รีวิว vivo X300 FE น้องเล็กเรือธงรุ่นใหม่จาก vivo ที่เน้นไปที่ความคล่องตัว ด้วยขนาดกะทัดรัดจอ 6.31″ จับถนัดมือ แต่ได้ดีไซน์พรีเมี่ยมกรอบเครื่องโลหะ โมดูลกล้องดีไซน์แบบ Dynamic ใหม่ ชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 5 ทรงพลัง กล้อง ZEISS จัดเต็ม 3 ตัว ที่มาพร้อมสโลแกน #เทคเดียวก็เอาอยู่ ชูจุดเด่นในเรื่องของกล้องที่เอาอยู่ในทุกสถานการณ์

และที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ vivo X300 FE ยังรองรับ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm อีกด้วย เป็นเครื่องเล็กที่เอาใจสายกล้องได้ครบถ้วนแน่นอน การใช้งานจริงเป็นยังไง ถ่ายรูปสวยแค่ไหน ติดตามได้ใน รีวิว vivo X300 FE นี้เลยครับ!

สรุปสเปค vivo X300 FE
- หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.31″
- ความละเอียด 1.5K (2640 × 1216 พิกเซล)
- Refresh rate 120Hz
- ชิปเซ็ต Snapdragon 8 Gen 5 Octa-core 3.8GHz (3nm)
- RAM 12GB (LPDDR5X Ultra)
- Storage 256GB/512GB (UFS 4.1)
- แบตเตอรี่ 6500mAh
- ระบบชาร์จไวแบบสาย 90W ชาร์จไวแบบไร้สาย 40W
- กล้องหน้า ZEISS 50MP f/2.0
- กล้องหลัง 3 ตัว พัฒนาร่วมกับ ZEISS
- 50MP กล้องหลัก (เซ็นเซอร์ IMX921 1/1.56″) f/1.57 พร้อม OIS
- 8MP กล้อง Ultra Wide-Angle f/2.2
- 50MP กล้อง Periscope 3x (เซ็นเซอร์ IMX882 1/1.95″) f/2.65 พร้อม OIS
- มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 & IP69
- ระบบปฏิบัติการ Android 16 (OriginOS 6)
- มีให้เลือก 3 สีสัน สีม่วง Mist Purple, สีขาว Glow White และสีดำ Luxe Black

แกะกล่อง vivo X300 FE
ก่อนจะไปชมตัวเครื่องและรีวิวเต็ม ๆ ขอมาแกะกล่องเช็กอุปกรณ์ที่ให้มาแบบเร็ว ๆ กันก่อนเนอะ ตัวกล่องของ vivo X300 FE ยังมาในขนาดใหญ่สมกับเป็นซีรีส์เรือธง ที่ด้านหน้ามีชื่อรุ่นและคำกำกับว่า Co-engineered with ZEISS เหมือนเดิม

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่อง ก็ให้มาครบถ้วน 6 อย่างเหมือนเดิม ประกอบด้วย
- ตัวเครื่อง vivo X300 FE
- เคสซิลิโคน (สีตามตัวเครื่อง)
- สายชาร์จ USB-A to C
- อะแดปเตอร์ชาร์จไว 90W FlashCharge
- เข็มจิ้มถาดซิม
- เอกสารคู่มือและใบรับประกัน

ดีไซน์กะทัดรัดเหมาะมือ แต่พรีเมี่ยมลงตัว!
เอาล่ะครับ ได้เวลามายลโฉม vivo X300 FE แบบเต็ม ๆ กันแล้วครับ อย่างที่บอกว่ารุ่นนี้จะมาพร้อมดีไซน์ที่กะทัดรัด ได้ขนาดที่พกพาง่าย หรือจะถือใช้งานก็สะดวกในมือเดียวครับ เพราะบางแค่ 7.99 มม. และเบาเพียง 191 กรัมเท่านั้น

แต่ถึงแม้จะบอกว่าเครื่องเล็กเน้นพกง่าย แต่ในเรื่องความพรีเมี่ยมของวัสดุก็ไม่ทิ้งเลยครับ vivo X300 FE ได้กรอบเครื่องโลหะ และฝาหลังเทคโนโลยี Metallic Sand AG ที่มีความละมุนมือดีมาก ๆ มีความเป็นผิวทราย ช่วยให้ไม่เก็บคราบรอยนิ้วมือจนเกินไปอีกต่างหาก

ด้านสีสัน สีที่เราได้มาเป็นสีม่วง Mist Purple เป็นม่วงโทนพาสเทล ที่ได้แรงบันดาลใจจากบรรยากาศเมืองยามเช้า ที่นิ่ง สุขุม ดูเรียบง่าย แต่ก็เปี่ยมด้วยพลังจริง ๆ ครับ

โมดูลกล้องแบบ Dynamic วางแนวนอน มอบความรู้สึกสดใหม่
แต่ไฮไลท์จริง ๆ เรื่องดีไซน์ของ vivo X300 FE คงหนีไม่พ้น ที่โมดูลกล้องแบบ Dynamic ใหม่นี่ล่ะครับ ปรับตำแหน่งมาเป็นแถบกล้องแนวนอน มอบความสดใหม่ให้กับดีไซน์ เพราะเราไม่ค่อยได้เห็นดีไซน์แบบนี้จาก vivo นัก ปกติไม่กล้องวงกลมไปเลย ก็จะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมวางในแนวตั้งซะมากกว่าเนอะ

ซึ่งความดีงามของโมดูลกล้องแบบนี้ ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังตอบโจทย์ในการจับถือ เพราะทิ้งพื้นที่ฝาหลังให้เราจับถือ วางนิ้วได้แบบเต็ม ๆ เลยล่ะ และถึงแม้แถบกล้องจะลดพื้นที่บริเวณกลางเครื่องไปได้เยอะ แต่ก็ยังให้กล้องมาจัดเต็ม 3 ตัวเหมือนเดิมอยู่

หน้าจอแบน 6.31″ ขอบจอบางเฉียบ
พลิกกลับมาดูที่หน้าจอกันบ้าง vivo X300 FE ได้หน้าจอ AMOLED แบบแบนขนาด 6.31″ ซึ่งเป็นไซซ์ที่เล็กเหมาะพกพา แต่ก็ยังเพียงพอในการใช้งาน โดยเฉพาะถือมือเดียวเนอะ ตัวขอบจอก็บางพิเศษเพียง 1.32 มม.เท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องดูกะทัดรัดได้อีก

ด้านการแสดงผลก็ไม่ต้องห่วงครับ ได้ความละเอียดสูง 1.5K (2640 × 1216 พิกเซล) ชัดเพียงพอในขนาดจอ 6.31″ แถมตัวจอยังเป็นแบบ 10-bit รองรับการแสดงผลสีสันสูงสุด 1.07 พันล้านสี รวมถึงมีความสว่างสูงสุดถึง 5000nits สำหรับคอนเทนต์ HDR ด้วย

การตอบสนองก็ลื่นไหลด้วย Refresh rate 120Hz ด้วย แอบสปอยเลยว่าพอทำงานร่วมกับ OriginOS 6 ใหม่แล้ว ฟินมาก ๆ ทุกอย่างดูติดนิ้ว และไร้รอยต่อจริง ๆ ครับ

อีกเรื่องที่ได้อัปเกรดขึ้นมาบนหน้าจอของ vivo X300 FE คือได้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic มาแล้วนะ ช่วยเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น แถมตำแหน่งก็แตะสแกนได้ง่ายเลื่อนขึ้นมาอีกหน่อยด้วย

ตำแหน่งต่าง ๆ ยังวางได้ดี
ขอวนกลับมาดูตำแหน่งรอบ ๆ ตัวเครื่องอีกสักหน่อยเนอะ vivo X300 FE ยังวางไว้ในมุมที่ดี ปุ่มกดอยู่ฝั่งขวามือของตัวเครื่องทั้งหมด ไม่ต่ำและไม่สูงจนเกินไปครับ

ด้านบน-ล่างจของตัวเครื่อง เราจะเห็นรูไมโครโฟนเพียบ ๆ เพื่อเก็บเสียงได้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น พอร์ตการเชื่อมต่อ USB-C (แบบ USB 2.0) จะอยู่ตรงกลางด้านล่าง และมีลำโพงหลักทำงานคู่กับลำโพงสนทนาให้เสียงแบบ Stereo ด้วย

ทนน้ำทนฝุ่น และทนทานต่อการตกกระแทกขั้นสุด
เห็นตัวเครื่องเล็ก ๆ แบบนี้ แต่เอาเข้าจริง vivo X300 FE ถือว่าทนทานมาก ๆ ครับ เพราะได้มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 & IP69 มาเลยนะ จะโดนละอองน้ำ ฝนตกใส่ น้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 80⁰c หรือกระทั่งตกน้ำลึกระดับ 1.5 เมตร ก็ไม่ต้องห่วงเลย เครื่องนี้จะรอดได้หมดครับ

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังผ่านมาตรฐานทดสอบความทนทานระดับสูง SGS 5 ดาว และ มาตรฐาน MIL-STD-810H รองรับแรงกระแทกจากการใช้งานทั่วไป มั่นใจได้มากขึ้น เพราะผ่านการทดสอบแรงกระแทกอย่างเข้มงวดเพื่อ ความทนทานสูงสุดแล้ว

โดยรวมในเรื่องของดีไซน์ vivo X300 FE ก็ถือว่าทำได้ลงตัวยิ่งขึ้น ทั้งโมดูลกล้องแนวนอนแบบ Dynamic ที่ไม่ใช่แค่สดใหม่ แต่ยังใช้งานจริงดีขึ้น ขนาดตัวเครื่องและหน้าจอที่กะทัดรัด ยังคงเป็นจุดเด่นที่เราชื่นชอบ พกพาสะดวก และใช้งานมือเดียวได้ไม่ติดขัด

กล้องหลังพลัง ZEISS เทคเดียวก็เอาอยู่!
มาต่อกันที่เรื่อง “กล้อง” ที่เป็นไฮไลท์ของ vivo X300 FE ไม่แพ้กันครับ อย่างที่บอกไปว่ารุ่นนี้ได้กล้องหลังมาถึง 3 ตัว และทุกตัวก็ยังพัฒนาร่วมกับ ZEISS มีสเปคคร่าว ๆ ดังนี้เลย
- 50MP กล้องหลัก ZEISS (เซ็นเซอร์ IMX921 ขนาด 1/1.56″) f/1.57 พร้อม OIS
- 8MP กล้อง ZEISS Ultra Wide-Angle f/2.2 มุมมองกว้าง 115⁰
- 50MP กล้อง ZEISS APO Telephoto 3x (เซ็นเซอร์ IMX882 ขนาด 1/1.95″) f/2.65 พร้อม OIS

อย่างที่เห็นครับกล้องทั้ง 3 ตัวของ vivo X300 FE ถือว่าให้มาครบช่วง ตั้งแต่มุมกว้างพิเศษ จนถึงระยะซูมระดับกลาง ช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ
ด้านซอฟต์แวร์ vivo X300 FE มาพร้อมระบบ AI ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพของภาพถ่าย ประกอบด้วย NICE 3.0 Optical Reconstruction Engine และ MAGIC 2.0 Image Restoration Engine ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้ ภาพถ่ายมีความคมชัด สีสวย และคงรายละเอียดอย่างเป็นธรรมชาติ

กล้องหลัก 50MP เก็บแสงดี ให้โทนสวย
งั้นเรามาโชว์ตัวอย่างภาพไปทีละกล้องเลยดีกว่าเนอะ เริ่มจากกล้องหลักกันก่อน กล้อง 50MP เซ็นเซอร์ IMX921 นั้นอยู่คู่กับ vivo มานาน ไม่ต้องห่วงในเรื่องการจูนเข้ากับซอฟต์แวร์เลย เพราะทำได้ลงตัวดีมากแล้ว การเก็บ Dynamic Range ที่กว้าง ได้ช็อตสวยง่าย ๆ ทั้งภาพแสงปกติและแสงน้อย แถมพอมีขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่เพียงพอ จะใช้ซูมเข้าไปอีกสัก 2x ก็สบาย ๆ ครับ












กล้อง Ultra Wide-Angle 8MP มุมกว้าง 115⁰
มาต่อที่กล้อง Ultra Wide-Angle ถ้าดูจากสเปคตัวเลขก็อาจจะน้อยไปหน่อย เหมือนเน้นน้อยกว่ากล้องตัวอื่น แต่ในการใช้งานจริงก็ถือว่าเพียงพอในสภาพแสงปกติทั่วไปครับ ให้ภาพที่สวยและมุมมองกว้าง 115⁰ ก็กว้างดีเลย แต่ถ้าในสภาพแสงน้อยหน่อย ก็แอบเก็บได้ไม่คม มี Noise ให้เห็นบ้างอะเนอะ




กล้อง ZEISS Super Telephoto ซูม Optical 3x และไกลสูงสุด 100x
ส่วนกล้องที่เน้นอีกตัว ก็คือ ZEISS Super Telephoto ความละเอียด 50MP นี่แหละครับ ได้ระยะ Optical 3x ซึ่งใช้งานได้ง่ายในชีวิตประจำวัน หรือจะแตะ In-Sensor Zoom เข้าไปที่ 3.6x > 5.8x ก็ยังสบาย ๆ ครับ ซึ่งระยะซูมสูงสุดของรุ่นนี้จะไปได้ถึง 100x เลยด้วยนะ แต่ในการใช้งานจริง เราพบว่าอยู่ในระยะไม่เกิน 10x นี่ถือว่าได้คุณภาพที่สวยคมเพียงพอเลยล่ะครับ ตัวกล้องคุณภาพดีเพียงพอให้เราได้เข้าใกล้ได้ อยากดึงวัตถุเข้าใกล้ หรือให้มิติและมุมมองของภาพให้ไม่ผิดเพี้ยน ก็ทำได้ดีเลย










มี ZEISS Portrait เลือกซูมได้ 5 ระยะฮิต
ส่วนในโหมด Portrait หรือการถ่ายภาพบุคคล vivo X300 FE ก็ยังมี ZEISS Multifocal Portrait มาให้เลือก 5 ระยะเหมือนเดิม ประกอบด้วย 24มม./35มม./50มม./85มม./100มม. พร้อมลูกเล่นโบเก้จาก ZEISS หลากหลาย และแต่ละระยะก็จะให้ฟิลเตอร์พร้อม ZEISS Portrait Style ติดมาด้วยเหมือนเดิม


ซึ่งภาพที่ได้จากโหมด Portrait ของ vivo X300 FE ยังคงไว้ใจได้เหมือนเดิม โทนสวย ใบหน้าเนียน และการตัดขอบดูเป็นธรรมชาติ แถมพอมีลูกเล่น ZEISS Multifocal Portrait ที่สามารถเลือกระยะได้หลากหลาย มีโทน มี ZEISS Bokeh ให้เลือกใช้งานกันเต็มไปหมด ก็ให้เราสร้างสรรค์ภาพ Portrait ถูกใจจริง ๆ ครับ








มี AI Creative มีให้เลือกมากถึง 29 แบบ
อีกหนึ่งฟีเจอร์ AI ที่เคยสร้างความว้าวในรุ่นก่อน ๆ อย่าง AI Landscape Master ที่ให้เราเปลี่ยนโทนภาพเป็นฤดูต่าง ๆ ปรับช่วงเวลาในภาพ หรือจะทำเป็นภาพสร้างสรรค์อื่น ๆ ก็ได้ รอบนี้บน vivo X300 FE ก็อัปเกรดขึ้นมาอีกขั้น ทำเป็นโหมดใหม่ในชื่อ AI Creative เลย ในการใช้งานโหมดนี้ AI จะคอยแนะนำ AI Style ให้เรามาเบื้องต้น 3 แบบให้เราได้เลือกใช้กับภาพซีนนั้น ๆ ได้ทันที

ซึ่ง AI Style ใหม่นี้ จะเพิ่มมาอีก 4 หมวดหลัก ๆ ได้แก่ Landscape, Travel, Fantasy และ Stage พอรวมกับของเดิมแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้เราสามารถสร้างภาพถ่ายด้วย AI รวมมากถึง 29 แบบเลยครับ แน่นอนว่าความเนียนตายังทำได้ดีเหมือนเคย รอบนี้เอามาใช้เวลาไปเที่ยว หรือภาพวิวได้ดีขึ้นอีก ทำถึงอีกแล้ว vivo!





Stage Mode ถ่ายเวที ถ่ายคอนเสิร์ตได้ดีขึ้นทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ
Stage Mode รอบนี้ก็ออกแบบมาสำหรับงานคอนเสิร์ต งานเวทีมากขึ้น บน vivo X300 FE จะทำงานร่วมกับ Telephoto Magic 2.0 Algorithm และ GTR 3.0 Optimizations ช่วยให้ภาพพอร์ตเทรตระยะไกลบนเวทีมีความคมชัดมากขึ้น พร้อมรายละเอียดใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ




ส่วนวิดีโอรอบนี้ก็ให้เราได้เลือกความละเอียดและเฟรมเรตได้สูงสุดที่ 4K/60fps ให้ภาพลื่นไหล คมชัด แม้ในสภาพแสงน้อยบนเวที รวมถึงยังมีฟีเจอร์ Concert Dual-View ที่ให้เราบันทึกวิดีโอจาก 2 กล้องพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าพร้อมกล้องหลัง หรือจะใช้กล้องหลักร่วมกับกล้อง Telephoto ก็ได้ ช่วยให้การถ่ายคลิป ถ่ายคอนเสิร์ตสนุกขึ้นไปอีกมากเลยล่ะครับ

มี vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม 200mm Gen 2 มาให้ใช้งานคู่กันด้วยนะ
แม้จะเป็นรุ่น FE แต่รอบนี้ vivo ใจดีให้รองรับ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม 200mm Gen 2 มาให้ใช้งานคู่กันด้วยครับ (ซื้อเพิ่ม) ช่วยเพิ่มระยะและคุณภาพการซูมขึ้นอีก 2.35x พอทำงานร่วมกับกล้อง Telephoto 3x ของตัวเครื่อง ก็จะได้ระยะ Optical 200มม.หรือ 7x พอดีครับ

และแน่นอนว่าเราสามารถซูมเพิ่มเติมได้อีกไม่ว่าจะ 400มม./800มม./1600มม. หรือถ้าจะลากไปไกลสุดก็ทำได้ถึง 5400มม.เลยด้วยนะ

ความดีงามของชุดเลนส์เสริม 200mm Gen 2 ในปีนี้คือตัวเลนส์มีขนาดและน้ำหนักที่ลดลงมาก เมื่อเทียบกับ Gen 1 ที่เปิดตัวมาพร้อมกับ X300 Pro มีน้ำหนักเพียง 153 กรัมเท่านั้น (เบากว่ารุ่นก่อน 27%) พกพาง่ายขึ้นมาก ขนาดพอ ๆ กับลิปสติกเท่านั้นเอง


แต่เห็นขนาดเล็กลง แต่อย่าคิดว่าคุณภาพจะดรอปลงด้วยล่ะ เพราะภายในจะใช้โครงสร้างชิ้นเลนส์แบบ Kepler ประกอบด้วยเลนส์ 15 ชิ้น ซึ่งผ่านมาตรฐาน ZEISS APO ช่วยควบคุมแสง ลดความคลาดเคลื่อนสี ทำให้ซูมไกลคมชัด เช่นเดียวกับ Gen 1 ในขนาดที่เล็กลงมาก อย่างที่บอกไป

ด้านคุณภาพ พอรวมเข้ากับ vivo X300 FE ก็ให้การซูมที่ยอดเยี่ยมขึ้นจริงครับ ระยะที่ได้กำลังพอดีในการใช้งานทั่วไป ไม่ใช่แค่การซูมคอนเสิร์ต แต่ซูมวิว ซูมสัตว์ ซูมสิ่งไกล ๆ ก็ทำได้ดี แถมพอน้ำหนักของตัวเลนส์ไม่มากนัก บวกเข้ากับตัวเครื่องที่กำลังกะทัดรัด เราก็สามารถพกติดตัวไปใช้งานได้สะดวกจริง ๆ อันนี้ถูกใจเลย









วิดีโอที่ยอดเยี่ยมขึ้น ความละเอียดสูงสุด 8K/30fps
มาต่อในเรื่องวิดีโอกันบ้าง vivo X300 FE สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ 8K/30fps หรืออยากได้เฟรมเยอะ ๆ มาดึงสโลโมชั่นทีหลัง ก็ได้ถึง 4K/120fps ด้วย (ได้เฉพาะกล้องหลัก) แต่ถ้าอยากใช้งานแบบครอบคลุมหน่อย ก็เป็น 4K/60fps ครับ จะใช้งานกล้องหลักและสลับกล้องระหว่างถ่ายไปกล้อง Telephoto 3x ได้ด้วย ส่วน Ultra Wide ก็มีข้อจำกัดหน่อยเพราะความละเอียดไม่สูงมาก ใช้ได้เฉพาะบนความละเอียด 1080p/30fps เท่านั้น

กล้องหน้า 50MP มุมกว้างขึ้น มี AF
และที่กล้องหน้า vivo X300 FE ก็ยังถูกใจสายเซลฟี่เช่นเคย เพราะมาพร้อมกล้อง 50MP เซ็นเซอร์ JN1 ให้มุมมองที่กว้างขึ้นเป็น 92 องศา พร้อมทั้งยังรองรับ Autofocus ด้วย ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ AI Beauty รวมถึง Portrait ที่มี ZEISS Portrait Style ให้ใช้ด้วย เยี่ยมเลย




โดยรวมในเรื่องกล้องของ vivo X300 FE ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม เพราะแม้เป็นเครื่องเล็กกะทัดรัด แต่ในแง่คุณภาพของกล้องทั้ง 3 ตัวที่ให้มา ทำถึงเลย ได้การจูนซอฟต์แวร์และเลนส์ร่วมกับ ZEISS ให้ภาพสวย ระยะเพียงพอ แถมลูกเล่นในโหมด Portrait หรือ AI Creative ก็ชวนให้เราถ่ายได้แบบไม่รู้เบื่อ และรอบนี้ vivo ยังใจดีให้รองรับชุดเลนส์เสริม 200mm Gen 2 อีก ทำให้ครบจบในตัวเดียว ถึงเครื่องจะเล็ก แต่เล็กพริกขี้หนูเลย สายถ่ายภาพถูกใจแน่นอน เพราะเทคเดียวเอาอยู่จริง ๆ ครับ!

ประสิทธิภาพระดับสูง ด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 5
มาต่อกันที่เรื่องประสิทธิภาพ vivo X300 FE มาพร้อมชิปเซ็ตไฮเอนด์รุ่นล่าสุด Snapdragon 8 Gen 5 ที่มาใสรูปแบบ CPU 2+6 All-Big Core Design ช่วยให้ทำงานได้อย่างลื่นไหล ทำงานร่วมกับ RAM LPDDR5X และ ROM UFS 4.1 ช่วยให้เปิดแอป สลับไป-มาได้อย่างราบรื่น

ซึ่งเราลองทดสอบคะแนนคร่าว ๆ ผ่านแอป AnTuTu Benchmark v11 กับ Geekbench 6 ก็ออกมาสูงมาก ๆ เลยครับ แบ่งเป็น
- AnTuTu Benchmark v11 = 2884526
- Geekbench 6 = Single-Core 2819 | Multi-Core 9183

ด้วยประสิทธิภาพระดับนี้ ก็ถือว่าทำได้ดีเลยครับ เกมส่วนใหญ่ปรับภาพได้ในระดับสูง แถมการเล่นเกมยังราบรื่นตลอด เพราะตัวเครื่องมีระบบระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber ขนาด 4005 ตร.มม. และแผ่น graphite ประสิทธิภาพสูงช่วยให้เครื่องยังคงเย็นและเสถียรแม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง

แบตเตอรี่ BlueVolt ขนาดใหญ่ 6500mAh ชาร์จไว 90W
เรื่องแบตเตอรี่ vivo X300 FE ยังทำถึงเช่นกัน เพราะถึงแม้ตัวเครื่องจะบางเฉียบและขนสดกะทัดรัด แต่ vivo ยังสามารถให้แบตเตอรี่ Bluevolt ความจุสูงถึง 6500mAh ใช้งานได้จุใจมากแน่นอน

ส่วนระบบชาร์จก็ไม่ต้องห่วงครับ vivo ให้มาสุดเลยด้วย 90W FlashCharge ชาร์จแบต 6500mAh ให้เต็มในเวลาแป๊บเดียว หรือถ้าไม่สะดวกจะใช้ร่วมกับที่ชาร์จของ vivo เอง X300 FE ก็ยังรองรับการชาร์จมาตรฐาน PD 3.0 รวมถึง QC 2.0 ด้วยนะ สะดวกขึ้นเยอะเลยล่ะครับ

ประสบการณ์อันลื่นไหลด้วย OriginOS 6
ปิดท้ายที่เรื่องซอฟต์แวร์ครับ vivo X300 FE มาพร้อม OriginOS 6 บนพื้นฐาน Android 16 เช่นเดียวกับ X300 และ X300 Pro ครับ มอบประสบการณ์การทำงานที่ลื่นไหลขั้นสุดจาก vivo แถมหน้าตา UI ยังดูสวย ทันสมัยมาก ๆ อีกด้วย

