ในตอนที่ Apple เปิดตัว iPhone 17 ออกมาในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นช่วงของการนับเวลาของการวางจำหน่ายไปด้วย และตอนนี้เหมือนว่ารุ่นนี้จะเตรียมทำลายสถิติของ iPhone 4 ที่เป็น iPhone รุ่นที่วางขายนานที่สุดด้วยครับ

สถิติตอนนี้เป็นของ iPhone 4 ซึ่งวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน ปี 2010 และยังคงเป็น iPhone รุ่นท็อปของ Apple จนถึงเดือนตุลาคม ปี 2011 เนื่องจาก Apple เปลี่ยนรอบการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธงจากฤดูร้อนไปเป็นฤดูใบไม้ร่วงในปีนั้น ทำให้ iPhone 4 ครองตำแหน่งนั้นได้เกือบ 16 เดือน

จากนั้น Apple ก็เปิดตัว iPhone 4S ที่เหมือนเป็นการอัปเกรดแค่เล็กน้อยเท่านั้น โดยในทางเทคนิคแล้ว iPhone 4 มีช่วงเวลาการวางจำหน่ายหลายช่วง ตั้งแต่ AT&T เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเพียงผู้เดียวในสหรัฐอเมริกาและเปิดตัวเป็นรายแรก ตามด้วย Verizon ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายที่ 2 ในสหรัฐอเมริกาหลังจากนั้น 6 เดือน และจากนั้นรุ่นสีขาวที่ล่าช้ามานานก็วางจำหน่ายหลังจากประสบปัญหาอุปสรรคมาหลายเดือนครับ
ตั้งแต่นั้นมา ไม่มี iPhone รุ่นไหนทำลายสถิติการวางจำหน่ายรุ่นเรือธงนาน 15 เดือนของ iPhone 4 ได้เลย โดยรุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดคือ iPhone 11 Pro ซึ่งครองตำแหน่งนี้ได้นาน 13 เดือน หลังจากที่การเปิดตัว iPhone 12 Series ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดในตอนนั้น แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นอื่นๆ เช่น ช่วงเวลาว่างระหว่าง iPhone SE, SE 2 และ iPhone 16e ที่เป็นรุ่นรองซึ่งยาวนานกว่า 4 ปี แต่ iPhone รุ่นประหยัดเป็นไปตามการออกแบบ ไม่ใช่เพราะวงจรของรุ่นเรือธงครับ
กลับมาที่ iPhone 17 กันบ้าง ก็เตรียมจะเป็น iPhone ที่วางขายนานที่สุด หลังจากที่คาดว่า iPhone 18 จะวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2027 นั่นก็ทำให้ iPhone 17 จะยังคงเป็นรุ่นท็อปของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของ Apple เป็นเวลาประมาณ 18 เดือน ทำลายสถิติของ iPhone 4 และสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับระยะเวลาการวางจำหน่าย iPhone รุ่นมาตรฐานที่ยาวนานที่สุด
โดยความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่างยุค iPhone 4 กับปัจจุบันคือการมีอยู่ของตระกูล Pro การขยายรุ่นจาก iPhone 4 ไปเป็น iPhone 4S ทำให้ลูกค้าที่รออัปเกรดรุ่นใหม่เจอปัญหาขาดแคลนตัวเลือกครับ

นอกจากนี้ หากมาดูรุ่นที่วางขายสั้นที่สุดจะเป็น iPhone 12 ที่มีการเปิดตัว iPhone 13 ซึ่งกินเวลาเพียง 11 เดือนหลังจากที่ Apple แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากความล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดเอาไว้ครับ
ที่มา : 9to5mac