ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

น้องอุ่นใจปลื้ม คว้ารางวัลภาพยนตร์โฆษณาบน YouTube ที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุด ประจำปี 2019 ตอกย้ำแบรนด์ที่สื่อสารได้ตรงใจคนไทยทุกเจเนอเรชัน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ภาพยนตร์โฆษณาอุ่นใจ WITH YOU” จาก เอไอเอส ขึ้นแท่นคว้ารางวัลอันดับ 1 จากการจัดอันดับ<https://www.thinkwithgoogle.com/intl/th-th/advertising-channels/video/youtube-ads-leaderboard-thai-full-2019/>โฆษณาที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุดประจำปี 2019 บน<https://www.thinkwithgoogle.com/intl/th-th/advertising-channels/video/youtube-ads-leaderboard-thai-full-2019/> <https://www.thinkwithgoogle.com/intl/th-th/advertising-channels/video/youtube-ads-leaderboard-thai-full-2019/> YouTube<https://www.thinkwithgoogle.com/intl/th-th/advertising-channels/video/youtube-ads-leaderboard-thai-full-2019/> (YouTube Ads Leaderboard 2019) ตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าใจและสื่อสารได้ตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันหลังจากเคยสร้างปรากฏการณ์โฆษณาที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุดบนแพลตฟอร์มวิดีโอชั้นนำระดับโลก YouTube มาแล้วถึง 2 ครั้ง ด้วยแคมเปญ AISxLISA (สำหรับการจัดอันดับในครึ่งแรกของปี 2019<https://www.thinkwithgoogle.com/intl/th-th/advertising-channels/video/youtube-ads-leaderboard-thai-h1-2019/>) และ บุพเพสันนิวาสตอนพิเศษ (สำหรับการจัดอันดับในปี 2018<https://www.thinkwithgoogle.com/intl/th-th/advertising-channels/video/youtube-leaderboard-th-2018/>)

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าแผนกงานบริหารแบรนด์ เอไอเอส กล่าวว่าสำหรับแคมเปญอุ่นใจ WITH YOU” เราตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาสินค้า และบริการ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าทุกเจเนอเรชัน โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกสู่สาธารณชนเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ดำเนินเรื่องผ่านเพลงพิเศษ ซึ่งได้พรีเซ็นเตอร์หนุ่มเสียงดีอย่างทอม อิศรามาร่วมถ่ายทอดความไพเราะ และความมุ่งมั่นของเอไอเอส พร้อมเผยน้องอุ่นใจลุคใหม่ที่ปรับภาพลักษณ์ให้น่ารัก เป็นมิตร และเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยทุกวัยมากยิ่งขึ้น โดยโฆษณาดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ชม จนมียอดรับชมสูงถึง 56 ล้านครั้ง ส่งผลให้อุ่นใจ WITH YOU” ขึ้นแท่นและคว้ารางวัลโฆษณาที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุดประจำปี 2019 บน YouTube (YouTube Ads Leaderboard 2019) มาครอบครองได้สำเร็จ

ด้าน น้องอุ่นใจ กล่าวว่าขอบคุณคนไทยที่เอ็นดู และสนับสนุนน้องอุ่นใจมาโดยตลอด รางวัลที่ได้ในครั้งนี้ เป็นความภาคภูมิใจของเอไอเอสเป็นอย่างยิ่ง โดยตลอดระยะเวลากว่า 15  ปีที่ผ่านมา แม้น้องอุ่นใจจะมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่น้องอุ่นใจไม่เคยเปลี่ยน คือการส่งมอบความอุ่นใจและสรรหาบริการใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์กับคนไทยทุกคนเสมอ

สำหรับรางวัล YouTube Ads Leaderboard 2019 ใช้เกณฑ์การพิจารณาผลงานโฆษณาจากความนิยมและความชื่นชอบของผู้ชม โดยมี นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท กูเกิล ประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดี

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

realme ขยายการเติบโตบุกเข้าสู่ 59 ตลาดทั่วโลก พร้อมจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุมากกว่า 40 ล้านคน

