รีวิว vivo X300 Ultra ยกระดับสมาร์ตโฟนสู่การถ่ายวิดีโอระดับภาพยนตร์ มาพร้อมชุดเลนส์เสริม ซูมไกล เทคเดียวเอาอยู่!

โดย Map

รีวิว vivo X300 Ultra มาแล้วครับ! เรือธงรุ่นล่าสุดของ vivo ที่มาพร้อมกล้องที่ทรงพลังที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัง 200MP คู่ ร่วมกับกล้อง Ultra Wide เซ็นเซอร์ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม แล้วยังได้ชุด vivo ZEISS เลนส์เสริม 200mm Gen 2 และ 400mm Gen 2 Ultra ใหม่อีก! เรียกว่าทำมาเพื่อคนรักกล้อง และมอบประสบการณ์กล้องที่ดีที่สุดบนมือถือ สมกับสโลแกน “เทคเดียวก็เอาอยู่” ของรอบนี้จริง ๆ ครับ

แล้วอย่างที่ทราบว่าปกติแล้ว เรือธงรุ่น “Ultra” ของ vivo จะเปิดตัวแค่เฉพาะในจีนเท่านั้น แต่ปีนี้ vivo ขยายความ Ultra มาสู่ตลาด Global รวมถึงบ้านเราเป็นครั้งแรก ให้ได้ใช้งานกันแบบเครื่องศูนย์ที่มีการซัพพอร์ตอย่างเต็มที่ จะถูกใจเราแค่ไหน ติดตามได้ใน รีวิว vivo X300 Ultra นี้เลยครับ!

สรุปสเปค vivo X300 Ultra

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.82″
  • ความละเอียด QHD+ (3168 × 1440 พิกเซล)
  • Refresh rate 144Hz
  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5 Mobile Platform Octa-core 4.6GHz (3nm)
  • RAM 16GB (LPDDR5X Ultra)
  • Storage 512GB/1TB (UFS 4.1)
  • แบตเตอรี่ 6600mAh
  • ระบบชาร์จไวแบบสาย 100W FlashCharge | ไร้สาย 40W
  • กล้องหน้า 50MP f/2.5 AF
  • กล้องหลัง 3 ตัว พัฒนาร่วมกับ ZEISS
  • 200MP กล้องหลัก (เซ็นเซอร์ LYTIA-901 1/1.12″) f/1.85 พร้อมกันสั่น Gimbal Grade OIS
  • 50MP กล้อง Ultra Wide Angle (เซ็นเซอร์ LYT-818 1/1.28″) f/2.0 พร้อม OIS
  • 200MP กล้อง Periscope 3.7x (เซ็นเซอร์​ ISOCELL HP0 1/1.4″) f/2.67 พร้อม OIS
  • มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68/69
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 16 (OriginOS 6)
  • มีให้เลือก 2 สี สีเขียว Steppe Green, สีดำ Volcano Black

แกะกล่อง vivo X300 Ultra Photographer Kit

ก่อนจะไปเริ่มรีวิวตัวเครื่อง ขอมาแกะกล่องกันก่อนเนอะ ซึ่งรอบนี้เราไม่ได้มาแค่ตัวเครื่องอย่างเดียว เพราะได้มาเป็น vivo X300 Ultra Photographer Kit แบบครบชุดเลยครับ (แอบบอกก่อนด้วยว่าชุดนี้จะมีวางจำหน่ายจริง ไม่ใช่แค่ส่งให้สื่อรีวิว) ตัวกล่องก็จะอลังการใหญ่เบิ้มอย่างที่เห็นนี่แหละ ภายในจะแบ่งเป็น 2 ชั้น

@iphone_droid

แกะกล่อง vivo X300 Ultra Photographer Kit ชุดใหญ่อุปกรณ์เสริมครบ + vivo SmallRig Pro Video Rig Kit ✨🔭 #iphonedroid #vivoX300Ultra #ZEISSCinematics #เทคเดียวก็เอาอยู่

♬ original sound – iphone-droid.net – iphone-droid.net

เปิดกล่องออกมาชั้นแรกเราจะเจอกับกล่องของ vivo X300 Ultra ก่อนเลย ก็คือกล่องของเครื่องมาตรฐาน ซึ่งเป็นรุ่นความจุ 16GB+1TB และเป็นสีดำ Volcano Black นะครับ

ภายในกล่องก็จะมีอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ 6 อย่างเหมือนกับสมาร์ตโฟน vivo ทั่วไป ได้แก่

  • ตัวเครื่อง vivo X300 Ultra
  • เคสซิลิโคนสีตามตัวเครื่อง
  • สายชาร์จ USB-C to C
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไว 100W FlashCharge
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • เอกสารคู่มือและใบรับประกัน

กล่องตัวเครื่องอาจจะไม่ได้เซอร์ไพรส์เท่าไหร่นัก เพราะเป็นกล่องมาตรฐาน แต่ไฮไลท์จริง ๆ ของ Photographer Kit นี้ก็คือจะมาพร้อมอุปกรณ์เสริมแบบครบเซ็ต ในชั้นล่างของกล่องใหญ่ จะมีลิ้นชักให้เราดึงออกมา ภายในจะประกอบไปด้วย

