รีวิว Samsung Galaxy Watch Ultra2 สมาร์ทวอทช์สายลุย พร้อมฟีเจอร์สุขภาพครบที่สุด

โดย Surin Khiewsart (Editor)

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมาร์ทวอทช์ไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกเวลา หรือใช้รับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนอีกต่อไป แต่กลายเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนใส่ติดข้อมือตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นนอน ออกกำลังกาย ทำงาน ไปจนถึงเข้านอน เพราะสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพและกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

Samsung Galaxy Watch Ultra2

Samsung เองก็พัฒนา Galaxy Watch มาอย่างต่อเนื่อง และสำหรับปีนี้ จุดเด่นไม่ได้อยู่แค่ฮาร์ดแวร์อัปเกรดใหม่ แต่เป็นการยกระดับ Samsung Health ให้กลายเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพแบบครบวงจร

Galaxy Watch Ultra2 จึงไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาสำหรับคนออกกำลังกาย แต่เป็นสมาร์ทวอทช์ที่รวมฟีเจอร์ด้านสุขภาพและฟีเจอร์สำหรับสาย Performance เข้าไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว ขณะที่ Galaxy Watch9 จะเน้นการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ช่วยเตือนความเสี่ยงก่อนการเกิดโรคเป็นหลัก ส่วน Ultra2 จะต่อยอดด้วยความแข็งแรง ความอึดของแบตเตอรี่ และฟีเจอร์เฉพาะสำหรับการวิ่งเทรลและดำน้ำเพิ่มเติม

ตลอดการใช้งานจริง Galaxy Watch Ultra2 สัมผัสได้เลยว่า ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์วัดข้อมูล แต่เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นคำแนะนำที่เข้าใจง่าย และนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้จริง

ดีไซน์สายลุย พรีเมียมสำหรับใส่ทุกวัน

แม้ชื่อ Ultra จะทำให้หลายคนคิดถึงนาฬิกาสำหรับกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม แต่เมื่อได้สวม Galaxy Watch Ultra2 จริง ๆ กลับรู้สึกว่ารุ่นใหม่ล่าสุดนี้มีความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงกับความพรีเมียมที่ดีเลย

ตัวเรือนขนาด 47 มม. ผลิตจากไทเทเนียม ซึ่งเป็นวัสดุที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา ทำให้แม้ตัวเรือนจะมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้รู้สึกหนักข้อมืออย่างที่คิด อีกทั้งสายรุ่นใหม่ยังออกแบบให้นุ่มขึ้นและสวมใส่สบายกว่าเดิม จึงสามารถใส่ได้ตั้งแต่เช้าจนเข้านอนโดยไม่รู้สึกอึดอัดมากนัก

สำหรับคนที่ใส่นาฬิกาตลอดวัน ความสบายเวลาสวมถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ Galaxy Watch Ultra2 ถูกออกแบบมาให้เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใส่ต่อเนื่อง ทั้งการวัดสุขภาพระหว่างวัน รวมถึงการติดตามการนอนตอนกลางคืน

Samsung ยังเพิ่มความแข็งแรงของตัวเครื่องให้พร้อมสำหรับการใช้งานหนัก ได้แก่

มือถือเรือธง ขายดีประจำสัปดาห์

รวมรุ่นน่าสนใจ ราคาดี เหมาะกับคนกำลังเลือกซื้อรุ่นใหม่
Top 5
1
vivo X300 Ultra
ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท
2
iQOO 15
ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท
3
OPPO Find X9 Ultra
ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท
4
HONOR Magic8 Pro
ราคาเริ่มต้น 39,990 บาท
5
POCO F8 Ultra
ราคาเริ่มต้น 23,990 บาท
* ราคาและโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ
  • ตัวเรือนไทเทเนียม
  • มาตรฐานกันน้ำ 10ATM
  • มาตรฐาน IP69K
  • รองรับมาตรฐาน EN13319 สำหรับการใช้งานด้านการดำน้ำ
  • หน้าจอความสว่างสูงสุด 5,000 nits สำหรับใช้งานกลางแจ้ง

