ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS ZEED ผนึก Garena เดินกลยุทธ์ เจาะตลาดมิลเลนเนียลคออีสปอร์ต ประกาศเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์หนึ่งเดียวในไทย บนเกม Call of Duty(R) Mobile

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

AIS ZEED ผู้นำตลาดมิลเลนเนียลที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ต่อยอดความร่วมมือกับ Garena ค่ายเกมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ประกาศเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์หนึ่งเดียวในไทย บนเกม Call of Duty® Mobile เกมแนวต่อสู้ผ่านกองกำลังทหารสุดฮิตของคอเกมเมอร์ทั่วโลก มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้ลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่กับ AIS ZEED เล่นเกม Call of Duty® Mobile แบบไม่อั้น ไม่เสียค่าเน็ต ด้วยความเร็วไม่มีสะดุด บนเครือข่ายที่ดีที่สุดครอบคลุมทั้งระบบเติมเงินและแพ็กเกจรายเดือนจาก AIS ZEED เติมเต็มประสบการณ์การเล่นเกมที่ดียิ่งกว่าให้กับสาวกอีสปอร์ต

“AIS ZEED ให้ความสำคัญกับตลาดวัยรุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้าใจและรู้ใจสิ่งที่วัยรุ่นต้องการอย่างแท้จริง และในแง่ของ eSports ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มมิลเลนเนียลในขณะนี้ เราได้ร่วมมือกับหลากหลายค่ายเกมเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น นักศึกษาที่ชื่นชอบกีฬาอีสปอร์ต ทั้งในแง่รูปแบบสินค้าและบริการ รวมถึงการเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน eSports ในชมรมและในคณะมหาวิทยาลัยต่างๆ ตลอดจนจัดแข่งทัวร์นาเมนท์ eSports เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ eSports Ecosystem ที่ช่วยผลักดันให้เด็กไทยได้มีเวทีแสดงศักยภาพ พร้อมก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ โดยล่าสุด ต่อยอดความร่วมมือกับ Garena ร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์หนึ่งเดียวในไทยบนเกม Call of Duty® Mobile ออกแพ็กเกจให้วัยรุ่นคออีสปอร์ตได้เล่นเกม Call of Duty® Mobile ได้ไม่อั้น ไม่เสียค่าเน็ต ครอบคลุมทั้งระบบเติมเงินและรายเดือนจาก AIS ZEED และเร็ว ๆ นี้จะมีสิทธิพิเศษ Exclusive item และเตรียมจัดกิจกรรม Campus League จากเกม Call of Duty® Mobile ให้สาวกเกมเมอร์ทั่วประเทศได้ร่วมแสดงความสามารถและฝึกฝนทักษะกันอีกด้วย” นางสาวเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าแผนกการตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าว

จุดเด่น AIS ZEED

  • เล่น 3 เกมดัง จาก Garena : Call of Duty, ROV และ FREE FIRE แบบไม่อั้น ไม่เสียค่าเน็ต ด้วยความเร็วไม่สะดุด ตลอด 24 ชม. พร้อมดูไลฟ์สตรีมสุดมันส์ฟรี! โดยไม่เสียค่าเน็ต บน Facebook gaming
  • ดู YouTube 24 GB ตลอด 24 ชม. (เดือนละ 2 GB/เดือน นาน 12 เดือน)
  • ฟังเพลงฟรีจากแอปฯ ดังเช่น Spotify, JOOX แบบไม่อั้น ไม่เสียค่าเน็ต
  • เล่นโซเชียลฟรีผ่าน Facebook แบบไม่อั้น ไม่เสียค่าเน็ต
  • เต็มอิ่มกับหนัง ซีรีส์ และความบันเทิงระดับโลก! บนแอปฯ AIS PLAY และบนแอปฯ VIU ฟรี
  • ฟรี AIS SUPER WiFi ไม่จำกัด

แพ็กเกจโปรเติมเงิน ZEED SIM

แพ็กเกจโปรรายเดือน U-ZEED

คอเกม Call of Duty® Mobile หาซื้อ AIS One-2 Call! ZEED SIM หรือสมัครแพ็กเกจ U-ZEED ได้ง่ายๆ ที่ AIS Shop, ร้าน Telewiz และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aiszeed.com

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

GARMIN เปิดตัวนวัตกรรม Solar Charging ในรุ่น Fenix 6 – Instinct เปลี่ยนแสงเป็นพลังงาน เพิ่มเวลาการใช้งานให้ยาวนานกว่าเดิม

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายการ์มิน สมาร์ทวอทช์ระดับโลก เผยนวัตกรรมพลังงานทางเลือกคืออีกหนึ่งเทรนด์ของพลังงานแห่งอนาคต เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ Solar Charging ในสมาร์ทวอทช์การ์มิน รุ่น Fenix 6 และ Instinct ชูจุดเด่นเลนส์หน้าปัด Power Glass แปลงแสงอาทิตย์เป็นพลังงานแบตเตอรี่ ชาร์จได้แม้ในขณะที่นาฬิกาปิด ล้ำกว่าด้วยการชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ หรือภายใต้แสงชนิดอื่น ๆ ที่มีความเข้มแสง 50,000 lux หรือมากกว่า สามารถใช้งานต่อเนื่องในโหมด GPS ได้สูงสุดถึง 40 ชม. เพิ่มฟังก์ชันอัปเกรดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เซิร์ฟ (Surf) และเดินป่า เอาใจไลฟ์สไตล์สายลุย ติดตามผลกิจกรรมแบบเรียลไทม์ ประเมินสุขภาพของผู้ใช้และแจ้งเตือนความพร้อมของร่างกายด้วยฟังก์ชัน Body Battery สร้างความมั่นใจก่อนลุยทุกกิจกรรม



นายไกรรพ เหลืองอุทัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จีไอเอส จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี (CDG) ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยของบริษัท การ์มิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า พลังงานทางเลือกเป็นหนึ่ง   เทรนด์ที่จะมาแทนที่พลังงานแบบดั้งเดิมที่กำลังได้รับความนิยมนำมาปรับใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ  ล่าสุดการ์มินได้เปิดตัวนวัตกรรม Solar Charging ใน 2 รุ่นสุดฮิต Fenix 6 และ Instinct ซึ่งเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานแสงอื่น ๆ นับเป็นจุดเริ่มของการมองหาพลังงานทางเลือกแบบยั่งยืนเพื่อพัฒนาไปสู่การใช้งานสมาร์ทวอทช์มิติใหม่ เพิ่มแหล่งพลังงานทางเลือก ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมควบคู่กับการใช้นาฬิกาการ์มินได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

“จุดเด่นหลัก ๆ ที่ไม่มีในการ์มินรุ่นไหนมาก่อน แต่มีอยู่ใน Fenix 6 และ Instinct คือการนำพลังงานทางเลือกมาเป็นแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยี Power Glass Solar Charging Lens บนหน้าปัดนาฬิกาในรุ่น Fenix 6S / 6 Solar และแถบ Solar Cell รอบจอแสดงผล ในรุ่น Instinct Solar เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานให้นาฬิกา ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในการทำกิจกรรมกลางแจ้งภายใต้คอนเซปท์ “Do what you love longer” ที่ให้พลังงานด้วยการชาร์จโดยตรงกับแสงอาทิตย์ หรือภายใต้แสงชนิดอื่น ๆ ที่มีความเข้มแสง 50,000 lux หรือมากกว่า ให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานต่อเนื่องในโหมด GPS ในรุ่น Fenix 6S Solar ได้ถึง 28 ชม.ในรุ่น Fenix 6 Solar ได้ถึง 40 ชม.และในรุ่น Instinct Solar ได้ถึง 38 ชม. และยังสามารถจัดการการใช้พลังงานแบตเตอรี่ด้วยการตั้งค่าเปิด-ปิดโหมดการใช้งานและการวัดค่าต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือกีฬาเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแสดงผลเป็นชั่วโมงการใช้งานที่เหลือ เพื่อการวางแผนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน” นายไกรรพกล่าว

นอกจากนี้ สมาร์ทวอทช์ทั้ง 2 รุ่น ยังเพิ่มโหมดฟังก์ชันใหม่เพื่อเอาใจนักเล่นเซิร์ฟและเดินป่า โดยมีจุดเด่น เพิ่มขึ้นมาคือ Surf-Ready Features ซึ่งเป็นโหมดสำหรับเล่นเซิร์ฟ มีการติดตามและบันทึกข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม เข้าถึงข้อมูลจุดต่าง ๆ ของจุดเล่นเซิร์ฟ เช่น ความสูงคลื่น ระดับน้ำขึ้น-ลง สภาพภูมิอากาศ เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้านโหมดสำหรับสายเดินป่า มี 3 เซนเซอร์แจ้งเตือน A – Altimeter เพื่อบอกความสูงจากระดับน้ำทะเล B – Barometer บอกความกดอากาศ (เตือนพายุได้) C – Compass บอกทิศทาง (N/S/E/W) ซึ่งจำเป็นสำหรับสายเดินป่ารวมถึงกลุ่มใช้งานกิจกรรม outdoor ด้วย 3 เซนเซอร์หลักที่ใช้ในการนำทางและเดินป่า ช่วยให้ทราบถึงความสูง ความชัน สามารถใช้งาน outdoor แม้ในพื้นที่ไม่มีสัญญาณ GPS นอกจากนี้ยังมีโหมดตอบโจทย์สายรักสุขภาพด้วยเทคโนโลยีเซนเซอร์วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด (ค่า SpO2*) ทำงานคู่กับโหมดติดตามการปรับสภาพเข้ากับระดับความสูง (Altitude Acclimation) และโหมดวัดคุณภาพการนอน (Sleep Monitor) ติดตามสภาพร่างกายได้ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพความสูงได้ หรือร่างกายยังไม่สมบูรณ์พอสำหรับกิจกรรมหนัก ๆ เพื่อประเมินสุขภาพของผู้ใช้และวัดความพร้อมของร่างกายในทุกกิจกรรมเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

Fenix 6S / 6 Solar มาพร้อมสีใหม่ 4 สี Light Gold, Purple, Black และ Cobalt Blue ในราคาเริ่มต้น 31,500 บาท และ Instinct Solar มาพร้อมดีไซน์แบบ tactical style อันเป็นเอกลักษณ์ของ Instinct และสีใหม่ 6 สี Tidal Blue, Orchid, Lichen Camo, Moss, Pipeline และ Cloudbreak ในราคา เริ่มต้น 13,990 บาท

ผู้ที่สนใจ GARMIN รุ่นต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ และสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย GARMIN ทั่วประเทศ หรือ www.garminbygis.com

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

รู้จัก “1+8+N” กลยุทธ์ในสนามแห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะและอีโคซิสเต็มของหัวเว่ย

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคทั่วไป มุ่งมั่นสร้างวิถีชีวิตอัจฉริยะอย่างแท้จริงให้แก่ผู้ใช้ ด้วยแนวคิด “ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ” หรือ “Seamless AI Life” ต่อยอดจากการเป็นผู้ส่งมอบสมาร์ทโฟนแถวหน้าของตลาด ด้วยการเพิ่มเติมสมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อบูรณาการการใช้งาน ผ่านการเชื่อมต่อ แบ่งปันคอนเทนต์และเสริมศักยภาพของแต่ละอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมนำร่องด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ตอบสนองเทรนด์ความต้องการแห่งอนาคต

จุดแข็งของหัวเว่ยคือเป็นการเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่มีระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นของตนเอง ซึ่งนับเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่งในการสร้างอีโคซิสเต็มที่ไร้รอยต่อภายในอาณาจักรของหัวเว่ย ภายใต้กลยุทธ์ธุรกิจที่ชื่อว่า 1+8+N”  ซึ่งจะกำหนดแนวทางการรุกตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอัจฉริยะของหัวเว่ยตลอดระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเลข 1 หมายถึง สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์หลักที่จะเป็นหัวใจในการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของดีไวซ์อื่นๆ ขณะที่ 8 หมายถึง สมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ อีก 8 อย่างที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ได้แก่ แล็ปท็อป แท็บเล็ต สมาร์ทวอทช์ หูฟังไร้สาย แว่นตา ทีวีหรือหน้าจออัจฉริยะ ลำโพง และรถยนต์ ส่วน N หมายถึง อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) และเครื่องหมาย “+” หมายถึง เครือข่ายการเชื่อมต่อในบริเวณกว้าง (WAN) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ เช่น Huawei Share และ HiLink ที่จะผสานเครือข่ายอีโคซิสเต็มของหัวเว่ยให้สมบูรณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การทำงานที่ลื่นไหล เต็มประสิทธิภาพ และให้ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

สืบเนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเครือข่าย 5G ในประเทศไทย และเทรนด์การใช้งานของผู้บริโภคปัจจุบันที่นิยมมีอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์และสมาร์ทแก็ดเจ็ตมากกว่า 1 ชิ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้สมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์ IoT ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น  หัวเว่ยคอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป จึงผลักดันผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทเข้าสู่ตลาด ในหลากหลายระดับราคา เพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างเท่าเทียม โดยมีสมาร์ทโฟนสำหรับทุกกลุ่มผู้ใช้ ไล่เรียงตั้งแต่รุ่นระดับเรือธง P Series และ Mate Series รุ่นกลางอย่าง nova Series และรุ่นเล็กราคาสบายกระเป๋า อย่าง Y Series นอกจากนี้ยังมีแล็ปท็อป แท็บเล็ต ไปจนถึงกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ (wearable) อย่างสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทกลาส (แว่นตาอัจฉริยะ) และอุปกรณ์เสริม (gadget) เช่น หูฟังไร้สาย เป็นต้น โดยอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมดจะมาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อ เพื่อแบ่งปันข้อมูล คอนเทนต์ และยกระดับศักยภาพ ด้วยการแชร์ความสามารถระหว่างอุปกรณ์ตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้

สมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เหล่านี้ของหัวเว่ยจะมาพร้อมกับ HUAWEI Mobile Service ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้เชื่อมต่อและใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วผ่านเครือข่าย 5G, ระบบปฏิบัติการ EMUI และการต่อยอดไปถึงบริการ HUAWEI Assistant ทั้งนี้ การเชื่อมต่ออุปกรณ์มีหลากหลายฟีเจอร์ อาทิ HUAWEI Share ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ แบ่งปันข้อมูล แชร์ศักยภาพการทำงานระหว่างอุปกรณ์ ผ่านการแตะอุปกรณ์เข้าด้วยกันเพียงสัมผัสเดียว (One Tap) หมดปัญหาความยุ่งยากของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแก้ปัญหาความไม่เสถียรไปโดยปริยาย

กลยุทธ์ 1+8+N เป็นจุดเริ่มต้นของหัวเว่ยในการสร้างอีโคซิสเต็มอันสมบูรณ์แบบให้กับการใช้ชีวิตไร้รอยต่อในโลกแห่งอนาคตและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์สมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบันไปจนถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า ช่วยสร้างการติดต่อสื่อสารและการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน และความสัมพันธ์ให้โลกของเรายิ่งใกล้กันมากขึ้น ตามคำกล่าวที่ว่า “Together in Just One Tap”

โดยขณะนี้หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป มีแคมเปญ Together 2020 ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้บริโภคทั่วไปและแฟนๆ ของแบรนด์ได้มีโอกาสใช้งานหลากหลายอุปกรณ์ รวมถึงเชื่อมต่อการทำงานระหว่างอุปกรณ์มากยิ่งขึ้น จึงจัดโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ครบชุดทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในทุกระดับ ตอบโจทย์การใช้งานทุกเพศทุกวัย พร้อมของสมนาคุณและส่วนลดสูงสุดถึง 20% สําหรับซื้ออุปกรณ์เสริมของหัวเว่ยหรือแก็ดเจ็ต รวมถึงสิทธิพิเศษมากมาย เช่น ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุดถึง 24 เดือนสำหรับบัตรเครดิตและผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการ ณ Huawei Experience Store ที่ร่วมรายการ โดยโปรโมชั่นสุดคุ้มนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค.นี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ 1+8+N และแคมเปญ “Together in Just One Tap” สามารถคลิกดูได้จากลิงค์นี้: https://consumer.huawei.com/th/campaign/together-2020/1-8-n/

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

HUAWEI เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2019 ผลักดันด้านความเสถียรของเครือข่าย พร้อมความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

หัวเว่ยเผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2019 โดยระบุถึงความคืบหน้าของบริษัทในการสนับสนุนด้านความเสถียรและความปลอดภัยของเครือข่าย การลดการก่อมลพิษ การรับมือกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (climate change) การนำเทคโนโลยี “TECH4ALL” มาปรับใช้จริง และสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านความเสถียรของเครือข่ายยังคงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มีต่อความรับผิดชอบทางสังคมและภารกิจของหัวเว่ย โดยในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤติ อาทิ แผ่นดินไหว พายไต้ฝุ่น สึนามิ หรือความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการปะทะของกองกำลังติดอาวุธ พนักงานของหัวเว่ยถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยดูแลให้เครือข่ายการสื่อสารเป็นปกติและคอยช่วยเหลือให้การปฏิบัติงานบนเครือข่ายต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นท่ามกลางวิกฤติการณ์เหล่านั้น ในปี 2019 หัวเว่ยได้คอยดูแลให้เครือข่ายต่างๆ สามารถใช้งานได้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่และภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่า 200 เหตุการณ์

นายเหลียง หัว ประธานคณะกรรมการของหัวเว่ยกล่าวว่า “ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เผชิญกับความท้าทายมากมายที่ไม่เคยประสบมาก่อน แต่เราก็ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง เราทำงานอย่างข้ามวันข้ามคืนเพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆ ในธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งยังสามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเราได้ช่วยติดตั้งเครือข่ายในกว่า 170 ประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐ การทำให้เครือข่ายต่างๆ เหล่านี้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมทั้งทำให้ผู้คนมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อใช้งาน ไม่เพียงเป็นแค่วัตถุประสงค์ของเรา แต่ยังเป็นเป้าหมายหลักในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเราอีกด้วย”

หัวเว่ยยังได้เปิดเผยเป้าหมายในระยะกลางและระยะยาว ในด้านการลดการปล่อยมลพิษก๊าซเรือนกระจก ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงความคืบหน้าต่างๆ ในปี 2019 ด้วยเช่นกัน

ด้านภารกิจการลดมลพิษจากก๊าซเรือนกระจก ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์หลักจากหัวเว่ยเพิ่มขึ้นถึง 22% โดยในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยใช้พลังงานสะอาดกว่า 1,250 ล้านกิโลวัตต์ เทียบเท่ากับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 570,000 ตัน

เพื่อร่วมมีส่วนช่วยเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ เช่น 86% ของผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งคืนมายังบริษัท ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ของหัวเว่ยเพียง 1.24% ที่ถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบ

หัวเว่ยยังใช้ทรัพยากรหมุนเวียนมากขึ้น โดยโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่สร้างขึ้นในแคมปัสของหัวเว่ยมีกำลังการผลิตรวม 19.35 เมกะวัตต์ และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 13.57 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2019 ทั้งนี้ หัวเว่ยยังได้ประยุกต์ใช้โซลูชัน Smart PV ในขอบข่ายที่ใหญ่ขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ในจังหวัดคูคุย ประเทศอาร์เจนตินา โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับ 160,000 ครัวเรือน

หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัล และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน RuralStar Lite (the RuralStar Lite solution) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไซต์สัญญาณได้อย่างมหาศาล และสามารถเชื่อมต่อประชากรมากกว่า 40 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โซลูชันดังกล่าวสร้างการเชื่อมต่อผ่านสภาพภูมิประเทศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่ราบ เนินเขา ทะเลทราย หรือหมู่เกาะ หัวเว่ยยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สร้าง DigiTruck ห้องเรียนดิจิทัลเคลื่อนที่ ซึ่งฝึกอบรมความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลให้กับชาวเคนยาเกือบ 800 รายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และในเดือนกันยายน 2019 หัวเว่ยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานระดับภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกของยูเนสโก ในการทำงานร่วมกันเพื่อนำ DigiTruck เข้าไปในอีกหลายประเทศ และทำให้ชาวแอฟริกาทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน

หัวเว่ยระบุในรายงานว่า เทคโนโลยีไอซีทีจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และขอให้ทั้งแวดวงอุตสาหกรรมร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ

นายเทา จิงเหวิน (Tao Jingwen) คณะกรรมการและประธานกรรมการ CSD ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยเชื่อในการเปิดกว้างและความร่วมมือเพื่อความสำเร็จร่วมกัน เรากำลังทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ร่วมแวดวงอุตสาหกรรม เช่น บริษัทซัพพลายเออร์ของเรา เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มของภาคอุตสาหกรรม เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ได้ เราจะมุ่งมั่นต่อไปจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าของเราและสังคมโลกในวงกว้างต่อไป”

อ่านรายงานด้านความยั่งยืนปี 2019 ฉบับเต็มของหัวเว่ยได้ที่ http://www.huawei.com/en/sustainability/sustainability-report

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์1 ชั่วโมง ที่แล้ว

GARMIN เปิดตัวนวัตกรรม Solar Charging ในรุ่น Fenix 6 – Instinct เปลี่ยนแสงเป็นพลังงาน เพิ่มเวลาการใช้งานให้ยาวนานกว่าเดิม

บริษัท จีไอเอส จำกัด...

Android News2 ชั่วโมง ที่แล้ว

หลุดเรนเดอร์ Samsung Galaxy Tab S7 พร้อม S-Pen และคีย์บอร์ดแบบใหม่

หลุดออกมาแบบชัดๆ ครั...

Apple News3 ชั่วโมง ที่แล้ว

นักวิเคราะห์เผย iPhone 12 เปิดตัวกันยายนตามเดิม แต่พร้อมขายเต็มกำลังในเดือนตุลาคม

บริษัทวิเคราะห์ชื่อด...

Android News3 ชั่วโมง ที่แล้ว

พรีวิวแกะกล่อง realme C11 “แบตใหญ่ สนุกไม่สะดุด” ดีไซน์สะดุดตา, แบต 5000mAh ใช้งานได้ทั้งวัน พร้อมกล้องหลังคู่ AI

realme C11 สมาร์ทโฟน...

Wearable4 ชั่วโมง ที่แล้ว

Xiaomi Mi Band 5 เตรียมใช้ชื่อ Mi Smart Band 5 ใน Global และไม่มี NFC ตามข่าวลือ

Xiaomi เตรียมที่จะเป...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง