใบหน้า ปรับแต่งสีสันของริมฝีปากได้อย่างชาญฉลาด รวมถึงยังตกแต่งเอฟเฟกต์การตกแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับเพศและอายุของแต่ละคนได้ด้วย

สรุป “นี่คือสมาร์ทโฟนต่ำหมื่นที่ให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มสปีดจริง ๆ”

สรุปแล้ว OPPO A94 ก็เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นต่ำหมื่นที่ช่วยเติมเต็มในเรื่องสปีดได้อย่างครบถ้วนจริง ๆ เพราะได้ระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ที่เร็วและปลอดภัย ใช้งานมาหนักแค่ไหนขอแค่เวลาไม่นานก็ชาร์จกลับขึ้นมาแล้ว หน่วยประมวลผล Helio P95 ก็เร็วตอบโจทย์การใช้งานไม่น้อย จะเล่นเกม เล่นโซเชี่ยลไม่ติดขัด ใช้หน้าจอ AMOLED 6.43” สวยคมชัดแถมยังได้ซอฟต์แวร์ ColorOS 11.1 ที่ทำงานได้อย่างลื่นไหลอีกต่างหาก เรื่องกล้องก็ขนฟีเจอร์เด่น ๆ ของรุ่นพี่มาครบทั้ง AI Color Portrait, Dual-view Video และอีกเพียบ มีดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยงามและสะดุดตาเครื่องสี Fantastic Purple ที่เราได้มารีวิวต้องบอกเลยว่าเป็นสีม่วงที่สวยมาก ๆ สีหนึ่งที่เราเคยเห็นเลยล่ะ ส่วนจุดสังเกตของรุ่นนี้ก็พอมีบ้างคือเรื่องฝาหลังที่ติดรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายกับ refresh rate หน้าจอที่ยังเป็นแค่ 60Hz นี่แหละเนาะ ถ้ารับ 2 เรื่องนี้ได้ ก็จัดเลยรุ่นนี้คุ้มจริง ๆ ครับ !

OPPO A94 ราคา 9,499 บาท

OPPO A94 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ OPPO Brand Shop ในราคา 9,499 บาท พร้อมโปรโมชั่นแพ็คคู่สุดคุ้มเมื่อซื้อคู่กับ OPPO Band จากปกติ 1,199 บาทเหลือเพียง 999 บาท และพิเศษเมื่อซื้อกับโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายเริ่มต้นเพียง 4,989 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ AMOLED 6.43” สีสันสวยคมชัด
  • บอดี้งานประกอบดี ฝาหลังสีสวยมาก
  • ตัวเครื่องบางเบาน่าใช้งาน
  • รองรับระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0
  • ฟีเจอร์กล้องให้มาเพียบ ไม่มีกั๊ก

จุดสังเกต

  • ฝาหลังเก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่าย
  • refresh rate หน้าจอยังเป็นแค่ 60Hz

Continue Reading

Smart Review

รีวิว Mi 11 Lite หน้าจอ 1 พันล้านสี กล้องหลัง 64MP ราคาไม่ถึงหมื่นบาท

Published

on

รีวิว Mi 11 Lite สมาร์ทโฟนหน้าจอ AMOLED DotDisplay ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการแสดงผลสีแบบ 10-bit แสดงผลสีระดับ 1 พันล้านสี และยังมี HDR10 ที่ช่วยให้ภาพมีคอนทราสต์มากขึ้น ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท

Xiaomi Mi 11 Lite Review

สรุปสเปค Mi 11 Lite

  • ขนาดรอบตัวเครื่อง : 160.5 x 75.7 x 6.8 มม.
  • น้ำหนัก : 157 กรัม
  • หน้าจอแสดงผล 6.55 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล AMOLED แสดงผลสี 1 พันล้านสี มีอัตรารีเฟรช 90Hz และ HDR10
  • หน่วยประมวลผลแบบ Snapdragon 732G
  • RAM 8GB+128GB
  • กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 3 เลนส์ ดังนี้
    • กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล f/1.8
    • กล้อง Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล f/2.2
    • กล้อง Macro 5 ล้านพิกเซล f/2.4
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย MIUI 12
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, NFC, Infrared และพอร์ต USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 4250mAh รองรับ 33W
  • สแกนลายนิ้วมือด้านข้าง
  • ลำโพงสเตอริโอ

แกะกล่อง ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอแสดงผล

Mi 11 Lite เป็นสมาร์ทโฟนใน Mi 11-series ที่มีราคาให้ทุกคนจับต้องกันได้ง่ายมากขึ้น แต่ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ครบ โดอุปกรณ์ในกล่องประกอบไปด้วย

  • ตัวเครื่อง Mi 11 Lite
  • อะแดปเตอร์ 33W
  • สาย USB Type-C
  • สายแปลง Typec-C เป็น 3.5mm
  • เข็มเปิดถาดซิม
  • เคส
  • คู่มือผู้ใช้ และบัตรรับประกัน
Xiaomi Mi 11 Lite Review

ดีไซน์ของ Mi 11 Lite มีความเพรียวบาง น้ำหนัก และดูทันสมัยด้วยการดีไซน์ฝาหลังมีขอบโค้ง 2.5D และกรอบตัวเครื่องที่โค้งเพื่อให้การจับใช้งานพอดีกับมือ

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ตัวเครื่องที่ใช้รีวิวครั้งนี้เป็นสีฟ้า Bubblegum Blue ซึ่งฝาหลังนั้นป้องกันแสงสะท้อนและลดการเกิดคราบรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ด้านหลังมีเลนส์กล้อง 3 ตัว เป็นโมดูลกล้องแบนราบแทบติดกับเครื่อง เพราะนูนขึ้นมาเหลือฝาหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประกอบด้วยกล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล f/1.8, กล้อง Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้อง Macro 5 ล้านพิกเซล f/2.4 ซึ่งทาง Mi เรียกกล้องตัวนี้ว่า Telemacro ที่สามารถถ่ายภาพระยะใกล้ได้ชัดเจนมากขึ้น

Xiaomi Mi 11 Lite Review

กล้องหน้าเป็นดีไซน์แบบ Punch Hole ซึ่งเป็นการเจาะรูแล้วฝังกล้องหน้าไว้ในหน้าจอ ทำให้กินพื้นที่แสดงผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และช่วยลดขนาดขอบหน้าจอเพื่อการมองเห็นแบบเต็มตาที่สุด เวลาดูคอนเทน์ ดูหนัง หรือเล่นเกม ก็จะเห็นได้เต็มขอบจอทุกด้าน

Xiaomi Mi 11 Lite Review

จุดเด่นของรุ่นนี้อย่างแรกเลยคือ หน้าจอแสดงผล 6.55 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล AMOLED 10-bit แสดงผลสี 1 พันล้านสี มีอัตรารีเฟรช 90Hz และรองรับ HDR10 จะเห็นว่าสีสันที่เห็นบนหน้าจอนั้นสวยสดใสมากๆ

Xiaomi Mi 11 Lite Review

นอกจากนี้แล้ว หน้าจอยังครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ลดรอยขีดข่วนและการตกกระแทกได้ โดยขอบกระจกมีความโค้งมน 2.5D เวลามือโดนขอบจอก็จะไม่รู้สึกคมนั่นเอง

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ขอบด้านล่างตัวเครื่องจะมีถาดใส่ซิม, ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพง

Xiaomi Mi 11 Lite Review
Xiaomi Mi 11 Lite Review

ขอบด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่สอง และอินฟราเรด (IR blaster)

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม Power ขอบโค้งที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ซอฟต์แวร์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน

Mi 11 Lite ใช้ MIUI 12 ที่ครอบทับอยู่บน Android 11 เรียกว่าตัวล่าสุดตอนนี้แล้ว ทำให้ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ทันทีตั้งแต่แกะออกจากกล่อง

Xiaomi Mi 11 Lite Review

เรามาไล่ดูเมนูต่างๆ ตั้งแต่การเชื่อมต่อกันก่อนเลยครับ ตัวเครื่องรองรับ 2 ซิมการ์ด และใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด ทำให้เวลาสลับเน็ตระหว่างซิมทำได้ทันที ไม่ต้องรอรีเซ็ตสัญญาณ

Xiaomi Mi 11 Lite Preview

ในเรื่องของการเชื่อมต่อไร้สายอื่นๆ ก็รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Dual-band, Wi-Fi Direct, Hotspot, Bluetooth 5.1 และรุ่นที่นำเข้าวางจำหน่ายในไทยรองรับ NFC ด้วย

Xiaomi Mi 11 Lite Preview

การแสดงผลมีให้เลือก 2 โหมดหลักๆ คือ โหมดสว่าง และโหมดมืด รวมไปถึงมีโหมดการอ่านสำหรับลดแสงสีฟ้าให้เป็นโทนสีอุ่นเพื่อความสบายตาในการมองดูหน้าจอ โดยอัตรารีเฟรชหน้าจอที่ตั้งค่ามาให้ในตอนแรกจะเป็นมาตรฐาน 60Hz เราสามารรถเลือกเป็น 90Hz เพื่อความลื่นไหลที่ดีที่สุดของภาพบนหน้าจอ