ทำให้ Ultra2 ไม่ได้เหมาะเฉพาะนักกีฬา แต่ยังเหมาะกับคนที่เดินทางบ่อย ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความทนทานมากกว่านาฬิกาทั่วไป

แบตเตอรี่ที่พร้อมลุยจริง

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนกังวลเวลาเลือกสมาร์ทวอทช์คือแบตเตอรี่ เพราะยิ่งเปิด GPS หรือออกกำลังกายต่อเนื่อง แบตก็มักจะลดเร็ว แต่ Galaxy Watch Ultra2 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สาย Activity โดยเฉพาะ

Galaxy Watch Ultra2 ได้แบตเตอรี่ขนาด 800mAh ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในกลุ่ม Galaxy Watch พร้อมชิป Snapdragon Wear Elite ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการพลังงาน ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดประมาณ 100 ชั่วโมง เมื่อไม่เปิด GPS และหากเปิด GPS ตลอดเวลา สามารถใช้งานได้ประมาณ 20 ชั่วโมง หรือเทียบเท่าการวิ่งมาราธอนประมาณ 4 ครั้งต่อเนื่อง

สำหรับคนที่ออกกำลังกายจริงจัง ตัวเลขนี้สร้างความมั่นใจได้มากกว่าเดิม เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าออกทริปหนึ่งวันแล้วแบตเตอรี่จะหมดกลางทาง โดยเฉพาะสำหรับสาย Trail Running หรือคนที่ชอบเดินป่า แบตเตอรี่ที่อยู่ได้หลายวันถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน

Samsung Health จากแอปบันทึกสุขภาพ เป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพส่วนตัว

สิ่งที่เห็นได้ชัดเมื่อเริ่มใช้งาน Galaxy Watch Ultra2 คือ Samsung ไม่ได้โฟกัสเฉพาะการวัดค่าต่าง ๆ อีกต่อไป แต่นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย โดยแบ่งการดูแลสุขภาพออกเป็น 4 พฤติกรรมหลักของชีวิต ได้แก่ Sleep, Activity, Nutrition, Mindfulness

พร้อมใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น อัตราการเต้นหัวใจ, Heart Rate Variability, อุณหภูมิผิว, ความดันโลหิต และข้อมูลการหายใจ มาวิเคราะห์ภาพรวมของร่างกายในแต่ละวัน

สิ่งที่ชอบคือ Samsung Health ไม่ได้แสดงแต่กราฟหรือค่าตัวเลข แต่มีการแนะนำเป้าหมาย การฟื้นตัว รวมถึงคำแนะนำในการดูแลตัวเองให้เหมาะกับข้อมูลของแต่ละคน ทำให้การเปิดแอปในแต่ละวันไม่ใช่แค่การเช็กจำนวนก้าวเดิน แต่เป็นการดูว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาพแบบไหน และควรดูแลอะไรเพิ่มเติม

ดูแลสุขภาพครบทั้ง 4 พฤติกรรมหลักของชีวิต

Samsung วางแนวคิดของ Galaxy Watch รุ่นใหม่ไว้อย่างชัดเจนว่า สุขภาพของคนเราเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นหลัก จึงออกแบบมาให้ติดตามข้อมูลสุขภาพจาก 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • การกิน
  • การนอน
  • การออกกำลังกาย
  • ความเครียด

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อช่วยสะท้อนแนวโน้มสุขภาพของผู้ใช้งาน และแสดงสัญญาณความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในเบื้องต้น เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และอัลไซเมอร์ ผ่านข้อมูลที่วัดได้จากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ภายในนาฬิกา

แน่นอนว่า Galaxy Watch ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลลัพธ์ทั้งหมดมีไว้เพื่อการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคได้ หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม

Galaxy Watch Ultra2 วัดข้อมูลได้ละเอียดด้วย BioActive Sensor รุ่นใหม่

Galaxy Watch Ultra2 มาพร้อม BioActive Sensor รุ่นใหม่ของ Samsung โดยใช้ระบบ LED หลายช่วงคลื่นรวมถึง 7 สี เพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพได้หลากหลายกว่าสมาร์ทวอทช์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ค่าออกซิเจนในเลือด การนอน รวมถึงการวัดค่าด้านโภชนาการและ AGEs ที่เป็นฟีเจอร์ที่ไม่มีในสมาร์ทวอชท์แบรนด์อื่นในตลาด

