ติดตามพวกเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอบีม คอนซัลติ้ง เปิดเผยการศึกษาเกี่ยวกับ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในธุรกิจบริการทางการเงินในประเทศ พบความท้าทายที่ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยการศึกษาเรื่อง “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) – Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของธุรกิจ คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้ามาในตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว เอบีมพบว่าสถาบันการเงินกว่า 90% มีการวางแผนที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลยังทำให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยได้ผลกำไรเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่งถึง 63% โดยเอบีมแนะนำให้ธุรกิจบริการทางการเงินในไทยตัดสินใจดำเนินการโดยอิ้งจากโรดแมปที่ทางบริษัทควรจะมีและเริ่มต้นกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล สำหรับแนวทางโรดแมปการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล มี 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า หรือแนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจากการวิจัยยังพบว่าบริษัทที่ลงทุนกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานจะมีผลกำไรเฉลี่ยเพิ่มมากกว่าถึง 4 เท่า

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา    ระดับโลก ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน    ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยว่าสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟินเทค บล็อกเชน บริษัทสตาร์ทอัพ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาคธนาคาร และสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคการเงิน กำลังรุกตรงดิ่งเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  ความเชี่ยวชาญด้านหนึ่งของเอบีม คือการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจภาคการเงิน ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ศึกษาเรื่อง  “Digital Transformation in Financial Services Industry (FSI) –Challenges Lie Ahead” หรือ “การปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในธุรกิจบริการทางการเงิน – ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า” ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล คือความจำเป็นที่ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่ตลาดของบรรดาคู่แข่ง หรือความจำเป็นที่ต้องนำหน้าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดที่กำลังใช้กลยุทธ์ด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน

“ในหลายตลาดที่พัฒนาแล้ว ผู้เล่นหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า และทิ้งบรรดาธุรกิจดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเหล่านี้กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งเพิ่มระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อระบบดิจิทัล และจากการศึกษายังระบุด้วยว่า 3 ใน 4 หรือ 75% ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับการสำรวจ ต่างหวาดกลัวกับคู่แข่งที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล” นายฮาระกล่าว

โดยนายฮาระกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ในการเป็นปรึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ เอบีมได้ออกแบบแนวทางโรดแมปในการปฏิบัติการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ

แนวทางที่ 1 เพื่อเป้าหมายให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม (Incremental Goal): การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัล แนวทางนี้คือการเปลี่ยนระบบการทำงานแบบ Manual ไปเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นระบบดิจิทัล” แม้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทในยุคดิจิทัล แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามหรือเห็นว่าเป็นการดำเนินการขั้นพื้นฐาน โดยองค์กรหลายแห่งที่คำนึงถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เลือกที่จะนำแพลตฟอร์มยุคใหม่มาใช้เพื่อครอบระบบเดิมที่มีอยู่ ขณะที่บางองค์กรเลือกที่จะเปลี่ยนระบบหลักใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งสองแนวทางต่างเป็นรากฐานของกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นผู้นำตลาดในวันข้างหน้า

แนวทางที่ 2 เพื่อเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal): การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่า แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาศัยการแปรรูปหรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการของธุรกิจทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเครื่องมือและระบบใหม่ ๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนนั้นจะช่วยปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ได้ในหลากหลายรูปแบบ

แนวทางที่ 3 เพื่อเป้าหมายสูงสุด: การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมดให้เป็นรูปแบบดิจิทัล แนวทางนี้เป็นการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด เหมือนกับที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่พลิกโฉมหน้าของธุรกิจ จนทำให้สถาบันบริการทางการเงินต้องหันมาทบทวนธุรกิจของตนและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายฮาระอธิบายว่า เป้าหมายสุดท้ายของโครงการปรับเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นกับการตัดสินใจขององค์กร โดยเป้าหมายสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลอาจเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งก็คือโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล หรืออาจเป็นเป้าหมายในลักษณะให้ได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งได้แก่การปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันด้วยการขยายตลาดหรือปรับปรุงกระบวนการที่ทำอยู่ให้เป็นดิจิทัล จากการสำรวจบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงระบบภายในให้ทันสมัย และมากกว่า 90% ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนด้านดิจิทัลในที่ผ่านมาก จาก 1% ไปเป็นจำนวนมากกว่า 10%

บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่เริ่มทำโครงการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลต่างเห็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นในตัวชี้วัด    ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้า และอัตราการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ที่เร็วขึ้น  ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง แคปปิตอล วัน พบว่าอัตราการรักษาฐานลูกค้าเดิมดีขึ้นถึง 87% และต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ลดลง 83% หลังจากที่ได้ลงทุนในระบบดิจิทัล ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการประกันภัยที่ลงทุนกับการปรับปรุงระบบดิจิทัลให้ทันสมัยมีผลกำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวถึง  63%

“เราแนะนำให้บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินตัดสินใจลงมือปรับเปลี่ยนและจัดทำโรดแมปของบริษัท รวมทั้งเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าตลอดขั้นตอนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนั้น ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญพอ ๆ กับระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยพนักงานที่มีส่วนร่วมในระดับสูงจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ดีกว่า และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมได้เร็วยิ่งกว่า ทั้งนี้ สถาบันทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย อย่างยิ่งโดยเฉพาะกับพนักงานที่คุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ โดยบริษัทที่ลงทุนไปกับการสร้างประสบการณ์การทำงานให้กับพนักงานนั้นสามารถทำผลกำไรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 4 เท่า และมีรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยสนับสนุนและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องคล่องตัวขึ้นและสามารถทำงานได้แบบ “ทุกที่ ทุกเวลา” อีกทั้งในขณะเดียวกันจะต้องช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย” นายฮาระทิ้งท้าย

Advertisement
คลิกเพื่อแสดงความเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์

สำนักงานใหญ่ออปโป้ บริจาคหน้ากากอนามัย 20,000 ชิ้น แก่รพ.ศิริราช SiPH และ ศิริราช-กาญจนา พร้อมเป็นกำลังใจให้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

สำนักงานใหญ่ออปโป้ แบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของโลก ตระหนักถึงความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จากไวรัสโคโรน่า ซึ่งทำให้เกิดความต้องการในการใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก จึงได้บริจาคหน้ากากอนามัย ประเภท N95 จำนวน 20,000 ชิ้นให้แก่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โดยในครั้งนี้ทางโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นตัวแทนรับมอบ

นายชานนท์ จิรายุกุล ประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายบริหาร ออปโป้แห่งประเทศไทย ตัวแทน ออปโป้ สำนักงานใหญ่ (คนที่ 3 จากซ้าย) เข้าพบ รศ.นพ. ชาญ ศรีรัตนสถาวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (คนที่ 3 จากขวา) และ นพ. รัฐศักดิ์ วงศ์ลักษณะพิมล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (คนที่ 2 จากขวา)

นายชานนท์ จิรายุกุล ประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายบริหาร ออปโป้แห่งประเทศไทย เป็นตัวแทน ออปโป้ สำนักงานใหญ่ เข้าพบ รศ.นพ. ชาญ ศรีรัตนสถาวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และ นพ. รัฐศักดิ์ วงศ์ลักษณะพิมล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เพื่อนำมอบหน้ากากอนามัย ประเภท N95 จำนวน 20,000 ชิ้น ให้โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้นำไปใช้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พร้อมแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายชานนท์ จิรายุกุล ประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายบริหาร ออปโป้แห่งประเทศไทย ตัวแทน ออปโป้ สำนักงานใหญ่ มอบหน้ากากอนามัย ประเภท N95 จำนวน 20,000 ชิ้น

“ตอนนี้ทั้งโลกกำลังตระหนกกับ COVID-19 ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ของโลกใบนี้ ทางผมและออปโป้ ขอให้กำลังใจทุกท่าน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ คนไทยทุกคน และคนทั่วทั้งโลกใบนี้ เราต้องจับมือกัน ต้องเข้มแข็งและร่วมมือกัน พร้อมก้าวผ่านมันไปให้ได้ ผมและพนักงานออปโป้ทุกท่าน พร้อมส่งกำลังใจให้ทุกคนครับ” นายชานนท์ กล่าว

 

ออปโป้ ส่งกำลังใจให้แก่ทุกๆ ท่าน ผ่านจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ออปโป้ ไม่ได้เพียงตระหนักและส่งกำลังใจถึงบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังขอส่งกำลังใจให้แก่ทุกๆ ท่าน ผ่านจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ลานพาร์ค พารากอน, จอ Panoramix ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21, MRT สุขุมวิท และ สี่แยก รัชดา-อโศก เพื่อให้ทุกท่านเข้มแข็งและสามารถผ่านเหตุการณ์นี้ไปพร้อมกัน

อ่านต่อ...

Android App

NOSTRA Map ผุดแอปฯ D-WORK ติดตามพนักงาน WFH เรียลไทม์ ลดเสี่ยง รับ-แพร่ เชื้อโควิด-19 ช่วง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

 

นอสตร้า แมพ (NOSTRA Map) แอปพลิเคชันแผนที่นำทาง โดยบริษัท โกลบเทค จำกัด พัฒนาแพลตฟอร์มช่วยธุรกิจตรวจสอบตําแหน่งของพนักงานในความดูแลช่วง Work From Home ภายใต้ชื่อ D-WORK ช่วยผู้บริหารทีมให้สามารถตรวจสอบตำแหน่งของพนักงานในความดูแล เพื่อมั่นใจว่าพนักงานจะปลอดภัย และห่างไกลจากการเสี่ยงออกไปรับเชื้อโรค COVID-19 หากพนักงานออกไปนอกเขตพื้นที่ Registered Zone ในระหว่างวันทำงาน ผู้ดูแลระบบจะได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันทันที สนับสนุนการทำ Self – Quarantine กรณีมีพนักงานที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรค COVID-19 ต้องกักตัวในพื้นที่ที่กำหนดเพื่อเฝ้าระวังตลอด 14 วัน รองรับการใช้งานบนมือถือทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยผู้ดูแลระบบสามารถเห็นตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของพนักงานได้ผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ล่าสุดมีองค์กรสนใจทดลองนำไปใช้งานทั้งในภาครัฐและเอกชนแล้วกว่า 16 หน่วยงาน

 

นายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด กล่าวว่า จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ที่ล่าสุด หลายธุรกิจเริ่มออกมาตรการให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้าน เพื่อลดการรวมตัวจนนำไปสู่การรับเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อ จากปัจจัยดังกล่าว แพลตฟอร์ม “D-WORK” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นตัวช่วยธุรกิจสำหรับใช้ในการติดตามตรวจสอบตําแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของพนักงานในความดูแลระหว่าง Work From Home เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะปลอดภัย และห่างไกลจากการเสี่ยงออกไปรับเชื้อโควิด-19 และนำมาซึ่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพแม้จะทำงานจากที่บ้าน

 แพลตฟอร์ม “D-WORK” พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในยุควิกฤต ที่ธุรกิจจำเป็นต้องให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน โดยใช้งานเพื่อติดตามตรวจสอบตำแหน่งพนักงานในความดูแลว่ากำลังทำงานอยู่ที่บ้าน หรือพื้นที่ที่พนักงานลงทะเบียนไว้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพนักงานจะปลอดภัยและห่างไกลจากการเสี่ยงออกไปรับเชื้อโรคโควิด-19 ตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ข้างนอก” นายวิชัยกล่าว

 