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา realme แบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เดินหน้าเข้าสู่ 59 ตลาดทั่วโลก (ไม่รวมทวีปอเมริกาเหนือ) พร้อมทั้งตอกย้ำการเติบโตด้วยจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุมากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเติบโตอย่างรวดเร็วของ realme หลังจากรักษาตำแหน่งแบรนด์สมาร์ตโฟนอันดับ 7 ของโลกในไตรมาสแรกของปี 2563

ในช่วงต้นเดือนมกราคม realme เข้าสู่ 27 ตลาดทั่วโลก และในเวลาเพียงครึ่งปี realme ขยายตลาดอย่างรวดเร็วครอบคลุมถึง 59 ตลาดทั่วโลก (ไม่รวมทวีปอเมริกาเหนือ) และติด 5 อันดับแรกของแบรนด์สมาร์ตโฟนในหลายตลาด เพราะด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงในแต่ละภูมิภาค, ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติครบครัน รวมทั้งโมเดลธุรกิจแบบ Light Assets, Short Channel และการวางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce  สำหรับประเทศอินเดีย realme ครองอันดับ 5 แบรนด์สมาร์ตโฟนมาอย่างยาวนาน และครองอันดับ 2 ในตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง สำหรับในประเทศอียิปต์หลังจากเข้าสู่ตลาดไม่ถึงปี realme เติบโตขึ้นอันดับ 4 แบรนด์สมาร์ตโฟนได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ realme ติด 1 ใน 5 แบรนด์สมาร์ตโฟนที่เติบโตเร็วที่สุด  โดยหลังจากเข้าสู่ตลาดเพียง 1 ปี realme ติดอันดับ 5 แบรนด์สมาร์ตโฟนในประเทศฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และพม่า รวมทั้งประเทศกัมพูชาที่ใช้เวลาเพียงไตรมาสเดียวเท่านั้น และสำหรับตลาดประเทศไทย realme เติบโตครองอันดับ 4 แบรนด์สมาร์ตโฟนในไตรมาสแรกของปี 2563  ซึ่งตลาดทั้งหมดเหล่านี้ครอบคลุมมากกว่า 80% ของสมาร์ตโฟนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้ง realme ยังเดินหน้าก้าวสู่การเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำในตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งาน realme ทั่วโลกมีมากกว่า 35 ล้านคน และในเวลาเพียง 2 เดือน จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงครึ่งปีแรก realme เติบโตอย่างต่อเนื่องและตั้งเป้าที่จะทำยอดขายสมาร์ตโฟนถึง 100 ล้านเครื่องภายใน 2-3 ปี  เมื่อต้นปี 2563 realme ประกาศกลยุทธ์ “สมาร์ตโฟน + AIoT” ที่มุ่งมั่นสร้างไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่สู่ชีวิตที่สมาร์ทผ่านการเชื่อมต่อของทุกดีไวซ์ ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน realme ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ AIoT ไปแล้วกว่า 10 รุ่น และภายในปีนี้ realme วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AIoT อีกมากกว่า 50 รุ่น และอีกกว่า 100 รุ่น ภายในปี 2564 โดย realme ยืนยันเดินหน้าผลักดันการเติบโตและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าและดีไซน์ที่โดดเด่น

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัว OPPO Watch Series ดีไซน์ที่โดดเด่น ขับเคลื่อนด้วย Wear OS by Google ในราคาเริ่มต้นเพียง 5,999 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

OPPO ประกาศเปิดตัว OPPO Watch Series ผลิตภัณฑ์ Smartwatch ครั้งแรกจาก OPPO ภายใต้สโลแกน “เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ” โดย OPPO Watch Series ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความผสมผสานระหว่างดีไซน์แฟชั่นและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่บางเบา สวมใส่ถนัดมือ พร้อมหน้าจอ 3D Dual-Curved Display ครั้งแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วย Wear OS by Google พร้อมทั้งฟีเจอร์ AI Outfit แมทซ์ทุกลุคทุกสไตล์ และ Watch VOOC Flash Charging ระบบชาร์จไวที่จะทำให้คุณสนุกไปกับการใช้งานได้ทั้งวัน โดย OPPO Watch Series มีทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน คือ OPPO Watch 41mm ในราคา 5,999 บาท และ OPPO Watch 46mm ในราคา 7,999 บาท พร้อมมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเชื่อมต่ออัจฉริยะแล้ววันนี้

 

มอบประสบการณ์ดั่งสมาร์ทโฟนเรือธง

OPPO Watch Series มีดีไซน์ที่บางเบา สวมใส่ง่าย โดย OPPO Watch 46mm มาพร้อมกับหน้าจอ 3D Dual-Curved Display ครั้งแรกของโลก หรือที่เรียกว่า Flexible Dual – Curved Display ด้วยหน้าจอ AMOLED Screen แบบโค้งมน ขนาด 1.91 นิ้ว ให้ความละเอียดและความคมชัดสูง พร้อมเห็นได้อย่างชัดเจนแม้อยู่กลางแจ้ง ในขณะที่ OPPO Watch 41mm มาพร้อมหน้าจอรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ขนาด 1.6 นิ้ว ให้ความกะทัดรัดเมื่อสวมใส่

 

แมทซ์ทุกลุค พร้อมทุกเทรนด์แฟชั่นด้วยฟังก์ชัน AI Watch Face

ให้คุณสนุกไปกับการแต่งกายได้มากขึ้นด้วย AI Outfit บน OPPO Watch Series ผ่านแอปพลิเคชั่น HeyTap Health เพียงแค่ถ่ายภาพการแต่งกายของคุณ หน้าปัดของนาฬิกาก็จะสร้างสไตล์หน้าปัดให้เหมาะกับสไตล์ของคุณได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนภาพถ่ายในอัลบั้มเป็นวอลเปเปอร์ของนาฬิกาได้ด้วย Customizable Watch Face อีกด้วย

 

เชื่อมต่อแบบเต็มรูปแบบด้วย Wear OS by Google พร้อมกับ Watch VOOC Flash Charging แบบใหม่ ให้คุณสนุกไปกับการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

OPPO Watch Series ทำงานบน Wear OS by Google ทำให้เข้าถึงฟังก์ชันและแอปพลิเคชั่นจาก Google ได้อย่างเต็มรูปแบบ มีการประมวลผลแบบสองชิปเซ็ตหรือระบบ Dual-Chip Endurance System สามารถสลับระหว่าง Smart Mode ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon และ Power Saver Mode ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป Apollo3 ที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงในขณะเดียวกันก็สามารถประหยัดพลังงานได้ด้วย ทั้งยังสามารถโทรออก รับสายโทรศัพท์ พร้อมตอบข้อความได้ง่ายๆ เพียงเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ

 

โดย OPPO Watch 46mm มีระยะเวลาการใช้งานสูงสุด 36 ชั่วโมงใน Smart Mode หรือ 21 วันใน Power Saver Mode และ OPPO Watch 41mm มีระยะเวลาการใช้งานสูงสุด 24 ชั่วโมงใน Smart Mode หรือ 14 วันใน Power Saver Mode พร้อมระบบชาร์จไวที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตได้มากขึ้นด้วย Watch VOOC Flash Charging ชาร์จแบตเตอรี่เต็มในเวลา 75 นาที และ ชาร์จเพียง 15 นาที สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

 

ผู้ช่วยดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตหรือออกกำลังกายในรูปแบบไหน OPPO Watch Series ก็สามารถรองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันการออกกำลังกายถึง 5 โหมด ได้แก่ Fitness Run, Fat Burn Run, Outdoor Walk, Outdoor Cycling และ Swimming พร้อมเซ็นเซอร์สำหรับการออกกำลังกายถึง 5 เซ็นเซอร์ เพื่อการตรวจจับและวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น การติดตามการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ และการหายใจของคุณ อีกทั้งยังสามารถป้องกันน้ำได้สูงสุดถึง 50 เมตร ใน OPPO Watch 46mm และ 30 เมตร ใน OPPO Watch 41mm ให้คุณพร้อมลุยในทุกสถานการณ์

 

OPPO Watch Series มี 2 รุ่นด้วยกัน คือ OPPO Watch 41mm มาในสี Pink Gold และ สี Black ราคา 5,999 บาท และ OPPO Watch 46mm มาในสี Black ราคา 7,999 บาท พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ดังนี้

 

OPPO Watch Series จะพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2563 ที่ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดย OPPO Watch 41mm มาในราคา 5,999 บาท และ OPPO Watch 46mm มาในราคา 7,999 บาท พร้อมสามารถผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม https://www.oppo.com/th/accessory-oppo-watch/

นอกจากนี้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น OPPO จึงเตรียมมอบความพิเศษด้วย My OPPO Application แอปพลิเคชั่นที่มาพร้อมสิทธิพิเศษสุดคุ้มและส่วนลดมากมายแก่ผู้ใช้ OPPO โดยเฉพาะ แล้วพบกันเร็วๆ นี้

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/oppothai

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G AIS 5G x Samsung Galaxy A71 5G
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

พาไปสัมผัส Samsung Galaxy A71 5G สเปคเทพ ใช้งานลื่นๆ บน AIS 5G ในราคาเอื้อมถึง เริ่มเพียง 10,490 บาท

พาไปสัมผัสประสบการณ์...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนบุกเบิกพลังแห่ง 5G ที่เร็วและแรง พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 765G, จอ Ultra Smooth 120Hz และกล้อง AI หลัง 4 ตัว

realme X50 5G สมาร์ท...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนดีไซน์โดดเด่นในแบบที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์จัดเต็ม พร้อมถ่ายรูปสวยแบบครบทุกมุมมอง

รีวิว OPPO Reno4 สมา...

Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว Vivo TWS Neo หูฟังดีไซน์สวย เสียงระดับสตูดิโอ ความหน่วงต่ำ ควบคุมง่าย กันน้ำ และราคาสบายกระเป๋า

Vivo TWS Neo หูฟังคุ...

HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6 HUAWEI 3BB Router Wi-Fi 6
Featured4 สัปดาห์ ที่แล้ว

แกะกล่อง 3BB เราเตอร์รุ่นใหม่ Wi-Fi 6 เร็วแรง เต็มประสิทธิภาพ ให้ลูกค้าฟรีทุกแพ็กเกจ!

เชื่อว่าหลายคนเคยได้...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

Toy Story 4 LINE Theme for free Toy Story 4 LINE Theme for free
NAVER LINE2 ชั่วโมง ที่แล้ว

ธีม LINE แจกฟรี “Toy Story 4” ธีมจากแอนิเมชันสุดน่ารัก ลองใช้ฟรีทั้ง iOS และ Android

วันนี้มีธีม LINE มาแ...

Apple News13 ชั่วโมง ที่แล้ว

Apple Arcade เปิดตัวเกมใหม่ Next Stop Nowhere พร้อมอัปเดตใหม่ 4 เกม

เกม: Next Stop Nowhe...

ข่าวประชาสัมพันธ์14 ชั่วโมง ที่แล้ว

น้องอุ่นใจปลื้ม คว้ารางวัลภาพยนตร์โฆษณาบน YouTube ที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุด ประจำปี 2019 ตอกย้ำแบรนด์ที่สื่อสารได้ตรงใจคนไทยทุกเจเนอเรชัน

ภาพยนตร์โฆษณา “อุ่นใ...

ข่าวประชาสัมพันธ์14 ชั่วโมง ที่แล้ว

realme ขยายการเติบโตบุกเข้าสู่ 59 ตลาดทั่วโลก พร้อมจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุมากกว่า 40 ล้านคน

ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎา...

ข่าวประชาสัมพันธ์1 วัน ที่แล้ว

เปิดตัว OPPO Watch Series ดีไซน์ที่โดดเด่น ขับเคลื่อนด้วย Wear OS by Google ในราคาเริ่มต้นเพียง 5,999 บาท

OPPO ประกาศเปิดตัว O...

มือถือมาใหม่

ติดตาม กินเที่ยวกัน

กำลังมาแรง