สิ่งที่เห็นผลชัดที่สุดไม่ใช่เรื่องจำนวนเซ็นเซอร์ แต่คือข้อมูลที่ได้มีความหลากหลายมากขึ้น และเชื่อมโยงกันเป็นภาพรวมของสุขภาพ มากกว่าการวัดแยกเป็นฟีเจอร์ ๆ เหมือนที่ผ่านมา ทำให้ Galaxy Watch Ultra2 กลายเป็นมากกว่านาฬิกาออกกำลังกาย และเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่ใช้งานได้จริงในทุกวัน

หลังจากใช้งาน Galaxy Watch Ultra2 ไปได้สักระยะ สิ่งที่รู้สึกได้ชัดคือ ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนฟีเจอร์ให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เปลี่ยนวิธีคิดของการดูแลสุขภาพใหม่ทั้งหมด

ที่ผ่านมา สมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่จะเน้นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ นับก้าวเดิน หรือบันทึกการออกกำลังกายเป็นหลัก แต่ Galaxy Watch Ultra2 ทำให้ผู้ใช้มองสุขภาพในภาพรวม โดยใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การออกกำลังกาย และความเครียด ก่อนนำมาวิเคราะห์ผ่าน Samsung Health เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจร่างกายของตัวเองมากขึ้น

จุดเด่นคือฟีเจอร์เหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่เชื่อมโยงกันทั้งหมด ทำให้เวลาดูข้อมูลในแต่ละวัน เราจะเห็นภาพรวมของสุขภาพมากกว่าตัวเลขเพียงค่าเดียว

Antioxidant Index ช่วยสะท้อนว่าเรากินผักผลไม้เพียงพอหรือไม่

หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจที่สุดของ Galaxy Watch Ultra2 คือ Antioxidant Index หรือการวัดระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ฟีเจอร์นี้ใช้ BioActive Sensor ตรวจวัดระดับ Carotenoids ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในผักและผลไม้หลายชนิด เช่น แครอต มะเขือเทศ บรอกโคลี ผักโขม และแตงโม โดยสามารถวัดผ่านผิวหนังได้โดยตรงภายในเวลาประมาณ 5–10 วินาที

หลังจากใช้งานแล้ว ถือว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่มากสำหรับคนทั่วไป เพราะที่ผ่านมา สมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่จะเน้นวัดข้อมูลเกี่ยวกับหัวใจหรือการออกกำลังกาย แต่ Samsung หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการ โดย Antioxidant Index เปิดตัวครั้งแรกของโลกพร้อม Galaxy Watch8 นั่นเอง

การวัดก็ทำได้ไม่ซับซ้อน เพียงเข้าเมนูสารอาหารใน Samsung Health แล้วเลือกวัดค่า Antioxidant จากนั้นถอดนาฬิกาออกและใช้มือแตะที่เซ็นเซอร์ด้านหลัง ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็ทราบผลได้ทันที

ผลลัพธ์จะแสดงเป็นระดับต่าง ๆ พร้อมคำแนะนำเบื้องต้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ประเมินได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารเพียงพอหรือไม่ แน่นอนว่าค่านี้ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าสุขภาพดีหรือไม่ดี แต่เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยให้เราหันกลับมาสนใจเรื่องอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบจนลืมกินผักหรือผลไม้เป็นประจำ

AGEs Index ฟีเจอร์ใหม่ที่สะท้อนพฤติกรรมการกิน

หาก Antioxidant Index เน้นเรื่องการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ AGEs Index จะเน้นในอีกมุมหนึ่ง คือการสะท้อนผลกระทบจากพฤติกรรมการกินในระยะยาว

AGEs หรือ Advanced Glycation End-products คือสารที่เกิดจากน้ำตาลทำปฏิกิริยากับโปรตีนหรือไขมันในร่างกาย หากสะสมมากเกินไปอาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบของเซลล์ และสะท้อนแนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาพบางประการ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือโรคเบาหวาน

Galaxy Watch Ultra2 สามารถประเมินค่า AGEs ผ่านเซ็นเซอร์ BioActive แบบไม่ต้องเจาะเลือด โดยอาศัยเทคโนโลยีเดียวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงพยาบาลจาก Diagnoptics ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีของ Samsung

ผลลัพธ์จะแสดงเป็นระดับ ดังนี้

  • Low
  • Moderate
  • High
  • Very High

พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มของค่า AGEs และคำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยอุณหภูมิสูงบ่อย ๆ โดยค่า AGEs จะแสดงให้เห็นหลังจากสวม Galaxy Watch ระหว่างการนอน และสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้จาก Samsung Health

สิ่งที่ชอบคือ Samsung ไม่ได้แสดงเพียงตัวเลข แต่พออธิบายความหมายของค่าที่วัดได้ ทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายว่าควรปรับพฤติกรรมตรงไหน อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้เป็นการประเมินเพื่อการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

การนอนยังเป็นหัวใจสำคัญของ Samsung Health

หากต้องเลือกฟีเจอร์ที่ใช้งานบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน คงหนีไม่พ้นระบบติดตามการนอน Galaxy Watch Ultra2 ยังคงติดตามข้อมูลการนอนได้ละเอียด ได้แก่

  • ระยะเวลาการนอน
  • Sleep Stage (หลับตื้น หลับลึก REM และช่วงตื่น)
  • ระดับออกซิเจนในเลือด
  • อัตราการเต้นหัวใจ
  • HRV
  • อัตราการหายใจ
  • อุณหภูมิผิวหนัง

รวมถึงตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในห้อง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพอากาศ เสียงรบกวน และความสว่าง เพื่อช่วยแนะนำสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการนอนมากขึ้น

Samsung ยังมีระบบ Sleep Coaching ที่วิเคราะห์ข้อมูลการนอนต่อเนื่องหลายวัน ก่อนให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล ซึ่งช่วยให้การดูข้อมูลไม่ใช่แค่รู้ว่านอนกี่ชั่วโมง แต่เข้าใจคุณภาพการนอนได้มากขึ้น

นอกจากนี้แล้ว หลายคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองกรน เพราะนอนคนเดียว หรือไม่มีใครบอก Galaxy Watch Ultra2 จึงมีฟีเจอร์ Snore Detection ที่ช่วยบันทึกการกรนระหว่างการนอน

หลักการทำงานคือ นาฬิกาจะตรวจจับว่าผู้ใช้เข้าสู่ภาวะหลับแล้ว จากนั้นสมาร์ทโฟน Samsung ที่วางไว้ใกล้ตัวจะใช้ไมโครโฟนบันทึกเสียงกรน ขณะที่ Samsung Health จะใช้ AI วิเคราะห์ว่าเป็นเสียงกรนจริงหรือเป็นเพียงเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อม

การเปิดใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงเข้าเมนูนอนหลับใน Samsung Health เปิดการตรวจจับการกรน และวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวขณะนอน ก็จะสามารถดูจำนวนครั้งที่กรน รวมถึงฟังไฟล์เสียงที่ระบบบันทึกไว้ได้

ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับคนที่สงสัยว่าตัวเองนอนกรนหรือไม่ หรืออยากติดตามพฤติกรรมการนอนของตัวเองในระยะยาว โดยฟีเจอร์เป็นแค่สิ่งบ่งชี้ถึงสัญญานในร่างกาย แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

Sleep Apnea ตรวจจับสัญญาณภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ด้านการนอนที่ Samsung ให้ความสำคัญคือ Sleep Apnea ระบบจะติดตามข้อมูลการหายใจและระดับออกซิเจนระหว่างการนอน เพื่อประเมินจำนวนครั้งของการหยุดหายใจต่อชั่วโมง (AHI) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยบ่งชี้สัญญาณเบื้องต้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การใช้งานต้องเปิดฟีเจอร์ผ่าน Samsung Health Monitor จากนั้นสวม Galaxy Watch ขณะนอนให้ครบ 2 คืน ภายในระยะเวลา 10 วัน ระบบจึงจะเริ่มประเมินผลได้

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และการวัดความดันโลหิต เป็นฟีเจอร์ที่ Samsung ระบุว่าได้รับการรับรองในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเพื่อการดูแลสุขภาพ หากพบค่าผิดปกติควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

จะเห็นว่าฟีเจอร์แต่ละตัวไม่ได้แยกกันเป็นคนละระบบ ถ้าวันไหนนอนน้อย ระบบก็อาจแสดงค่า Stress สูงขึ้น ถ้าวันไหนออกกำลังกายหนัก ระบบก็จะสะท้อนผ่านค่า Recovery หรือข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ หรือหากพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป ก็อาจเห็นผลผ่านค่า Antioxidant และ AGEs ในช่วงถัดมา

ทั้งหมดนี้ทำให้ Samsung Health เหมือนเป็นผู้ช่วยที่คอยติดตามสุขภาพแบบต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นแอปสำหรับบันทึกข้อมูลเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่ใส่นาฬิกาทุกวัน จุดแข็งของ Galaxy Watch Ultra2 จึงไม่ได้อยู่ที่ฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนเห็นภาพรวมของสุขภาพในแต่ละวันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สมาร์ทวอทช์สาย Performance ที่พร้อมลุยทุกกิจกรรม

หลังจากใช้งาน Galaxy Watch Ultra2 ไปสักระยะ สิ่งที่เห็นชัดคือ Samsung แบ่งบุคลิกของนาฬิการุ่นนี้ออกเป็นสองด้านอย่างลงตัว โดยด้านแรกคือการเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพ ที่เราพูดถึงไปแล้วในตอนต้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการกิน การนอน ความเครียด หรือการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก

แต่อีกด้านหนึ่ง Ultra2 ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบออกกำลังกายจริงจัง และใช้เวลากลางแจ้งเป็นประจำ ซึ่งตรงนี้เองที่เริ่มเห็นความแตกต่างจาก Galaxy Watch9 อย่างชัดเจน

ต้องบอกเลยว่า Ultra2 ไม่ได้มีแค่โหมดออกกำลังกายเพิ่มขึ้น แต่ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยระหว่างการเล่นกีฬา ทั้งการนำทาง การติดตามเส้นทาง การประเมินความชัน การแจ้งเตือนการดื่มน้ำ ไปจนถึงโหมดดำน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้จริงในสนาม มากกว่าการดูข้อมูลหลังออกกำลังกายเสร็จ

Body Composition ข้อมูลที่มีประโยชน์กว่าการดูแค่น้ำหนักตัว

หลายคนเวลาเริ่มออกกำลังกาย มักจะชั่งน้ำหนักเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง น้ำหนักที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าสุขภาพดีขึ้นเสมอไป เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ องค์ประกอบของร่างกาย

Galaxy Watch Ultra2 สามารถวัด Body Composition ได้จากข้อมือ โดยใช้หลักการ Bioelectrical Impedance (BIA) เพื่อประเมินข้อมูล เช่น เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย มวลกล้ามเนื้อ ปริมาณน้ำในร่างกาย ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ละเอียดกว่าการดูน้ำหนักเพียงตัวเดียว

จากการใช้งาน การวัดทำได้ง่ายมาก เพียงเพิ่ม Tile ของ Body Composition ไว้บนหน้าปัด จากนั้นใส่ข้อมูลพื้นฐาน เช่น เพศ ส่วนสูง และน้ำหนัก แล้วใช้นิ้วกลางกับนิ้วนางแตะปุ่มของนาฬิกาตามคำแนะนำ ระบบก็จะเริ่มวัดผลทันที

ข้อมูล Body Composition จะถูกนำมาใช้ร่วมกับการตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพ พร้อมแสดงข้อความกระตุ้นและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้การลดไขมันหรือเพิ่มกล้ามเนื้อมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

การวัด Body Composition ห้ามใช้สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์ฝังอยู่ในร่างกาย เนื่องจากหลักการทำงานจะปล่อยกระแสไฟฟ้าระดับต่ำเข้าสู่ร่างกาย เช่นเดียวกับเครื่องชั่งวัดองค์ประกอบร่างกายทั่วไปครับ

อีกอันที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์มากๆ คือ Samsung Health นำข้อมูลจากการนอน ความเครียด การออกกำลังกาย รวมถึง Body Composition มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมิน Heart Health Score และ Vascular Stress หรือภาระการทำงานของหลอดเลือด ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าร่างกายกำลังรับภาระมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมี Daily Cardio Load ที่ใช้ประเมินภาระของระบบหัวใจและหลอดเลือดจากการออกกำลังกายสะสม เพื่อช่วยแนะนำช่วงเวลาการฝึกและการพักฟื้นให้เหมาะสมมากขึ้น

Stress และ Mindfulness ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ใช้งานได้บ่อยคือการติดตามความเครียด โดย Galaxy Watch Ultra2 สามารถวัดระดับความเครียดได้ตลอดวัน และหากระบบตรวจพบว่ามีความเครียดสูง ก็สามารถแจ้งเตือนให้ผู้ใช้หยุดพัก หรือทำแบบฝึกหัดการหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายได้

ภายใน Samsung Health ยังมีหมวด Mindfulness ที่รวบรวมเครื่องมือสำหรับการฝึกสมาธิและการหายใจเข้าไว้ด้วยกัน จากประสบการณ์ใช้งาน สิ่งที่ชอบคือระบบไม่ได้แจ้งเตือนแบบรบกวน แต่จะเป็นการเตือนในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้เรารู้ตัวว่าควรพักจากการทำงานหรือกิจกรรมตรงหน้าเพียงไม่กี่นาที

สำหรับคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือมีประชุมต่อเนื่อง ฟีเจอร์นี้ถือว่าเป็นตัวช่วยเล็ก ๆ ที่ทำให้ไม่ลืมหันกลับมาดูแลตัวเองครับ

Trail Running ฟีเจอร์ที่ทำให้ Ultra2 ต่างจาก Galaxy Watch9

เมื่อเปลี่ยนมาใช้งานด้านกีฬา จุดที่เห็นความแตกต่างจาก Galaxy Watch9 ชัดที่สุดคือ Trail Running เพราะ Samsung ไม่ได้ใส่เพียงโหมดวิ่งเทรล แต่เพิ่มเครื่องมือสำหรับใช้งานจริงระหว่างวิ่งมาให้ครบ

สิ่งแรกคือ Route Navigation ผู้ใช้สามารถอัปโหลดไฟล์ GPX ผ่าน Samsung Health บนสมาร์ทโฟน จากนั้นเส้นทางจะซิงก์มายังนาฬิกาอัตโนมัติ ทำให้ระหว่างวิ่งสามารถดูเส้นทางได้จากข้อมือโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตลอดเวลา

สำหรับคนที่ชอบวิ่งในพื้นที่ใหม่ หรือเดินป่า ฟีเจอร์นี้ช่วยลดโอกาสหลงทางได้มาก เพราะสามารถติดตามเส้นทางเดิมที่วางแผนไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตั้งค่าก็ทำได้ไม่ซับซ้อน เพียงเลือกโหมดวิ่งเทรล แล้วนำเข้าไฟล์ GPX ผ่าน Samsung Health ตามขั้นตอนในแอป

Climb Guidance ผู้ช่วยเวลาวิ่งขึ้นเขา และ Water Intake Alarm เตือนดื่มน้ำตามการสูญเสียเหงื่อ

อีกฟีเจอร์ที่ออกแบบมาสำหรับสายเทรลโดยเฉพาะคือ Climb Guidance ระบบจะติดตามระดับความสูงแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงข้อมูลการไต่ระดับระหว่างวิ่ง ทำให้สามารถวางแผนการใช้แรงในแต่ละช่วงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางที่มีความชันต่อเนื่อง

สำหรับนักวิ่งเทรล การรู้ว่าด้านหน้ามีทางชันอีกมากน้อยแค่ไหน ช่วยให้จัดการพลังงานได้ง่ายขึ้น ไม่เร่งความเร็วมากเกินไปตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทาง

ปัญหาที่หลายคนมักมองข้ามระหว่างออกกำลังกายคือการดื่มน้ำ Galaxy Watch Ultra2 จึงเพิ่ม Water Intake Alarm เข้ามา โดยระบบจะประเมินการสูญเสียน้ำจากข้อมูลหลายด้าน เช่น อุณหภูมิผิว อัตราการเต้นของหัวใจ ปริมาณแคลอรีที่ใช้ ก่อนคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่ม และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ระหว่างออกกำลังกาย

ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยได้เยอะมาก โดยเฉพาะคนที่วิ่งระยะไกลหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะหลายครั้งเรามักจะรู้สึกกระหายน้ำเมื่อร่างกายเริ่มขาดน้ำไปแล้ว การมีระบบช่วยเตือนล่วงหน้าจึงช่วยลดโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำระหว่างออกกำลังกายได้

โหมดดำน้ำ พัฒนาร่วมกับ Mares

อีกหนึ่งความสามารถที่แตกต่างจาก Galaxy Watch9 คือการรองรับการดำน้ำ โดย Galaxy Watch Ultra2 รองรับมาตรฐาน EN13319 สำหรับอุปกรณ์ดำน้ำ และสามารถใช้งานร่วมกับแอป Dive Computer ที่พัฒนาโดย Mares ผู้ผลิตอุปกรณ์ดำน้ำรายใหญ่นั่นเอง

ภายในแอปจะแสดงข้อมูลสำคัญระหว่างดำน้ำ เช่น ความลึก เวลาใต้น้ำ และข้อมูลด้านความปลอดภัยสำหรับการดำน้ำ ช่วยให้ผู้ที่ดำน้ำเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์ Dive Computer แยกในบางสถานการณ์ เพราะสามารถดูข้อมูลจากนาฬิกาได้โดยตรง

แน่นอนว่า สำหรับนักดำน้ำมืออาชีพอาจยังมีอุปกรณ์เฉพาะทางที่ตอบโจทย์มากกว่า แต่การที่ Samsung เพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา ก็ทำให้ Ultra2 มีความครบเครื่องกว่าสมาร์ทวอทช์ทั่วไปอย่างชัดเจน โดยจะมีอัปเดตให้ใช้งานได้ในช่วงปลายปี 2569

ปุ่มลัดสีส้ม ช่วยให้เริ่มออกกำลังกายได้ทันที

อีกจุดที่ชอบคือปุ่ม Action สีส้มด้านข้างตัวเรือน ออกแบบให้สามารถใช้เป็นทางลัดสำหรับเข้าสู่โหมดออกกำลังกายได้ทันที โดยไม่ต้องเลื่อนเมนูเข้าไปลึกๆ ซึ่งสะดวกมากเวลาที่กำลังจะเริ่มวิ่ง หรืออยู่กลางกิจกรรมที่ไม่สะดวกใช้งานหน้าจอสัมผัส

แม้จะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานจริงลื่นไหลขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อต้องใส่ถุงมือหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้งานหน้าจอได้ไม่สะดวก

นอกจากนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์ Raise to Talk เพิ่มการรองรับ Gemini ให้สามารถเรียกใช้งานจากนาฬิกาได้โดยตรง เพียงยกข้อมือขึ้นแล้วเริ่มพูด ก็สามารถสอบถามข้อมูลหรือสั่งงานได้เหมือนใช้งานบนสมาร์ทโฟน รองรับได้ถึง 22 ภาษา รวมถึงภาษาไทย และใช้งานได้ทั้ง Galaxy Watch Ultra2 และ Galaxy Watch9

Galaxy Ultra2 เหมาะกับคนที่ใช้นาฬิกาเป็นอุปกรณ์คู่ใจในการออกกำลังกาย

หลังจากได้เห็นฟีเจอร์ด้านการออกกำลังกายจริงๆ แล้ว บอกได้เลยว่า Samsung ไม่ได้ต้องการให้ Galaxy Watch Ultra2 เป็นเพียงนาฬิกาที่บันทึกข้อมูลหลังออกกำลังกายเสร็จ แต่ทำให้นาฬิกาเป็นผู้ช่วยระหว่างกิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง การวัดความชัน การเตือนดื่มน้ำ หรือการรองรับการดำน้ำ

Galaxy Watch Ultra2 vs Galaxy Watch9

ฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ทำให้ Ultra2 แตกต่างจาก Galaxy Watch9 อย่างชัดเจน เพราะแม้ทั้งสองรุ่นจะมีพื้นฐานด้านสุขภาพใกล้เคียงกัน แต่ Ultra2 ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่ใช้ชีวิตแบบ Active และต้องการเครื่องมือที่พร้อมลุยในทุกสภาพแวดล้อมมากกว่า

เมื่อรวมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ วัสดุระดับพรีเมียม รวมถึงฟีเจอร์สำหรับสาย Performance ก็ทำให้ Ultra2 กลายเป็น Galaxy Watch ที่ครบเครื่องที่สุดของ Samsung ในตอนนี้

Galaxy Watch9 สมาร์ทวอทช์สำหรับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Galaxy Ultra2 เป็นรุ่นที่ครบเครื่องที่สุด แต่สำหรับ Galaxy Watch9 ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการสมาร์ทวอทช์สำหรับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ได้แก่

  • การติดตามการนอน
  • การวัด Antioxidant
  • AGEs
  • Body Composition
  • ความเครียด
  • ความดันโลหิต
  • การออกกำลังกายทั่วไป
  • Gemini Raise to Talk ได้

สรุปรีวิว Samsung Galaxy Watch Ultra2

หากมองเฉพาะฟีเจอร์ด้านสุขภาพ Galaxy Watch Ultra2 ถือเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ Samsung พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการเพิ่มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น Antioxidant Index, AGEs, Sleep Apnea, Body Composition หรือ Stress Management ซึ่งทั้งหมดทำงานร่วมกันผ่าน Samsung Health เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมของสุขภาพได้ชัดเจนกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน Ultra2 ก็ยังรักษาจุดแข็งด้านสมาร์ทวอทช์สายลุยเอาไว้ครบ ทั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ตัวเรือนไทเทเนียม ความทนทานระดับสูง และฟีเจอร์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งอย่าง Trail Running, Route Navigation, Water Intake Alarm และโหมดดำน้ำที่พัฒนาร่วมกับ Mares

สำหรับผู้ที่กำลังเลือกระหว่าง Galaxy Watch9 และ Galaxy Watch Ultra2 หากเป้าหมายหลักคือการติดตามสุขภาพในชีวิตประจำวัน Galaxy Watch9 ก็มีฟีเจอร์หลักด้านสุขภาพครบถ้วนและตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าต้องการสมาร์ทวอทช์ที่รองรับการใช้งานหนัก ออกกำลังกายจริงจัง เดินป่า วิ่งเทรล ดำน้ำ หรือเดินทางบ่อย พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่าและวัสดุที่แข็งแรงกว่า ทำให้ Galaxy Watch Ultra2 คือรุ่นที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะเป็นการรวมทั้งเทคโนโลยีด้านสุขภาพและฟีเจอร์สำหรับสาย Performance เข้าไว้ในเรือนเดียวอย่างลงตัว

ราคาและโปรโมชัน

  • Galaxy Watch9 40 mm Bluetooth ราคา 12,900 บาท
  • Galaxy Watch9 40 mm LTE (Online Exclusive) ราคา 13,900 บาท
  • Galaxy Watch9 44 mm Bluetooth ราคา 14,900 บาท
  • Galaxy Watch9 44 mm LTE (online Exclusive) ราคา 15,900 บาท
  • Galaxy Watch Ultra2 LTE ราคา 25,900 บาท

โปรโมชันช่วงพรีออเดอร์ ใส่โค้ด GADGET รับส่วนลด 30% เมื่อซื้อพร้อมสมาร์ทโฟนที่ร่วมรายการ หรือ ซื้อเดี่ยวลด 10% พร้อมรับฟรีสายนาฬิกา ที่ช่องทางออนไลน์เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. 69 – 13 ส.ค. 69

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More