D-WORK ทำงานในคอนเซ็ปต์ที่เข้าใจง่าย โดยหลังจาก ที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้บริการ (License) ในการใช้แอปพลิเคชันตามจํานวนพนักงาน ทีมงาน D-WORK จะส่งรายละเอียดการติดตั้งแอปฯ รวมถึง Username  Password  ในการเข้าใช้งานไปให้พนักงานแต่ละคน ติดตั้งและ Log in บนมือถือ ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เพื่อเข้าสู่ระบบ D-WORK จากนั้นผู้ดูแลหรือผู้บริหารขององค์กรจะสามารถเห็นตําแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของพนักงานทุกคนผ่านระบบเว็บมอนิเตอร์ติดตามแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบมอนิเตอร์ติดตามบนโมบายแอปพลิเคชันยังสามารถแบ่งระดับการมองเห็นเป็นแต่ละแผนก ให้ผู้ดูแลแต่ละทีมเห็นเฉพาะทีมของตัวเองได้ตามนโยบายขององค์กร โดยสามารถติดตามตรวจสอบตําแหน่งของพนักงานในความดูแล หากพนักงานออกไปนอกเขตพื้นที่ Registered Zone ในระหว่างวันทํางาน ผู้ดูแลระบบจะได้รับการแจ้งเตือนทันที ผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ทาง NOSTRA  ได้มีการนำระบบแพลตฟอร์ม D-WORK ทดสอบบริการดังกล่าวได้กว่า 2  สัปดาห์แล้ว ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดมีองค์กรให้ความสนใจและติดต่อเข้ามาเพื่อขอทดลองใช้งานทั้งในภาครัฐและเอกชนแล้วกว่า 16 หน่วยงาน นายวิชัยกล่าวทิ้งท้าย

 สำหรับ องค์กรที่สนใจ แพลตฟอร์ม D-WORK สามารถลงทะเบียนขอทดลองติดตั้งใช้งานฟรี วันนี้ถึง 12 เมษายนนี้ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.nostramap.com/dwork/ 

อ่านต่อ...

ข่าวประชาสัมพันธ์

dtac จัดค่ายแกนนำเยาวชนอินเทอร์เน็ต สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เปลี่ยนจาก “เหยื่อ” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ร่วมสร้างสังคมออนไลน์ปลอดภัย พร้อมชิงทุนต่อยอดโปรเจกต์รวมกว่า 400,000 บาท

เผยแพร่แล้ว

เมื่อ

โดย

เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาดและเป็นไปตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ค่ายแกนนำเยาวชนอินเทอร์เน็ต dtac Young Safe Internet Leader Camp Version 2.0  (YSLC) จึงได้เปลี่ยนรูปแบบสู่ “ค่ายออนไลน์” ลดความเสี่ยงจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทยที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดค่ายบ่มเพาะผู้นำเยาวชนทางออนไลน์ และใช้ระบบพี่เลี้ยงที่ช่วยให้นักเรียนค่ายสามารถทำโครงการต้านภัยออนไลน์ได้จนสำเร็จผ่านออนไลน์ที่จะใช้เวลานานตลอด 3-6 เดือน โดยค่าย YSLC นี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองอินเทอร์เน็ตที่มีความรับผิดชอบ (Responsible netizen) มีคุณสมบัติในการเปิดรับและพร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ อยู่เสมอ มีความมั่นใจในการใช้อินเทอร์เน็ต สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและระบุความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้ได้ รวมทั้ง สามารถเปลี่ยนบทบาทจากเหยื่อภัยออนไลน์ มาเป็นผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง และสามารถให้คำแนะนำแก่เพื่อนๆ หรือผู้คนรอบข้าง ในการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นช่วงเวลาปิดเทอม เด็กมัธยมหลายล้านคนใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้เยาวชนเผชิญกับภัยออนไลน์สูงขึ้น ดีแทคเชื่อว่า เยาวชนสามารถเปลี่ยนจากบทบาทของเหยื่อภัยออนไลน์ให้กลายมาเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ dtac Young Safe Internet Leader Camp 2.0 (YSLC) จึงเกิดขึ้นเพื่อ เป็นโอกาสให้แก่เยาวชนทั่วประเทศไทย สามารถเข้าถึงการเรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ผ่านบทเรียนและกระบวนการบ่มเพาะออนไลน์ ทั้งนี้ จากความสำเร็จของค่าย YSLC ครั้งที่ 1 ในปีที่แล้ว ทำให้ดีแทค มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยและภาคีพันธมิตร ร่วมกันสานต่อและเดินหน้าโครงการเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งในครั้งนี้จะมีความเข้มข้นมากขึ้นและสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของเด็กแต่ละคน จึงได้ออกแบบหลักสูตรค่าย โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ เสริมภูมิคุ้มกัน เพิ่มเติมเทคนิคเฉพาะด้าน และต่อยอดโครงการด้วยความสำเร็จ ซึ่งหลักสูตรนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กอย่างหมอมิน เบญจพร ตันตสูติ เจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขาร่วมออกแบบด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าเด็กที่เข้าร่วมโครงการนี้ นอกจากทักษะและความรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) แล้ว ยังจะทำให้เด็กๆ มีวิธีการคิดอย่างเป็นระบบ มีการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) มากขึ้น”

 

เข้าใจภัยออนไลน์ให้ถ่องแท้ผ่านหลักสูตรเรียนออนไลน์เข้มข้น

ค่าย YSLC ครั้งที่ 2 นี้ จะมีเนื้อหาที่เข้มข้นขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นที่ควรรู้บนโลกไซเบอร์ ได้แก่

  • Anatomy of Fake News น้องๆ จะมีโอกาสร่วมกันค้นหาส่วนประกอบของข่าวปลอม เรียนรู้วิธีการแยกแยะข่าวสารที่ได้รับบนโลกออนไลน์ พร้อมสนุกไปกับเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบเนื้อหาบนโลกออนไลน์เบื้องต้น
  • Diversity and Cyberbullying น้องๆ จะได้ร่วมทำบททดสอบเฉพาะบุคคล เรียนรู้คุณค่าของตนเองและความแตกต่างของบุคคลรอบตัว พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการรับมือกับปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  • Online Privacy and Sexual Abuse น้องๆ จะได้เรียนรู้วิธีการในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ภัยร้ายและความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูล ได้แก่ การปลอมแปลงบัญชี การหลอกลวง และการละเมิดทางเพศ

สร้างแกนนำเยาวชนระดับชั้นมัธยมให้พร้อมขยายผล ทำโครงการรับมือภัยออนไลน์ที่โรงเรียน

ค่าย YSLC ครั้งที่ 2 เปิดรับเยาวชนระดับชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายหรือเทียบเท่า ให้สมัครอบรมเป็นทีม ทีมละ 3-5 คน และนำเสนอไอเดียใน “การแก้ปัญหาภัยร้ายบนโลกออนไลน์” โดยคณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกจากไอเดียที่มีความโดดเด่นน่าสนใจ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้และรับทุนเพื่อต่อยอดการดำเนินโครงการจริง พร้อมรับโอกาสสุดพิเศษมากมาย ได้แก่

  1. โอกาสในการเรียนรู้และรับคำปรึกษาแบบออนไลน์ เติมความรู้และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านดิจิทัลรายบุคคลและรายกลุ่มจากทีมวิทยากรที่มีชื่อเสียง เช่น ทีมข่าวชัวร์ก่อนแชร์ของ ช่อง 9 อสมท. Workpoint News และคณะทำงานปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ เช่น The Trust ผู้ชนะเลิศการออกแบบบอร์ดเกมส์ต้านคอร์รัปชัน และ OpenDream เป็นต้น
  2. โอกาสในการสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ เปิดโลกให้กับเยาวชนในการสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้และแนะนำบ่มเพาะการดำเนินโครงการที่นำเสนอให้เกิดขึ้นจริง ด้วยกระบวนการที่ออกแบบโดยทีมงานระดับนานาชาติอย่าง FabCafe Bangkok ที่มีประสบการณ์การ Scale-up และเครือข่ายกว่า 12 ประเทศทั่วโลก
  3. ทุนสนับสนุนโครงการ สำหรับดำเนินกิจกรรมจริงในโรงเรียนหรือชุมชน รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท (ทีมละ 20,000-40,000 บาท)
  4. โอกาสในการแสดงผลงานในมหกรรมแสดงผลงานระดับชาติ การเผยแพร่ผลงานบนช่องทางในสื่อชั้นนำ รวมถึงช่องทางของดีแทค และ http://awrd.com/en/  ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลกสำหรับเสนอไอเดียการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสร้างสรรค์โดย FabCafe

 

 

ทั้งนี้ ทีมที่ผ่านการคัดเลือก จะต้องผ่านการเรียนรู้ หัวข้อที่ 1 ภูมิคุ้มกันบนโลกออนไลน์ ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ (จำนวน 3-6 ชั่วโมง) เมื่อผ่านเรียนรู้ในหัวข้อที่ 1 แล้ว ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบถัดไป จะได้รับโอกาสในการดูแลและพัฒนาทักษะเฉพาะจากทีมพี่เลี้ยง (Mentor) โดยทีมพี่เลี้ยงจะเป็นผู้แนะนำบทเรียนใน หัวข้อที่ 2 การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และหัวข้อที่ 3 การดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ตามความเหมาะสมและสนใจของทีมนั้นๆ ในลำดับถัดไป

สำหรับค่าย YSLC Version 2.0 นี้ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ถึงวันที่ 10 เม.ย. 2563 ที่ https://www.safeinternet.camp/ ประกาศผลการคัดเลือก 20 เม.ย. พร้อมร่วมเข้าค่ายออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. เป็นต้นไป

อ่านต่อ...

กำลังฮอต

OPPO Find X2 Pro 5G The Best Camera Phone 14 OPPO Find X2 Pro 5G The Best Camera Phone 14
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

OPPO Find X2 Pro | 5G กล้องอันดับ 1 DXOMARK ถ่ายภาพออกมาจะสวยขนาดไหน ไปดูกันเลย

OPPO Find X2 Series ...

OPPO A31 All features you need to know OPPO A31 All features you need to know
Android News1 สัปดาห์ ที่แล้ว

จัดเต็ม 10 เหตุผลทำไมต้องเป็นเจ้าของ OPPO A31 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก สเปคสุดคุ้มค่า

OPPO A31 สมาร์ทโฟนน้...

HUAWEI Mate30 Pro 5G with TrueMove H 5G HUAWEI Mate30 Pro 5G with TrueMove H 5G
Android News2 สัปดาห์ ที่แล้ว

TRUE 5G ใช้งานได้แล้วบน HUAWEI Mate30 Pro 5G พร้อมวิธีกดรับสิทธิ์ทดลองใช้งาน 5G

HUAWEI แบรนด์สมาร์ทโ...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

รีวิว realme 6 สมาร์ทโฟนตัวคุ้ม กล้อง 64 ล้านพิกเซล กล้องระดับโปร พร้อมจอเหนือขั้น Refresh Rate 90Hz

realme 6 สมาร์ทโฟนกล...

Featured2 สัปดาห์ ที่แล้ว

3BB GIGATainment ความบันเทิงระดับโลกกับบ้านใหม่ของ HBO ในไทย พร้อมอินเทอร์เน็ต 1Gbps เริ่มต้น 590 บาท

3BB หนึ่งในผู้ให้บริ...

Advertisement

คลิปมาใหม่

ข่าวใหม่วันนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์55 นาที ที่แล้ว

สำนักงานใหญ่ออปโป้ บริจาคหน้ากากอนามัย 20,000 ชิ้น แก่รพ.ศิริราช SiPH และ ศิริราช-กาญจนา พร้อมเป็นกำลังใจให้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

  สำนักงานใหญ่อ...

Apple News2 ชั่วโมง ที่แล้ว

Foxconn คาดการณ์ iPhone 5G ช่วงปลายปีมีจำนวนเพียงพอแน่นอน เตรียมเปิดตัวช่วงเวลาเดิม

Bloomberg รายงานว่า ...

Android News2 ชั่วโมง ที่แล้ว

Honor Play 4T ว่าที่สมาร์ทโฟนตัวกลาง ชิป Kirin 810 เตรียมเปิดตัว 9 เมษายนนี้

หลังจากที่ Honor เปิ...

IT News3 ชั่วโมง ที่แล้ว

อาจลากยาว? Microsoft ประกาศเตรียมจัดงานบนออนไลน์ถึงกลางปี 2021

หนึ่งในบริษัทยักษ์ให...

Android News5 ชั่วโมง ที่แล้ว

OPPO Ace2 เตรียมตัดคำว่า Reno ออก ใช้ Snapdragon 865 และอาจเปิดตัว 13 เมษายนนี้

ในเดือนมีนาคมที่ผ่าน...

มือถือมาใหม่

กำลังมาแรง