Xiaomi Mi 11 Lite Preview

การปลดล็อคหน้าจอสามารถตั้งรหัสผ่าน ใช้ลายนิ้วมือ หรือปลดล็อคด้วยใบหน้าก็ได้

Xiaomi Mi 11 Lite Preview

สำหรับการใช้งานมือเดียว เพื่อให้เอื้อมแตะให้ทั่วหน้าจอ สามารถเปิดโหมดถนัดมือเพื่อย่อขนาดหน้าจอลงได้ จากนั้นก็ใช้นิ้วแตะปุ่มโฮมแล้วปัดไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้

Xiaomi Mi 11 Lite Review

Game Turbo ตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิตัวเครื่องให้ทำงานได้สูงสุดสำหรับการเล่นเกม เพื่อให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหล สามารถเปิดใช้งานได้ในเมนูการตั้งค่า

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่

Mi 11 Lite ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 732G โดยผลการทดสอบ AnTuTu เป็นการทดสอบภาพรวมของการทำงานในส่วนของหน่วยความจำแรม และประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ทำได้ 339,580 คะแนน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน

Xiaomi Mi 11 Lite Review

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 5 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานและการประมวลผล การทดสอบนี้จะทำการประมวลออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ Single-Core และ Multi-Core หากได้คะแนนยิ่งสูงประสิทธิภาพการทำงานจะยิ่งดี โดย Single-Core ทำได้ 543 คะแนน และ Multi-Core ทำได้ 1714 คะแนน

Xiaomi Mi 11 Lite Preview

ทดสอบเกม ROV เปิดโหมดเฟรมเรตสูง จะเห็นว่าเฟรมเรตนิ่งมากๆ ที่ 59-60fps ตลอดการเล่น แม้จะเป็นช่วงการร่วมทีมไฟต์ก็ไม่ตก เล่นได้ลื่นๆ และบางฉากก็วิ่งทะลุไปที่ 61fps

Xiaomi Mi 11 Lite Review

สำหรับการเล่นเกมหนักๆ อย่าง PUBG Mobile ต้องบอกเลยว่าภาพในเกมสวยคมชัด เลื่อนหน้าจอเพื่อเปลี่ยนมุมมองก็ลื่นไหลดีมากๆ ครับ และตอนกดยิง การตอบสนองเร็วมากๆ แตะนิ้วติดนิ้วไม่มีหลุด ซึ่งในรุ่นนี้มีอัตราการตอบสนองไวถึง 240Hz นอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว ซอฟต์แวร์ที่มีบน Mi 11 Lite อย่าง Game Turbo ยังช่วยดึงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องให้ทำงานได้เต็มที่ ก็จะช่วยให้การเล่นทำได้ไหลลื่น การสัมผัสต่างๆ ก็ตอบสนองไวอีกด้วย

Xiaomi Mi 11 Lite Review
Xiaomi Mi 11 Lite Review

Mi 11 Lite มาพร้อมระบบชาร์จไวสูงสุดถึง 33W ถ้าแบตใกล้หมดก็เสียบชาร์จแป๊บเดียวก็หยิบไปเล่นต่อได้ทันที

Xiaomi Mi 11 Lite Review

กล้องถ่ายรูป

Mi 11 Lite เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ได้รับการถ่ายทอดประสิทธิภาพกล้องถ่ายรูปจากรุ่นพี่ด้วยกล้อง 3 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ขนาด 1/1.97 นิ้ว

ภาพถ่ายกล้องหลัก

ภาพถ่ายแสงน้อยและกลางคืน

ภาพถ่าย Portrait

กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างได้ครบ ขอบภาพก็ยังให้รายละเอียดที่ดี และใช้งานได้ในโหมดกลางคืนด้วย

ภาพถ่ายกล้อง Ultra Wide

Xiaomi Mi 11 Lite Camera Review 008

กล้อง Telemacro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพระยะปกติได้ และถ่ายภาพโคลสอัพสิ่งของหรือวัตถุเล็กๆ ให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนกว่ากล้อง Macro ทั่วไป

ภาพถ่ายกล้อง Telemacro

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซลฟี่ได้สวยทุกสภาพแสง เพราะใช้งานในโหมดกลางคืนหรือ Night Mode ได้ด้วย

นอกจากภาพนิ่งแล้ว วิดีโอยังถ่ายสนุกด้วยโหมดลูกเล่นต่างๆ ละฟิลเตอร์ที่ให้ใช้งานหลากหลาย เช่น Magic Zoom, ชัตเตอร์ช้า, Time Lapse กลางคืน, หยุดเวลา, โลกคู่ขนาน และวิดีโอแช่เฟรม

สรุป Mi 11 Lite ตัวเลือกคุ้มค่าในราคาตำ่กว่าหมื่น

จากการใช้งาน Mi 11 Lite ต้องบอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจอีกรุ่นเลยในระดับราคาต่ำกว่าหมื่น หากใครกำลังมองหารุ่นที่มีดีไซน์บางเบา พกพาใส่กระเป๋ากางเกงได้ง่าย รวมไปถึงใครที่ชอบดูคลิป ดูหนัง จะได้หน้าจอ AMOLED แสดงผลสีระดับพันล้านสี คือสีสันสดใสสวยมาก แถมได้กล้องถ่ายได้สวยคมชัด ลูกเล่นใหม่ๆ ให้ได้ใช้งานเพียบด้วย

สรุปจุดเด่น

  • สมาร์ทโฟนดีไซน์สวยเพรียวบาง น้ำหนักเบา ในราคาน่าจับต้องเพียง 8,999 บาท
  • หน้าจอขนาด 6.55 นิ้ว 10-bit แบบ AMOLED DotDisplay รีเฟรชเรทที่ 90Hz และอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสที่ 240 Hz
  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 732G
  • แบตเตอรี่ความจุ 4250mAh รองรับการชาร์จไว 33W
  • กล้องหลัง 3 ตัว โฟกัสเร็ว ถ่ายได้ทุกระยะ และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล
  • โหมดการถ่ายวิดีโอและฟิลเตอร์ต่างๆ ทำให้ถ่ายสนุกมากขึ้น

จุดสังเกตเพิ่มเติม

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • แอปที่มาพร้อมเครื่องค่อนข้างเยอะ ไม่จำเป็น

Mi 11 Lite 8+128GB วางจำหน่ายแล้วในราคา 8,999 บาท พิเศษ! สำหรับผู้ซื้อระหว่าง 5-18 เมษายนนี้ รับ Mi True Wireless Earphone Basic 2 มูลค่า 999 บาท ฟรีทันที

Continue Reading

กำลังฮอต

Featured2 วัน ago

รีวิว OPPO A94 “ใช้ชีวิตให้เต็มสปีด” ทั้งชาร์จไว 30W และถ่ายภาพในราคาเพียง 9,499 บาท

OPPO A94 ตัวท็อปจาก​...

HUAWEI FreeBuds 4i HUAWEI FreeBuds 4i
Featured2 วัน ago

5 เรื่องลับที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ของ “HUAWEI FreeBuds 4i” ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็นหูฟัง TWS คุณภาพจัดเต็มในราคาโดนใจที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

ระยะหลังมานี้เทรนด์ก...

Android News2 วัน ago

OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของสมาร์ทโฟนการถ่ายวิดีโอและภาพนิ่งในทุกโมเมนต์ทุกเวลา

ในยุคนี้การถ่ายภาพนิ...

Huawei laptops with continued development until today Huawei laptops with continued development until today
Featured3 วัน ago

การเดินทางกว่า 5 ปีของหัวเว่ย จากจุดเริ่มต้นสู่ความล้ำหน้าทุกเทคโนโลยีของแล็ปท็อป พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึง HUAWEI MateBook 14 ในวันนี้

แม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู...

Android News2 สัปดาห์ ago

แกะกล่องพรีวิว OPPO Reno5 Marvel Edition รุ่นพิเศษสุดเท่ ที่แฟน ๆ ต้องมี !

OPPO Reno5 Marvel Ed...

Advertisement

มือถือใหม่

คลิปล่าสุด

ข่าวใหม่วันนี้

Android News8 ชั่วโมง ago

เปิดตัว realme 8 Series พร้อมคว้า “อั้ม พัชราภา” ในบทบาทผู้นำคนรุ่นใหม่ สู่เทคโนโลยี 5G ไร้ขีดจำกัด และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AIoT อีกมากมาย

realme 8 5G “คว...

Android News10 ชั่วโมง ago

realme ประเทศไทยเปิดตัว realme 8 Series สมาร์ทโฟนสุดคุ้มเข้าสู่ยุค 5G ในราคาเริ่มต้นเพียง 8,999 บาท

realme ประเทศไทยเปิด...

ข่าวประชาสัมพันธ์14 ชั่วโมง ago

LINE BK ใจดีต่อโปรฯยืมเงินดอกเบี้ยต่ำ 9.99% ต่อปี นาน 2 เดือน เพิ่มช่องทางคนไทยเข้าถึงแหล่งเงินในระบบเสริมสภาพคล่อง ห่วงแอปเงินกู้นอกระบบระบาด

ขยายเวลาโปรโมชั่นพิเ...

Apple News15 ชั่วโมง ago

รู้หรือไม่! AirTag สามารถใช้งานกับ Android ที่รองรับ NFC ได้ด้วย

Apple AirTag อุปกรณ์...

Apple News15 ชั่วโมง ago

ยืนยัน ! iPad Pro 2021 มาพร้อม RAM 8GB และสูงสุด 16GB บนรุ่นความจุ 1TB กับ 2TB

iPad Pro 2021 เปิดตั...

มือถือใหม่ ลดราคา!

กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง