ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

เดลล์ นำเสนอ การผสมผสานที่ลงตัวของเดลล์ XPS และ Inspiron Series ทั้งงดงามและอัดแน่นด้วยประสิทธิภาพ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

 

เดลล์ รับฟังทุกสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และจำเป็นสำหรับพีซี ทั้งความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพอันทรงพลัง รูปโฉมดีไซน์ที่งดงาม และอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์  ปัจจุบัน เดลล์ มอบทั้งหมดนี้รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีการเปิดตัว Crystal Box เกษรวิลเลจ กรุงเทพฯ โดยอุปกรณ์ตัวใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลที่ผสานรวมได้อย่างกลมกลืน ระหว่างดีไซน์และประสบการณ์การใช้งาน ซึ่งเป็นการยกระดับนวัตกรรมใหม่ของเดลล์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ ที่มีความหมายและนำเสนอได้อย่างไร้ที่ติมาในสายผลิตภัณฑ์ XPS อีกทั้งยังถักทอสิ่งเหล่านี้รวมอยู่ในแบรนด์ Inspiron ได้ครอบคลุม

ในวันนี้ เดลล์ ได้เผยโฉมนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ ที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ด้านโมบายคอมพิวติ้งไปโดยสิ้นเชิง โดยบริษัทฯ ได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ในส่วนคอนซูเมอร์ ด้วยการเปิดตัวฟอร์มแฟกเตอร์ใหม่แกะกล่อง ที่ให้ขุมพลังโปรเซสเซอร์ล่าสุด รุ่น 10 ของอินเทล 10th Gen Intel® Core™ processors ในสายผลิตภัณฑ์รุ่นปัจจุบันของทั้ง XPS และ Inspiron เพื่อมอบประสิทธิภาพที่จำเป็นสำหรับงานประมวลผลหนัก และรองรับ multi-tread เวิร์กโหลดได้ตามต้องการ ในขณะที่สามารถแสดงคอนเท้นท์แบบ 4K ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเรื่องเหล่านี้ นับเป็นการมอบประสิทธิภาพในระดับเฮฟวี่เวท ที่มาในรูปโฉมดีไซน์ที่เพรียวบาง และเบา พกพาได้สะดวก ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

 

ในขณะที่แนวโน้มทั่วอุตสาหกรรมกำลังมุ่งไปที่อุปกรณ์ซึ่งมีความบางและเบาอย่างต่อเนื่อง เรารู้ดีว่าการแข่งขันทั้งหมดไม่ได้อยู่แค่ฟอร์มแฟกเตอร์ที่เล็กลงสำหรับผู้บริโภค แต่กลับเป็นความต้องการในเรื่องของความสามารถในการเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพการทำงานในระดับสูง อีกทั้งเป็นพีซีที่ได้รับการออกแบบมาอย่างไร้ที่ตินายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร ตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจคอนซูเมอร์ภูมิภาคเอเชียใต้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวปัจจุบันการมีโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ คือ Intel 10th Gen CoreTM เข้ามาเสริม ทำให้เราสามารถมอบประสิทธิภาพที่จำเป็นสำหรับงานประมวลผลหนัก และตอบโจทย์ multi-thread workloads ในรูปทรงพีซีที่ดีไซน์มาอย่างงดงามและเจิดจรัสได้อย่างลงตัว

XPS 13 2-in-1 มาในดีไซน์ทันสมัย บางยิ่งขึ้น พร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า

สายผลิตภัณฑ์ XPS เป็นอุปกรณ์ของเดลล์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุด เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเทคโนโลยีที่ดีสุดที่บรรจงสร้างและใช้วัสดุพิเศษ พร้อมด้วยความสามารถที่ผสมผสานทั้งขุมพลังและความงามได้อย่างลงตัว โดยเดลล์ได้ยกระดับคำมั่นสัญญาขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว XPS 13 2-in-1 ใหม่  ซึ่งเป็นแล็ปท็อปเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการรับรองสเปคตามมาตรฐาน Project Athena ที่มาพร้อมโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดจากอินเทลในรุ่น 10th Gen CoreTM ซึ่งเป็นซีพียูระดับ 10 นาโนเมตร 

เดลล์ ยกระดับประสบการณ์ด้านจอดิสเพลย์ในอุปกรณ์ 2-in-1 ใหม่หมดทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นดิสเพลย์ InfinityEdge ที่ใหญ่ขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ในอัตราส่วน 16:10 พร้อมด้วย Dolby Vision นอกจากนี้ ยังให้ทางเลือกใหม่สำหรับดิสเพลย์ทั้ง FHD+ และ UHD+ ที่ปรับปรุงการแสดงสีและความละเอียดได้ดียิ่งขึ้น จับรายละเอียดและความคมชัดของภาพได้อย่างแม่นยำ รวมถึงให้ความสามารถ ในการเพลิดเพลินไปกับคอนเท้นท์คุณภาพระดับ HDR ด้วย UHD+ panel ที่ได้รับการรับรอง HDR400 ทั้งหมดนี้ยังถูกเติมเต็มด้วยการผสานกล้องในแล็ปท็อปที่ตัวเล็กที่สุดของเดลล์เท่าที่เคยมีมา (2.25m) อยู่ที่ขอบด้านบน ช่วยตอบโจทย์ความต้องการอย่างสูงของลูกค้า

XPS 13 2-in-1 เป็นแล็ปท็อปตัวแรกของเดลล์ที่มาพร้อมโปรเซสเซอร์อินเทลรุ่น 10th Gen Core และให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งานบนฐานเทคโนโลยี Intel Dynamic Tuning Technology ล่าสุด ซึ่งสามารถเปลี่ยนขุมพลังการทำงานของซีพียูได้ในเชิงรุก สอดรับกับประสิทธิภาพการทำงานของเวิร์กโหลด  ทั้งนี้เดลล์ได้คิดค้นวิศวกรรมการออกแบบใหม่ในส่วนของการระบายความร้อนให้โปรเซสเซอร์ทำงานในประสิทธิภาพที่สูงขึ้นได้ พร้อมทั้งสร้างตัวเครื่องในแบบ 2-in-1 ที่เพรียวบางกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ด้วยดีไซน์ 15W ที่ทำให้เครื่องเย็นเร็ว จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงกว่ารุ่นก่อนถึง 2.5 เท่า

 

KillerTM AX1650 (2×2) ใหม่สร้างบน Intel WiFi 6 Chipset ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อแบบไร้สายได้เร็วกว่ารุ่นแรกถึง 3 เท่า โดย Killer 1650 จะตรวจจับ แยกประเภทและจัดลำดับความสำคัญของวิดีโอสตรีมมิ่ง และการสื่อสาร รวมถึงทราฟฟิกเกม ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล

ด้วยวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยอุปกรณ์ในปัจจุบัน ผู้ใช้ต้องจ้องมองอุปกรณ์เป็นเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน และทำให้ได้รับปริมาณแสงสีน้ำเงินในระดับสูง ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดจากการปลดปล่อยแสงสีน้ำเงิน ขณะเดียวกันก็ยังสามารถคงประสิทธิภาพในเรื่องขอบเขตของสี (color gamut) ได้ดี เดลล์ได้นำจอ Eyesafe® มาไว้ใน XPS 13 2-in-1 เพื่อช่วยลดแสงสีน้ำเงินที่อาจเป็นอันตรายและกระจายไปตามสเปคตรัมของแสง

การที่ 2-in-1 ตัวใหม่นี้ ได้กลายเป็นผู้ชนะเลิศรางวัล COMPUTEX d&I นับเป็นการยืนยันถึงพันธสัญญาของเดลล์ในเรื่องความใส่ใจและพิถีพิถันในรายละเอียด ที่ผสมผสานกับงานช่างฝีมือที่มีความชำนาญเข้ากับวัสดุเกรดพรีเมียมได้อย่างลงตัว ดีไซน์ใหม่นี้ เป็นงานอลูมิเนียมที่ทำด้วยเครื่องจักร CNC พร้อมฝาด้านข้างแบบ diamond cut  แผ่นรองข้อมือทำจากคาร์บอนไฟเบอร์สีดำ และ Gorilla Glass 6 ที่ให้ทั้งความงดงามและทนทาน นอกจากนี้ เดลล์ยังยกระดับส่วนสำคัญ คือทัชแพดที่ใหญ่ขึ้น คีย์บอร์ด MagLev จากขอบชนขอบ (edge-to-edge) และดีไซน์บานพับแบบใหม่ที่รังสรรค์มาอย่างแยบยล ผสมผสานประสบการณ์การใช้งานที่ให้ความพิเศษเข้ากับดีไซน์ที่สวยงามได้อย่างลงตัวในตัวเครื่องขนาดเล็ก