  • ตัวเคส
  • วงแหวนสำหรับใช้งานร่วมกับเลนส์และฟิลเตอร์ (หน้า 67มม.)
  • vivo ZEISS เลนส์เสริม 200mm Gen 2
  • vivo ZEISS เลนส์เสริม 400mm Gen 2 Ultra
  • ฝาเลนส์สำรอง
  • สายคล้อง
  • เพลตสำหรับเชื่อมต่อกับขาตั้งกล้อง
  • เอกสารคู่มือ

เรียกว่าถูกใจสายครบชุด ซื้อทีเดียวจบ พร้อมออกไปผจญภัยเก็บภาพและวิดีโอสวย ๆ ได้เลยครับ

ดีไซน์ที่คุ้นเคย กับความทรงพลังที่มากขึ้น

แกะเช็กอุปกรณ์ในกล่องแบบเร็ว ๆ ไปแล้ว มาไล่ชมดีไซน์ของตัวเครื่องกันต่อดีกว่า vivo X300 Ultra จะมาพร้อมดีไซน์โมดูลกล้องหลังวงกลมขนาดใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันดีจากแบรนด์นี้ครับ แต่รอบนี้มีความอลังการขึ้น ทั้งขนาดของเครื่อง สีสันที่ใช้ รวมถึงโมดูลกล้องที่จัดเต็มที่สุด!

เริ่มเจาะไปจากโมดูลกล้องก่อนเลย ความวงกลมเด่นที่มีเอกลักษณ์จาก vivo ยังอยู่ครับ และพอเป็นรุ่น Ultra ที่ใส่มาสุดทุกเลนส์ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความหนาที่เพิ่มขึ้นของโมดูลมีมากจริง ๆ แต่ก็ออกแบบมาได้สวย ไม่ได้ดูแล้วรู้สึกเทอะทะเกินไป ที่รอบ ๆ ตัวกรอบเลนส์จะมีลวดลายเส้น ๆ คล้ายเลนส์ พร้อมวงแหวนสีแดงตัดกันได้อย่างลงตัวเลย

ที่ด้านบนของกรอบเลนส์จะมีข้อความสลักไว้อย่างประณีตว่า VARIO APO SONNAR และด้านล่างก็จะมีข้อมูลของชุดเลนส์ว่า 1.85-2.67/14-85 ASPH. (หมายถึงค่า f/stop กับทางยาวโฟกัสของกล้องหลัง)  ดูลงตัวแบบไม่ยัดเยียดจนเกินไป ทิ้งให้หน้าเลนส์มีโลโก้ ZEISS T* Coating เท่านั้นครับ

ด้านสีสัน vivo X300 Ultra เครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นสีดำ Volcano Black เป็นสีที่ดูเรียบหรูดีมาก ผิวสัมผัสจะเป็นแบบด้าน ที่มีความเหลือบกับแสงเป็นสีเงิน ไม่ดำสนิทซะทีเดียว ส่วนโลโก้รอบนี้ปรับมาวางในแนวนอนมุมซ้ายแทน ได้อารมณ์ความเป็นกล้องเวลาถือถ่ายรูปมากขึ้นอีก

หน้าจอ AMOLED แบน ใหญ่เต็มตาถึง 6.82″ ลื่นไหล 144Hz

พลิกกลับมาดูด้านหน้ากันบ้าง vivo X300 Ultra จะได้หน้าจอ AMOLED แบนขนาดใหญ่ 6.82″ อัปเกรดขึ้นจากรุ่น Pro อีกหน่อย และที่เราชอบคืออัตราส่วนหน้าจอของรุ่น Ultra จะมีความกว้างแบบ 19.8:9 ไม่เน้นทรงสูงเท่ารุ่น Pro ที่ใช้แบบ 20:9 และยังมีมุมโค้งทั้ง 4 ด้านที่ลดลงอีกหน่อย ทำให้เวลาใช้งานแนวตั้งจะเต็มตากว่านั่นเอง

ส่วนเรื่องการแสดงผล vivo X300 Ultra ก็ทำได้ดีที่สุดแบบที่ vivo จะให้ได้แล้ว ทั้งความละเอียดระดับสูง QHD+ (3168×1440 พิกเซล) รองรับการแสดงผลสี 10-bit (1.07 พันล้านสี) มีความสว่างสูงสุด 4500nits เมื่อดูคอนเทนต์แบบ HDR และยังผ่านการรับรองจาก ZEISS Master Display เป็นจอที่ดูคอนเทนต์ดูภาพถ่ายความละเอียดสูงได้สุดฟินเลยจริง ๆ ครับ

ด้านการตอบสนอง ก็ทำได้ดีเช่นกัน เพราะรองรับ Adaptive Refresh rate ตั้งแต่ 1-144Hz มอบความรู้สึกที่ลื่นไหลสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการไถหน้าจอไป-มา เลื่อนฟีดแบบเร็ว ๆ หรือกระทั่งการเล่นเกมที่รองรับเฟรมเรตสูงสุด ๆ 

ตัวเครื่องบาง จับกระชับมือ

แม้รวม ๆ ดีไซน์ตัวเครื่องจะออกแบบมาให้ทรงพลังขั้นสุด แต่ในแง่ความบาง vivo X300 Ultra กลับทำได้บางกว่าที่คิดครับ ตามตัวเลขคือ 8.19 มม.เท่านั้น แอบเซอร์ไพรส์อยู่นะ ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 232 กรัม (ในเครื่องสีดำ) อยู่ในเกณฑ์เรือธงเน้นกล้องทั่วไป ไม่ได้หนักหรือเบาจนเกินไปครับ แต่การกระจายน้ำหนักก็แอบหนักหัวอยู่เล็กน้อย จากการใส่สเปคมาสูงสุด

รอบ ๆ ตัวเครื่อง vivo X300 Ultra ยังให้ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่ม Power มาไว้ที่ฝั่งขวามือของตัวเครื่องเหมือนเดิม แต่ปุ่มอื่น ๆ ก็ถูกตัดทิ้งไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปุ่มชัตเตอร์ที่เคยให้มาตอน X200 Ultra หรือปุ่มทางลัดที่ใส่มาตอน X300 Pro ครับ ทำให้ตัวเครื่องดูเรียบหรูขึ้น

ด้านบน-ล่างของตัวเครื่องก็จะมีช่องลำโพงบน-ล่าง ที่ให้เสียง Stereo ดีขึ้น พร้อมไมโครโฟน พอร์ตการเชื่อมต่อ USB-C และช่องใส่ซิมแบบ Dual-SIM เหมือนเดิมครับ

ทนน้ำทนฝุ่นด้วยมาตรฐาน IP68 & IP69

ด้านความทนทาน vivo X300 Ultra ยังได้มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 และ IP69 ซึ่งกันทั้งน้ำสะอาด ป้องกันการตกน้ำลึก 1.5 เมตรนาน 30 นาที และน้ำแรงดันสูง กับน้ำที่อุณหภูมิไม่เกิน 80º C เหมือนเดิม สายลุยมั่นใจได้ว่าหากเครื่องเปียกหรือเกิดอุบัติเหตุตกน้ำจริง ๆ ก็จะไม่เสียหายง่าย ๆ อย่างแน่นอนครับ

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ของ vivo X300 Ultra ก็ยังคงเป็นแบบที่ vivo ถนัด ทั้งโมดูลกล้องวงกลมที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างความเป็นมือถือเน้นกล้องได้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ถึงกับตะโกนจนเกินไป วัสดุงานประกอบที่ยังอยู่ระดับสูงสุด พรีเมี่ยมและมอบสัมผัสที่ดี ตัวเครื่องบางกว่าที่คาดไว้ ทำให้ถือใช้งานได้สะดวก หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นและอัตราส่วนกว้างกว่าเดิม ก็มอบประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน ถ้าให้นิยามสั้น ๆ คงเป็นคำว่า “กลมกล่อม” นั่นล่ะครับ

กล้องระดับสูงสุด พร้อมการสร้างสรรค์ระดับภาพยนตร์

มาเข้าเรื่อง “กล้อง” ที่เป็นหัวใจหลักของ vivo X300 Ultra กันเลยดีกว่า รอบนี้มีการอัปเกรดขึ้นจากรุ่น Pro อยู่หลายจุด ทั้งในเรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เลยล่ะครับ เริ่มที่ฮาร์ดแวร์กันก่อน รุ่นนี้ได้กล้องหลังมา 4 ตัว พัฒนาร่วมกับ ZEISS สเปคจัดเต็มดังนี้

  • 50MP กล้อง Ultra Wide (เซ็นเซอร์ LYT-818 ขนาด 1/1.28″) f/2.0 ระยะ 14มม. กันสั่น OIS (CIPA 6.0)
  • 200MP กล้องหลัก (เซ็นเซอร์ LYT-901 ขนาด 1/1.12″) f/1.85 ระยะ 35มม. กันสั่น OIS (CIPA 6.5)
  • 200MP กล้อง Telephoto (เซ็นเซอร์ ISOCELL HP0 ขนาด 1/1.4″) f/2.67 ระยะ 85มม. กันสั่นระดับกิมบอล (CIPA 7.0)
  • 5MP กล้อง vivo Color-Sensing 12-Channel Full-Spectrum Color

อย่างที่เห็นเลยครับ ตัวกล้องที่ให้มาจัดเต็มทั้งหมด มีการเคลือบเลนส์ ZEISS T* Coating เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนได้ทั้งหมด รวมถึงรอบนี้จะมีกล้อง Color-Sensing เพิ่มเข้ามาทำงานร่วมกับกล้องทั้ง 3 ตัว ให้สีสันมีความแม่นยำยิ่งขึ้นด้วยนะ

วิดีโอที่เอาจริงเอาจังกว่าที่เคย

มาเริ่มต้นเรื่องกล้องกันวิดีโอดีกว่า เพราะรอบนี้เขามาพร้อมคำนิยาม ZEISS Cinematics (ZEISS ระดับภาพยนตร์) กันแล้ว vivo X300 Ultra ด้านโหมดวิดีโอทั่วไป สามารถถ่ายได้สูงสุดที่ 8K/30fps หรืออยากได้เฟรมเยอะ ๆ มาดึงสโลโมชั่นทีหลัง ก็ได้ถึง 4K/120fps แบบครบทุกกล้องเลยด้วย แต่ถ้าอยากใช้งานแบบสลับกล้องระหว่างถ่ายได้ ก็แนะนำเป็น 4K/60fps จะยืดหยุ่นที่สุดครับ

โหมด Pro Video ที่ออกแบบมาใหม่หมด สำหรับสายมืออาชีพอย่างแท้จริง

แต่แค่นั้นจะมาบอกว่าเป็นระดับภาพยนตร์ก็กระไรอยู่ ต้องโหมด Pro สิ ถึงจะดึงความเป็น Cinematics ออกมาได้ ซึ่งรอบนี้ Pro Video ได้ออกแบบหน้าตา UI ใหม่หมด เหมาะสำหรับสายทำงานจริงจัง รวมถึงตัวเลือกที่มากมายขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายไฟล์ LOG และเลือก LUTS มาจำลองตอนถ่าย รวมถึง Import LUTS เข้ามาใช้งานเพิ่มเติมได้อีกด้วย

ช่วยให้ถ่ายวิดีโอได้ระดับมืออาชีพ พร้อมกันนี้ตัวเครื่องยังสามารถปรับแต่ง เกรดสี รวมถึงใส่ LUTS ได้หลังถ่ายเองด้วย เท่ากับว่าจบกระบวนการตั้งแต่ถ่าย ทำสี ตัดต่อ ตรงจาก vivo X300 Ultra ได้ในเครื่องเดียวเลย ถูกใจสาย Production แน่นอนครับ

นอกจากนี้ vivo ยังมีลูกเล่นสำหรับสร้างวิดีโอเป็นแนว Cinematics ง่าย ๆ กับ Film Look ที่จะเปลี่ยนโทนของวิดีโอเป็นฟิล์มในอัตราส่วนมาตรฐาน 16:9 บนความละเอียด 4K/60fps และ Film Style ที่จะเปลี่ยนวิดีโอเป็นแนวยาว 2.4:1 บนความละเอียด 4K/24fps ให้เราสร้างสรรค์วิดีโอสวย ๆ พร้อมโทนแบบภาพยนตร์ง่าย ๆ แต่ผลลัพธ์สวยถูกใจแน่นอน

เพราะด้วยคุณภาพของกล้องเซ็นเซอร์ใหญ่ทั้ง 3 ตัวที่ให้มา บวกกับลูกเล่นของโหมด Pro Video ก็ช่วยให้เราสร้างสรรค์วิดีโอระดับภาพยนตร์ได้จริง ๆ ครับ เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับคำว่า ZEISS Cinematics อย่างแท้จริงเลยล่ะ เข้าใจแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าทำไมถึงบอกว่าปีนี้ vivo เอาจริงเอาจังเรื่องวิดีโอกว่าที่เคย

ภาพนิ่งก็ยังครบเครื่องแบบ Ultra

แม้จะเน้นในเรื่องวิดีโอขึ้นมากในรุ่นนี้ แต่ภาพนิ่งก็ยังครบเครื่องตามสไตล์ vivo ครับ มีซอฟต์แวร์ที่ปรับหน้าตาใหม่อีกเล็กน้อย และเพิ่มรูปแบบของ Color Style ที่เราสามารถปรับแต่งได้หลากหลายกว่าเดิม รวมถึงมีสไตล์ใหม่ในชื่อ Refined, Sunlit และ Rich เข้ามา ซึ่งสไตล์เหล่านี้จะเข้ามาปรับปรุงโทนของภาพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ฟิลเตอร์ และหากเป็นสายปรับแต่ง vivo ก็ยังมีลูกเล่น Color Palette ใหม่ ที่ให้เราเลือกปรับโทนได้อย่างลึกและละเอียดมากขึ้นอีกมาก ๆ

กล้องหลักใหม่ 200MP ระยะ 35มม. ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างมีมิติ และเป็นธรรมชาติ

จบเรื่องฟีเจอร์คร่าว ๆ ไปแล้ว มาเริ่มแนะนำกล้องไปทีละตัวดีกว่า เริ่มที่กล้องหลัก 200MP ตัวใหม่ ที่ vivo เลือกใช้ LYT-901 ที่มีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.12 แต่ที่น่าสนใจกว่าคือทางยาวโฟกัส 35มม. เป็นระยะเริ่มต้นที่เราไม่ค่อยได้เห็นนักในมือถือ (ส่วนใหญ่จะเป็น 23 – 24มม.) แต่ในวงการกล้องนี่คือระยะ Normal ที่สมจริงเหมือนตาเห็นที่สุด ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไปครับ ซึ่งถ้าเทียบกับระยะมือถืออื่น ๆ ก็จะเท่ากับ 1.5x เลย

แล้วพอเป็นระยะนี้ ภาพที่ได้ก็มีมิติกว่าจริงครับ ในการถ่ายภาพเข้าใกล้วัตถุ เราจะได้การละลายที่ดูเป็นธรรมชาติ หรือในภาพกว้างก็จะได้สัดส่วนต่าง  ๆ ที่ไม่ผิดเพี้ยนไป แต่แน่นอนว่ามีข้อจำกัด สำหรับคนที่ไม่เคยชินอยู่ด้วย เพราะอย่างที่บอกว่ามือถือทั่วไปจะให้ระยะเริ่มต้นมาที่ 23 – 24มม.เนอะ ใครที่ชินกับระยะเดิม พอมาใช้ 35มม.ของ X300 Ultra อาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก ว่าทำไมภาพมันเต็มเฟรมไปหน่อย เล็งยากกว่า แต่ถ้าชินแล้ว นี่คือระยะที่จะถ่ายได้สนุกและลงตัวมาก ๆ เพราะคุณภาพของกล้องตัวนี้ทำมาดีจริง ๆ ไม่ว่าจะสภาพแสงไหน ก็เอาอยู่!

กล้อง Ultra Wide 50MP ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม อยู่ที่นี่แล้ว!

ต่อมาก็เป็นกล้อง Ultra Wide ครับ vivo เลือกใช้เซ็นเซอร์ LYT-818 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1/1.28″ ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในบรรดากล้อง Ultra Wide บนมือถือแล้วครับ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวนี้เคยใช้บนกล้องหลักของ vivo X200 Pro มาแล้วนะ แล้วนี่เอามาใช้เป็น Ultra Wide อะ คิดดูว่าจะสุดแค่ไหน ทางยาวโฟกัสจะเป็น 14มม. เก็บมุมกว้างได้ 116⁰ ครับ

ในแง่คุณภาพถือว่ายืนหนึ่งของจริงครับ ไฟล์คมชัดมาก แม้จะเป็นกล้อง Ultra Wide เวลาเราซูมเข้าไปดูรายละเอียดจะเห็นว่าใกล้เคียงกับพวกกล้องหลักบางตัวเลย แถมพอเซ็นเซอร์ใหญ่ระดับนี้ ก็ยังกด In-Sensor Zoom ให้เป็น 28มม.ได้แบบไม่เสียรายละเอียดด้วย ช่วยให้คนที่คิดถึงระยะ 1x แบบเดิม ๆ ได้ใช้งานแทนที่กล้องหลักได้อีกแหนะ ไม่ธรรมดาเลยล่ะกล้องตัวนี้

กล้อง Telephoto ระดับกิมบอล ZEISS APO เซ็นเซอร์ใหม่

และพระเอกของเราในรอบนี้ กล้อง Telephoto ทาง vivo อัปเกรดเซ็นเซอร์ใหม่ในชื่อ ISOCELL HP0 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นปรับแต่งพิเศษให้เฉพาะ X300 Ultra เลยก็ว่าได้ครับ แม้ตัวขนาดเซ็นเซอร์และรูรับแสงจะไม่ได้เพิ่มขึ้นจากของรุ่น Pro (1/1.4″ | f/2.67) แต่ในเรื่องกันสั่น vivo อัปเกรดใหญ่ ให้เป็นระดับกิมบอล มีค่า CIPA 7.0 เลยทีเดียว ช่วยให้เราถือถ่ายได้แม่นขึ้น นิ่งกว่าเดิมมาก

ในเรื่องคุณภาพของกล้อง Telephoto จาก X Series คือที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร เพราะทั้งมิติของการละลายฉากหลังที่เนียนตาจากเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ การเข้าใกล้วัตถุได้ดี เก็บแสงและรายละเอียดได้อย่างคมชัด พอรุ่น Ultra นี้มีการอัปเกรดในเรื่องกันสั่นเข้าไปใหม่ ก็ช่วยให้ใช้งานได้คล่องตัวมากขึ้น เก็บภาพได้คมกริบกว่าเดิมจริง ๆ สายซูมจะต้องถูกใจแน่นอน!

Portrait สวยคม ลูกเล่นเยอะตามสไตล์ vivo ZEISS

ส่วนในโหมด Portrait บน vivo X300 Ultra ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ มีระยะให้ใช้งานครบถึง 5 ระยะคือ 14มม./35มม./50มม./85มม./135มม. รอบนี้จัดเต็มใช้ได้ครบทุกกล้อง (Ultra Wide ก็ Portrait ได้อะคิดดู) แน่นอนว่าลูกเล่นโบเก้จาก ZEISS ก็ยังมีมาให้เราได้เลือกปรับด้วย หรือจะเลือกแบบ ZEISS Multifocal ที่มีปรับมาเบ็ดเสร็จ ระยะ+โบเก้+สไตล์ ก็ได้เช่นกัน แต่ตัวเลือกอาจต้องลงลึกกว่ารุ่นก่อน ๆ หน่อย

ซึ่งคุณภาพที่ออกมาก็บอกเลยว่า ทำได้ยอดเยี่ยมสมกับเป็นรุ่นสูงสุดของ vivo เลยครับ การตัดขอบเนียนเป็นธรรมชาติ ระยะที่มีให้เลือกหลากหลาย แถมรอบนี้ฮาร์ดแวร์อัปเกรดใหม่ และใช้งานได้หมดตั้งแต่ Ultra Wide/Main/Tele ผลลัพธ์ก็ออกมาสมใจสาย Portrait ที่รักความเป็น ZEISS และโทนที่จัดจ้านตามสไตล์ vivo จริง ๆ ครับ

Stage Mode ถ่ายเวที ถ่ายคอนเสิร์ตไว้ใจ vivo ได้เลย!

Stage Mode หรือโหมดเวที รอบนี้ vivo X300 Ultra ยังคงให้มาแบบจัดเต็ม ด้วยเทคโนโลยี Telephoto Magic 2.0 และ GTR 3.0 ช่วยให้ภาพศิลปิน ชัดใสยิ่งขึ้น และยังคงทำงานง่ายเหมือนเดิม เพียงแค่เล็ง > ถ่าย ทุกอย่างจะออกมาคมชัดเอง แถมจุดที่เราชอบมาก ๆ คือตัวฮาร์ดแวร์กล้องมีกันสั่นที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะระยะหลักหรือซูมไกล ช่วยให้เราถ่ายคอนเสิร์ตได้คมชัดและนิ่งขึ้นจริง ๆ

ส่วนวิดีโอก็เอาอยู่ เพราะได้คุณภาพสูงสุดที่ 4K/60fps ช่วยให้เราซูมเข้า-ออกได้อย่างลื่นไหล จะซูมบนเวทีเน้นศิลปินชัด ๆ แล้วขยายออกมาเห็นบรรยากาศแบบกว้าง ๆ ก็ได้ นอกจากนี้ในยังมีฟีเจอร์ Concert Dual-View ที่ให้เราบันทึกวิดีโอจาก 2 กล้องพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าพร้อมกล้องหลัง หรือจะใช้กล้องหลักร่วมกับกล้อง Telephoto ก็ได้ ช่วยให้การถ่ายคลิป ถ่ายคอนเสิร์ตสนุกขึ้นอีกมากเลยล่ะครับ

สายซูมต้องถูกใจกับเลนส์เสริม vivo ZEISS ชุดใหม่!

อย่างที่เห็นกันไปแล้วตอนแกะกล่อง กับชุดเลนส์เสริมใหม่ของ vivo X300 Ultra ที่รอบนี้มีมาให้ใช้งานกัน 2 ระยะ ได้แก่

  • ชุดเลนส์เสริม 200mm Gen 2 
  • ชุดเลนส์เสริม 400mm Gen 2 Ultra

ทั้งคู่จะมาในตัวเลนส์สีเงินดูเรียบหรู ขนาดแตกต่างกันไปตามระยะ อย่าง 200mm Gen 2 จะเน้นพกพาง่ายและมีระยะ Optical ประมาณ 8.2x สำหรับซูมระยะไกลทั่วไป

ส่วน 400mm Gen 2 Ultra จะเน้นพลังซูมขั้นสุด (แต่หนักหน่อย) ได้ระยะ Optical เพิ่มเป็น 17.4x อันนี้เน้นซูมไปที่อะไรไกล ๆ มากจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตจากบัตรดอย หรือซูมนก ซูมสัตว์ที่ไม่เป็นการรบกวนเนาะ

ซึ่งตอนเลือกใช้เลนส์เสริม เราก็จำเป็นต้องเลือกเลนส์ที่ใช้งานร่วมกันให้ถูกต้องด้วยเนอะ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และอย่างที่เห็นในตัวเลือก จะมีเลนส์ 200mm เวอร์ชั่นแรก (ที่เปิดตัวพร้อม X200 Ultra) อยู่ด้วย ใช่แล้วครับ ใครที่มีเลนส์เสริมรุ่นก่อนอยู่ ก็สามารถนำมาใช้กับ X300 Ultra ได้ด้วยนั่นเอง

ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากเลนส์เสริมทั้ง 2 ตัวนี้ ต้องบอกเลยว่า “สุดยอด” ครับ ในการทดสอบนี้เราใช้งานตัว 400mm Gen 2 Ultra เป็นหลัก ให้ภาพการซูมไกลระดับที่ไม่น่าเชื่อว่ามาจากมือถือเลย ทั้งมิติของภาพ รวมถึงการละลายฉากหลังที่ได้อย่างกับกล้องใหญ่ดี ๆ นี่เอง ช่วยให้เข้าใกล้วัตถุได้อย่างเยอะเลย แถมพอกันสั่นที่ให้มากล้อง Telephoto ดีขึ้นมาก พอทำงานร่วมกับเลนส์ แม้จะมีระยะซูมที่ไกล แต่เราก็ยังพอถือถ่ายแบบ Handheld ได้โดยที่ไม่สั่นมากนัก ใช้งานได้จริงเลยล่ะ

กล้องหน้า 50MP ใหม่ เซลฟี่ดี

ส่วนกล้องหน้าของ vivo X300 Ultra จะได้ความละเอียด 50MP มาครับ เป็นเซ็นเซอร์ f/2.5 ได้ระยะกว้าง 24มม. ถ้าเทียบกับ X300 Pro แล้วอาจจะไม่กว้างเท่า (20มม.) แต่ในเรื่องคุณภาพ ก็ยังคมชัดเพียงพอสำหรับเซลฟี่ได้สวย และคมชัดตามสไตล์ vivo เนาะ

โดยรวม ในเรื่องกล้องของ vivo X300 Ultra ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมสมกับความเป็นรุ่นสูงสุดของ vivo จริง ๆ ครับ เพราะทั้งฮาร์ดแวร์ระดับสูงสุดที่จัดมาครบใน 3 กล้อง ซอฟต์แวร์ที่ปรับปรุงมาใหม่ ใช้งานได้หลากหลายกว่าเดิม ชูจุดเด่นในเรื่องการถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพอย่างชัดเจน หรือจะเป็นภาพนิ่งก็ไว้ใจได้ในทุกโหมด ที่สำคัญคือ vivo ยังมีตัวเลือกอย่างชุดเลนส์เสริมที่ทำให้การถ่ายภาพนั้นไปได้ไกลกว่าแค่กล้องมือถือทั่ว ๆ ไปด้วย นี่คือนิยามใหม่ของการถ่ายภาพและวิดีโอบนมือถือจริง ๆ vivo X300 Ultra “เทคเดียวก็เอาอยู่”

ประสิทธิภาพระดับสูงด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5

มาต่อในเรื่องประสิทธิภาพ vivo X300 Ultra ได้ชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 ตัวท็อป ที่มี ความเร็วสูงสุด 4.6GHz เคลมว่า ประสิทธิภาพทั้ง CPU เพิ่มขึ้น 20% แต่ประหยัดพลังงานลง 35% ส่วน GPU ก็แรงกว่าเดิมอีก 23% และจัดการพลังงานดีกว่าเดิม 20% เลยนะ

ซึ่งผลทดสอบที่เราลองทดสอบดูจากแอป AnTuTu Benchmark v11 และ Geekbench 6 ก็ออกมาสูงถึงใจ ด้วยคะแนน…

  • AnTuTu Benchmark v11 = 3862242 คะแนน
  • Geekbench v6 = Single-Core 3560 | Multi-Core 9985

ในเรื่องความแรง คงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะ Snapdragon 8 Elite Gen 5 นี้ ให้ประสบการณ์ที่ลื่นไหล และตอบโจทย์ทุกการใช้งานหนัก ๆ ครบถ้วนอยู่แล้ว อย่างในการถ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงจากตัวเครื่อง ก็เอาอยู่หมดครับ

หรือถ้าเป็นสายเกม ที่อยากพักจากการถ่ายภาพบ้าง ก็สบาย ๆ ครับ เราลองเล่นเกมกราฟิกสูง ๆ ระดับ AAA ไม่ว่าจะเป็น Red Dead Redemption, Call of Duty Mobile บน vivo X300 Ultra ก็เอาอยู่หมดครับ ปรับกราฟิกและเฟรมเรตได้สูงสุดเท่าที่มือถือ Android จะให้ได้แล้ว!

แบตเตอรี่ BlueVolt ใหม่ พร้อมชาร์จไว 100W

vivo X300 Ultra ได้แบตเตอรี่ BlueVolt ความจุ 6600mAh ที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี แม้จะถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอแบบหนัก ๆ ก็ยังเอาอยู่ ช่วยให้เราไม่ต้องกังวลมากในการใช้งานจริงครับ จัดหนัก สร้างคอนเทนต์ได้แบบจัดเต็มกันไปเลย

ส่วนระบบชาร์จ vivo X300 Ultra ก็ได้ระบบชาร์จไว 100W FlashCharge ช่วยให้ชาร์จแบตกลับมาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงรองรับชาร์จผ่านมาตรฐาน QC2.0 และ PD 3.0 อีกด้วย ถ้าไม่ได้ใช้ที่ชาร์จที่แถมมาในกล่อง แต่มีที่รองรับ 2 มาตรฐานนี้ ก็ใช้ร่วมกันได้เลย หรือถ้าไม่อยากเสียบสาย vivo รุ่นนี้ก็ยังรองรับชาร์จไร้สายความเร็วสูงระดับ 40W ด้วยนะ เยี่ยมเลย!

ประสบการณ์อันลื่นไหลด้วย OriginOS 6

ปิดท้ายที่เรื่องซอฟต์แวร์ครับ vivo X300 Ultra มาพร้อม OriginOS 6 บนพื้นฐาน Android 16 เช่นเดียวกับ X300, X300 Pro และ X300 FE ครับ มอบประสบการณ์การทำงานที่ลื่นไหลขั้นสุดจาก vivo แถมหน้าตา UI ยังดูสวย ทันสมัยมาก ๆ อีกด้วย

ทั้งในเรื่องการปรับแต่งหน้าจอล็อค ที่มีธีมให้เลือกมากมายทั้งจาก OriginOS เอง, พลิกการ์ด, โทนข้อความ หรือรูปแบบเรียบหรูก็มีครบ เรียกว่าถูกใจสายปรับแต่งแน่นอนครับ

มีฟีเจอร์เพิ่มประสบการณ์จาก OriginOS 6 อย่าง Origin Island เกาะบนหน้าจอ ที่จะแสดงผลเล็ก ๆ อยู่ด้านบน กับแอปอย่างเครื่องเล่นเพลง, การนำทาง, จับเวลา เป็นต้น

รวมถึงความเข้ากันกับ Apple Ecosystem เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการส่งไฟล์หากันระหว่าง vivo X300 Ultra กับ iPhone ผ่านแบบ One Tap Transfer (ผ่านแอป EasyShare) หรือจะเชื่อมต่อกับ Mac ได้อย่างสะดวกด้วย vivo Office Kit ก็ทำได้

นอกจากนี้ vivo X300 Ultra ยังรองรับการส่งไฟล์ข้ามหา iPhone, iPad หรือ Mac ผ่าน AirDrop ได้โดยตรงด้วยฟีเจอร์ Quick Share ช่วยเพิ่มความสะดวก โดยที่ฝั่ง Apple ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่มเติมด้วย

*เพียงแค่ทั้ง 2 ฝ่ายเปิดรูปแบบการรับไฟล์เป็น ทุกคน

รองรับอัปเดตนานสูงสุด 7 ปี

ส่วนเรื่องการอัปเดต เป็นถึงรุ่นท็อปสุดของ vivo ทั้งที ก็รองรับการอัปเดตนานสุดไปด้วย โดย vivo X300 Ultra รองรับการอัปเดตความปลอดภัยและการดูแลระบบนานสูงสุดถึง 7 ปี และอัปเดตระบบนาน 5 ปี ใครที่ตั้งใจถือยาว ๆ หลายปี ก็สบายใจได้เลยแบบนี้

ราคาและโปรโมชั่น vivo X300 Ultra

vivo X300 Ultra มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีเขียว Steppe Green และสีดำ Volcano Black (สีที่เรารีวิว) และวางจำหน่ายใน 2 รุ่นความจุ พร้อมชุดพิเศษ Photographer Kit มีราคาดังนี้

  • vivo X300 Ultra (16GB+512GB) = 54,999 บาท
  • vivo X300 Ultra (16GB+1TB) = 64,999 บาท
  • vivo X300 Ultra Photographer Kit = 79,999 บาท

โดยมีโปรโมชั่นรับของสมนาคุณ ดังนี้

  • vivo Care ประกันเครื่อง 2 ปี + ประกันหน้าจอแตก 2 ปี + ประกันแบตเตอรี่ 4 ปี (มูลค่า 25,999 บาท)
  • รับฟรี vivo Life Bag (มูลค่า 2,999 บาท)
  • รับฟรี vivo Buds Pro (มูลค่า 1,999 บาท)
  • เก่าแลกใหม่รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 8,000 บาท

สรุปแล้ว “นี่คือเรือธงที่มายกระดับทุกการถ่ายภาพและวิดีโอไปอีกขั้น”

สรุปแล้ว vivo X300 Ultra ก็ถือเป็นเรือธงพลัง ZEISS รุ่นใหม่จาก vivo ที่มายกระดับทุกการถ่ายภาพและวิดีโอขึ้นไปอีกขั้นจริง ๆ ครับ ทั้งฮาร์ดแวร์ที่จัดเต็มที่สุด ได้กล้องหลัง 3 ตัวที่เซ็นเซอร์ใหญ่สุด ๆ มอบคุณภาพระดับ Ultra แถมยังมีชุดเลนส์เสริมมาให้เลือกใน 2 ระยะกับ 200mm Gen 2 และ 400mm Gen 2 Ultra ที่อัปเกรดการซูมได้เหนือขึ้นอีกระดับจริง ๆ แต่ไม่ใช่แค่กล้องที่ vivo รุ่นนี้ทำได้ดีเท่านั้น เพราะในแง่การใช้งานทั่วไปก็ให้สเปคดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจอ 2K 144Hz ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 ความจุสูงสุด 16GB+1TB แบตเตอรี่ BlueVolt และชาร์จไว 100W อีก

ใครที่ต้องการความสุดในทุกด้าน กล้อง หน้าจอ ชิปเซ็ต แบตเตอรี่ และการรองรับอุปกรณ์เสริมจาก vivo อยู่ X300 Ultra รุ่นนี้คือคำตอบสำหรับคุณแล้วครับ ยิ่งถ้างบไม่ใช่ปัญหาเราแนะนำเซ็ต Photographer Kit ไปเลย คุ้มค่าแน่นอน!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More