ทั้งในเรื่องการปรับแต่งหน้าจอล็อค ที่มีธีมให้เลือกมากมายทั้งจาก OriginOS เอง, พลิกการ์ด, โทนข้อความ หรือรูปแบบน้องหมา-แมวสีสันสดใสก็มีด้วย เรียกว่าถูกใจสายตกแต่งแน่นอน

มีฟีเจอร์เพิ่มประสบการณ์จาก OriginOS 6 อย่าง Origin Island เกาะบนหน้าจอ ที่จะแสดงผลเล็ก ๆ อยู่ด้านบน กับแอปอย่างเครื่องเล่นเพลง, การนำทาง, จับเวลา เป็นต้น

รวมถึงความเข้ากันกับ Apple Ecosystem เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการส่งไฟล์หากันระหว่าง vivo X300 FE กับ iPhone ผ่านแบบ One Tap Transfer (ผ่านแอป EasyShare) หรือจะเชื่อมต่อกับ Mac ได้อย่างสะดวกด้วย vivo Office Kit ครับ
รองรับอัปเดตนานสูงสุด 7 ปี
ส่วนเรื่องการอัปเดต เป็น X Series ซะอย่างเนอะ vivo X300 FE รองรับการอัปเดตความปลอดภัยและการดูแลระบบนานสูงสุดถึง 7 ปี และอัปเดตระบบนาน 5 ปี ใครที่ตั้งใจถือยาว ๆ หลายปี ก็สบายใจได้เลยแบบนี้

ราคาและโปรโมชั่น vivo X300 FE
vivo X300 FE มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีม่วง Mist Purple (สีที่เรารีวิว), สีขาว Glow White, สีดำ Luxe Black และมาใน 2 รุ่นความจุ และชุดพิเศษมีราคาดังนี้
- vivo X300 FE (12GB+256GB) = 27,999 บาท
- vivo X300 FE (16GB+512GB) = 31,999 บาท
- vivo X300 FE + Extender & Accessories Kit (พร้อมเลนส์เสริมและเคส) ความจุ 256GB = 33,999 บาท
- vivo X300 FE + Extender & Accessories Kit (พร้อมเลนส์เสริมและเคส) เครื่องความจุ 512GB = 37,999 บาท


มีโปรโมชั่นรับของสมนาคุณดังนี้
- vivo Care ประกันตัวเครื่อง 2 ปี + ประกันหน้าจอแตก 2 ปี + ประกันแบตเตอรี่ 4 ปี (มูลค่า 19,999.-)
- รับฟรี vivo Buds Pro (มูลค่า 1,999.-)
สรุปแล้ว “นี่คือสมาร์ตโฟนไซซ์กะทัดรัดได้กล้อง ZEISS รองรับเลนส์เสริม 200mm Gen 2 ถ่ายชัด เทคเดียวก็เอาอยู่”
สรุปแล้ว vivo X300 FE ก็ถือเป็นสมาร์ตโฟนไซซ์กะทัดรัด พกพาสะดวก แต่ก็ไม่อยากทิ้งเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงและกล้องสุดจัดเต็มจริง ๆ ครับ เพราะมาพร้อมขนาดจอเล็ก 6.31″ ใช้งานมือเดียวได้คล่องตัว บาง-เบา แต่ในแง่การใช้งานก็ระดับเรือธงด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 5 แบตเตอรี่ใหญ่ 6500mAh พร้อมกล้องพลัง ZEISS ที่ครอบคลุมตั้งแต่มุมกว้างพิเศษจนถึงซูมระดับกลาง ซอฟต์แวร์ที่เก่งและลูกเล่นเยอะมาก และที่ขาดไม่ได้เลยคือรองรับชุดเลนส์เสริม 200mm Gen 2 ที่ช่วยเพิ่มระยะในการซูมได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ vivo X300 FE มอบให้เราได้ในงบ 2x,xxx บาท ใครที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนที่มีความคล่องตัว พกพาสะดวก ในแบบที่ยังจัดเต็มเรื่องกล้องอยู่ เราว่านี่คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ!