แล็ปท็อป Inspiron ใหม่ ให้ทั้งขุมพลังและสไตล์ที่เหมาะกับทุกคน

นอกจากนี้ เดลล์ ยังได้นำเสนอแล็ปท็อป Inspiron ใหม่ในอีกหลากหลายรุ่น และรุ่น 2-in-1 ที่มาในดีไซน์ใหม่และร่วมสมัย พร้อมฟีเจอร์ใหม่ และราคาที่คุ้มค่า โดยตอนนี้ผู้ใช้ทุกรายสามารถหาอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการมาใช้งานพร้อมจุดประกายศักยภาพในการทำงานได้อย่างลงตัว

โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด Intel® Core™ ในรุ่นที่ 10 ช่วยให้เดลล์นำเสนอประสิทธิภาพที่เหนือชั้นยิ่งขึ้นสำหรับเวิร์กโหลดแบบ multi-thread ในสายผลิตภัณฑ์ Inspiron ใหม่ ที่รวมถึงแล็ปท็อป Inspiron 13 7391 2-in-1 ใหม่ ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2019 และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชนะเลิศรางวัล COMPUTEX d&i Award โดยเวอร์ชั่นใหม่ของ Inspiron 13 7000 2-in-1 นี้มีช่องเก็บปากกาซึ่งเป็นแม่เหล็กอยู่ในบริเวณบานพับเพื่อเก็บ Dell Active Pen ได้อย่างแยบยล และหยิบใช้ได้ง่ายไม่ว่าจะใช้งาน 2-in-1 ในโหมดไหนก็ตาม และยังมาพร้อมพรีเมียมฟีเจอร์มากมายที่มีในรุ่น Inspiron 7000 series ทั้งทัชสกรีน 4k UHD ที่ล้อมด้วยกรอบจอที่แคบทั้ง 3 ด้าน และมีการออกแบบการระบายความร้อนใหม่เพื่อระบายความร้อนผ่านช่องระบายที่ซ่อนอยู่ในบานพับ รวมถึงตัวเครื่องที่ทำจากอลูมิเนียมพร้อมขอบแบบ diamond-cut บนทัชแพด ที่ให้ความหรูหราน่าสัมผัส

ดีไซน์ Adaptive Thermals แบบใหม่ที่ใช้อัลกอริธึ่มขั้นสูงและเครื่องวัดความเร่งในการเคลื่อนที่ของวัตถุ (accelerometers) ที่สามารถรู้ได้ว่ามีการถือตัวเครื่อง 2-in-1 อยู่ หรือวางอยู่บนโต๊ะ และจะปรับพลังงานตามการใช้พร้อมกับใช้ช่องระบายอากาศที่อยู่ในบานพับเพื่อให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ผู้ใช้ยังจะได้สัมผัสถึงดีไซน์ที่ให้ความสะดวกสบายและฟีเจอร์เทคโนโลยีอีกมากมายเช่น ปุ่มพาวเวอร์ที่บิวด์อินตัวอ่านลายนิ้วมือไว้ในตัว แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่รองรับ ExpressChargeTM พอร์ต HDMI ขนาดมาตรฐาน Micro SD card reader และพอร์ต USB Type-CTM ที่รองรับ ThunderboltTM 3 และ พอร์ต USB 3.1 Gen 1 ทั้งหมดนี้มาพร้อมในรูปโฉมตัวเครื่องขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยน้ำหนักเพียงแค่ 1.39 กิโลกรัม   

นอกจากนี้ เดลล์ยังนำโปรเซสเซอร์อินเทลรุ่นใหม่ล่าสุด Intel® Core™ ในรุ่นที่ 10 พร้อมด้วยวัสดุพรีเมียมและประสิทธิภาพเหนือชั้นมาใส่ไว้ในแล็ปท็อปรุ่นบางเป็นพิเศษ รุ่นใหม่อย่าง Inspiron 17 7000 (7400)  ที่หนักเพียงแค่ไม่ถึง 1.1 กิโลกรัม ในดีไซน์เพื่อการพกพาที่ให้ความประทับใจ และประสบความสำเร็จจากการเปิดตัววัสดุที่ให้ความเบาบางและทนทานอย่าง magnesium alloy chassis พร้อมเซ็นเซอร์ใหม่ที่ใช้ในการปิดเปิด มี Connected Modern Standby และตัวอ่านลายนิ้วมือที่ฝังมากับปุ่มพาวเวอร์ ช่วยให้ sign-in และเริ่มใช้งานในระบบได้อย่างรวดเร็วปลอดภัย นอกจากนี้แล็ปท็อปที่ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ ยังให้ขอบบางตลอดตัวเครื่องให้ coverage ของ sRGB 100% เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำงานหลายอย่างผ่านโมบาย

นอกจากนี้ Inspiron 14 5000 series ยังได้รับการอัพเกรดเป็นโปรเซสเซอร์อินเทลรุ่นล่าสุด Intel® Core™ ในรุ่นที่ 10 เช่นกัน โดยแล็ปท็อป Inspiron 14 5000 (5490) ยังมีขนาดกะทัดรัด สร้างมาเพื่อให้ความมั่นใจและรองรับการใช้งานที่หลากหลายไปพร้อมกัน และให้ทางเลือกสีได้อย่างมีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสี Platinum Silver สี Iced Lilac และสี Iced Gold

บริการหลังการขายระดับพรีเมี่ยมจากเดลล์

โซลูชันสำหรับคอนซูเมอร์ของเดลล์ จะมาพร้อม Premium Support Service โดยเป็นบริการที่มากับฟีเจอร์ทั้งหมดซึ่งอยู่ในแผนงานรวมเพื่อสนับสนุนการใช้งาน โดยจะมีฟีเจอร์หลักอย่าง การกำจัดไวรัส การซ่อมในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และการสแกนอัตโนมัติเพื่อตรวจเช็คการทำงานพีซีเพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Premium Support ยังมาพร้อมซอฟต์แวร์ SupportAssist ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของเดลล์ ที่ช่วยให้บริหารจัดการพีซีได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือกเพื่อปลดล็อคการใช้งานในแบบเต็มประสิทธิภาพได้

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังจะได้รับความช่วยเหลือระดับมืออาชีพจากทีมงานที่พร้อมให้การสนับสนุนเฉพาะสำหรับผู้ใช้แต่ละรายในแบบตัวต่อตัวสำหรับกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า parental controls การแบ็กอัพข้อมูล หรือการตั้งค่าการใช้งานฮาร์ดดิสก์และซอฟต์แวร์เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเหมือนใช้พีซีเครื่องใหม่ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากเดลล์ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับผู้ใช้

Premium Support รวมเรื่องต่อไปนี้

  • เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์แวร์ และซอฟต์แวร์ได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา 24×7
  • ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือ ไซต์งานหลังการประเมินอาการผ่านระบบจากระยะไกล
  • ซ่อมแซมในกรณีที่เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ เช่นเครื่องตก น้ำหกใส่ และไฟฟ้ากระตุก
  • ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาด้านซอฟต์แวร์ได้ทุกวัน
  • ให้ความช่วยเหลือส่วนตัวด้วยซอฟต์แวร์ สำหรับปัญหาที่ซับซ้อน หรือช่วยเรื่องการตั้งค่าการแบ็กอัพข้อมูล การควบคุมการใช้งานของบุตรหลาน (parental controls) ฯลฯ
  • ให้บริการหลังการขายโอนข้ามประเทศ
  • ให้การบริการด้านซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมการใช้งานของบุตรหลาน
  • SupportAssist ให้ฟีเจอร์ด้านเทคโนโลยีในประเด็นเหล่านี้
    • ค้นหาปัญหาในเชิงรุก และทำการติดต่อเดลล์ ในระหว่างที่มีการแจ้งเตือนผู้ใช้งาน
    • คาดการณ์ปัญหาก่อนที่จะเกิด
    • กำจัดไวรัสและมัลแวร์
    • ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานพีซีให้เหมาะสมกับผู้ใช้ได้อย่างอัตโนมัติ

บริการดังกล่าว พร้อมให้บริการแล้วสำหรับลูกค้าในประเทศไทย สามารถติดต่อ Call Center ของเดลล์ ได้ที่ 02-670-7252 และสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dell.com/premiumsupport

การวางจำหน่าย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทุกตัววางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากเดลล์

  • Dell XPS 13 7000 2-in-1 (7390) ราคาเริ่มต้น 69,990 บาท
  • Dell Inspiron 13 7000 2-in-1 (7391) ราคาเริ่มต้น 34,990 บาท
  • Dell Inspiron 14 7000 (7490) ราคาเริ่มต้น 39,990 บาท
  • Dell Inspiron 14 5000 (5490) ราคาเริ่มต้น 26,990 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • เชื่อมต่อกับเดลล์ ประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook
Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS ผนึก SCB และ ม.อ. ปักหมุด สร้างต้นแบบ 5G ในภาคอุตสาหกรรมได้สำเร็จ รายแรก!

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า “5G คือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมสังคมไทย และยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไปอีกขั้น พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจน อำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารของผู้ใช้บริการโดยทั่วไป จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขีดความสามารถการเชื่อมต่อ IoT และเครือข่ายที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียร เอไอเอส ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยี มีความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอยู่เสมอ เพื่อเป็นแกนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Thailand 4.0
ดังที่ผ่านมา เอไอเอสเป็นผู้นำนวัตกรรม 5G รายแรกรายเดียวของไทยที่ทดลองทดสอบ 5G ครบแล้วทั่วไทย โดยเปิดพื้นที่ให้นักพัฒนา นักวิจัย นิสิตนักศึกษา และประชาชนได้ร่วมศึกษา ทดลอง ทดสอบการใช้งาน 5G ในหลากหลายมิติมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยี 5G ว่ามีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างไร ตลอดจน เรามีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในการสร้าง Ecosystem ของการพัฒนานวัตกรรม เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานทั่วทุกภูมิภาคและทุกเจเนอเรชัน

 

สำหรับความร่วมมือระหว่างเอไอเอส, เอสซีจี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการทดสอบ 5G ในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งได้ร่วมคิดค้นและพัฒนาโซลูชั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตด้วย 5G ทดลองทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 2.6 GHz ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช. เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็น Use Case จริงที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริงในอนาคต ผ่านการสาธิตการบังคับรถยกของ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกล จากกรุงเทพฯ – สระบุรี เป็นครั้งแรกของภาคอุตสาหกรรมของไทย ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า เทคโนโลยี 5G จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การพัฒนานวัตกรรม 5G ยังมีองค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ อีกหลายด้าน ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใน Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม 5G เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป”
ด้าน นายอรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม ผู้อำนวยการ โครงการระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรม 4.0 เอสซีจี กล่าวถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่า “เอสซีจี มุ่งปรับเปลี่ยนการดำเนินงานด้านต่างๆ ในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แพคเกจจิ้ง และเคมิคอลส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะทำงานด้าน Mechanization, Automation and Robotics (MARs) และ Industry 4.0 ขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ด้วยการนำเทคโนโลยีด้าน MARs และ Industry 4.0 มาผสมผสานกัน โดยใช้เงินลงทุนกว่า 860 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 จนออกมาเป็นโซลูชันต่างๆ อาทิ การแจ้งเตือนเครื่องจักรก่อนการซ่อมบำรุง (Smart Maintenance) การใช้หุ่นยนต์ในห้องปฏิบัติการด้านการตรวจวัด (Smart Laboratory) การทำระบบจ่ายปูนให้ลูกค้าแบบอัตโนมัติ (Smart Dispatching) และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนเห็นข้อมูลเดียวกันที่ถูกต้องและนำมาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เอสซีจีให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ กับองค์กรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานสามารถประสบความสำเร็จได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับเอไอเอสในครั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

สำหรับโครงการ “การพัฒนารถ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย 5G” ดังกล่าว เริ่มดำเนินการที่โรงงานของเอสซีจี ใน จ.สระบุรี เป็นแห่งแรก เพราะมีการเคลื่อนย้ายทั้งวัตถุดิบและสินค้าโดยใช้รถ Forklift เพื่ออำนวยความสะดวกจำนวนมาก อีกทั้งรถ Forklift ยังเป็น material mobility ที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด ก่อนจะต่อยอดไปทดลองกับเครื่องมืออื่นๆ ในอนาคต ซึ่งการนำเครือข่าย 5G ที่มีความรวดเร็วในการตอบสนองแบบเรียลไทม์ และมีความแม่นยำในการส่งผ่านข้อมูลที่จำเป็นสำหรับระบบอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้นั้น จะช่วยตอบโจทย์ของเอสซีจี ทั้งการมีผลิตผลที่มากขึ้นเพราะพนักงานสามารถควบคุมรถจากที่ใดก็ได้ อีกทั้งยังสามารถฝึกอบรมการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้กับพนักงานที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่หน้างาน

ส่วนทิศทางของเอสซีจีในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้เสริมขีดความสามารถของธุรกิจในอนาคตนั้น สามารถเป็นไปได้ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยในงานที่มีความเสี่ยง เช่น การทำงานของเครื่องจักรบริเวณเหมืองและเตาเผาปูนซีเมนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การเพิ่มความเร็วในส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงงานในหลากหลายพื้นที่มายังศูนย์ควบคุมส่วนกลางเพื่อให้บริหารจัดการข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และการเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจโลจิสติกส์ การตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น เช่น การเสริมประสิทธิภาพของ IoT ในบ้าน ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากขึ้น หรือ Smart Home รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาตามแนวทาง Industry 4.0 ได้อย่างแท้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ผู้อำนวยการ โครงการ อินโนเวชั่น ฮับส์ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล เราทำงานวิจัยและพัฒนาอย่างใกล้ชิดกับ ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันศึกษา ทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยี 5G ในมิติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความพร้อมมากที่สุด เพื่อส่งมอบต่อให้กับภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้งานได้จริง ส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สำหรับงานวิจัยพัฒนานี้ ได้รับทุนสนับสนุนจาก Innovation hub กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อนำ platform ระบบสมองกลฝังตัวขั้นสูงสำหรับยานยนต์ ผสมกับ ระบบควบคุม latency ต่ำ ผ่านทางไกลบนเครือข่าย 5G AIS นำไปใช้จริงในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมได้ในอนาคต”

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

คิวยาวเหยียด ห้างทะลัก! เมื่อดีแทค รีวอร์ดให้ฟินกับชานมไข่มุกแสนอร่อย วันนี้ 10,000,000 เม็ด 100,000 แก้วทั่วประเทศ

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

เจอคิวชานมไข่มุกยาวเหยียด เซอร์ไพรส์แรก  แจกฟรี ชานมไข่มุก แสนอร่อยวันนี้ เมื่อดีแทค รีวอร์ด จัดให้ “ตามใจปากทุกวันศุกร์” แจกชานมไข่มุก ให้ฟินทั้งกินทั้งดื่ม Ochaya, Koi The และ Tiger Sugar   แจกชานมไข่มุกฟรีรวมกว่า 10,000,000 เม็ด หรือ 100,000 แก้ว  ให้ลูกค้าได้ #ตามใจปากทุกวันศุกร์  กันให้ฟินสุดๆ  ลูกค้าดีแทคสามารถรับสิทธิ์ได้ง่ายๆผ่าน ดีแทค แอป และติดตามดีลสุดพิเศษทุกศุกร์ได้จาก Line dtac reward  และ Facebook dtac reward  และเว็บไซต์ www.dtac.co.th/dtacreward

 

ดีแทค รีวอร์ด จัดเต็มทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งปี 2563 ให้ลูกค้าได้เซอร์ไพรส์กับดีลสุดพิเศษ จากแบรนด์ดัง ทั้งลด แลก แจก แถม เครื่องดื่ม ไอศครีม ขนมหวาน และอีกมากมาย ใครที่พลาดวันนี้ ศุกร์หน้าวันที่ 31 มกราคมมารับ ชานมไข่มุก แสนอร่อยได้อีก

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS Serenade ส่ง Serenade Great Deal เอาใจสาวกสมาร์ทโฟน ใช้ AIS Points แลกรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 18,000 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

เอไอเอส เซเรเนด ตอกย้ำผู้นำโปรแกรมดูแลลูกค้าที่ทรงพลังที่สุด เดินกลยุทธ์ผูกใจลูกค้าด้วยสิทธิพิเศษเหนือระดับ มอบความพิเศษด้านสมาร์ทโฟนให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแคมเปญปีที่ผ่านมา ล่าสุด! สานต่อสิทธิพิเศษปีนี้กับโครงการ “Serenade Great Deal” เริ่มดีลแรกตรุษจีน 2563 เอาใจลูกค้าเซเรเนด เพียงใช้ AIS Points 200 พอยท์ แลกรับส่วนลดสมาร์ทโฟนได้สูงสุด 18,000 บาท พร้อมขยายการรับสิทธิ์จากเดิม 1 วัน เป็น 2 วัน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 3 ของเดือน ให้ลูกค้าเซเรเนด มีโอกาสรับสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น รับความพิเศษตลอดทั้งปี
ประเดิมเกรทดีลแรก วันที่ 25 – 26 มกราคมนี้ นำ AIS Points 200 พอยท์ แลกรับส่วนลด อาทิ

  • Samsung Galaxy Note 10+ (512GB) ลดเหลือเพียง 22,900 บาท จากราคาปกติ 40,900 บาท
  • VIVO V17 ราคาเพียง 6,999 บาท จากราคาปกติ 11,999 บาท
  • HUAWEI Y9s ลดเหลือเพียง 2,990 บาท จากราคาปกติ 7,990 บาท

 

พิเศษ! สำหรับสาวกแอปเปิล รับสิทธิพิเศษซื้อ iPhone รุ่น iPhone 11 Pro Max, iPhone 11 Pro, iPhone XS Max และ iPhone XS ราคาเริ่มต้นเพียง 13,500 บาท
จำนวนจำกัด 2,500 สิทธิ์ ที่ Serenade Club และ AIS Shop ทุกสาขา ลูกค้าเซเรเนด ติดตามข้อมูลและเงื่อนไขการรับสิทธิ์เพิ่มเติมได้ทาง www.ais.co.th/serenade/smartphone

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Android News1 วัน ที่แล้ว

รวมโปรเด็ด HUAWEI Mate30 Pro จาก AIS, dtac และ TrueMove H เริ่มต้นเพียง 12,490 บาท

วันนี้จะพาไปอัปเดทโป...

OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone OPPO A9 2020 The Best Super Spec Smartphone
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO A9 2020 สเปคแรงสุด จัดเต็มทุกฟีเจอร์ The Best Super Spec Smartphone ของปี 2019

OPPO A9 2020 สมาร์ทโ...

realme-X50-5G realme-X50-5G
Android News3 สัปดาห์ ที่แล้ว

จับตา realme แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่าในยุค 5G

ปัจจุบันไม่มีใครไม่ร...

Goodnight App Review Goodnight App Review
Android App1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Goodnight App แชทสนุกด้วยเสียง พบปะเพื่อนใหม่ หาคนพิเศษเพื่อบอกฝันดี!

วันนี้มีแอปพลิเคชั่น...

รีวิว Vivo V17 รีวิว Vivo V17
Featured1 เดือน ที่แล้ว

รีวิว Vivo V17 สมาร์ตโฟน “ฉีกทุกกฏในทุกช็อต” หน้าจอ Ultra O Screen, แบตอึด 4500mAh ชาร์จเร็ว 18W และกล้อง AI 4 เลนส์

Vivo V17 สมาร์ตโฟนที...

Advertisement

ข่าวใหม่วันนี้

กำลังมาแรง