
ในงาน Mobile World Congress (MWC) ปี 2026 ที่ผ่านมา OPPO และ MediaTek ได้ร่วมกันเผยโฉมความก้าวหน้าของเทคโนโลยี On-Device AI บนสมาร์ตโฟนในเซสชันพิเศษ “AI for Life” โดย Jason Liao, President of the OPPO Research Institute ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองบริษัทเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การใช้งาน AI ในสมาร์ตโฟนเติบโต และเข้าถึงผู้ใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม”
หัวใจสำคัญของงานนี้คือการเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ ที่ประมวลผลได้จบในตัวเครื่อง รวมถึงความคืบหน้าของ “Omni Model” ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่ทั้งสองบริษัทพัฒนาร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ให้ไร้รอยต่อมากขึ้น เพื่อปูทางไปสู่ยุคของ “AI Phone” อย่างเต็มตัวตามวิสัยทัศน์ที่ทั้งคู่ตั้งเป้าไว้
จากชิปประมวลผลสู่ประสบการณ์การใช้งานจริง: ก้าวต่อไปของ On-Device AI
เมื่อสมาร์ตโฟนเริ่มขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น OPPO จึงรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ที่เน้น “การประมวลผลใหม่ ประสาทสัมผัสใหม่ และระบบ Ecosystem ใหม่” โดยมีหัวใจสำคัญคือ “การประมวลผลบนตัวเครื่อง” เพื่อให้ AI ทำงานได้รวดเร็วทันใจ ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนตัว และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น Jason Liao เน้นย้ำว่าการประมวลผลบนเครื่องเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้สัมผัสถึงความฉลาดของ AI ได้จริงในชีวิตประจำวันแบบเรียลไทม์ ซึ่งวิสัยทัศน์นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง OPPO และ MediaTek ในการพัฒนาชิปเซ็ตระดับเรือธง เพื่อเปลี่ยนนวัตกรรม AI จากแค่แนวคิดทางเทคนิคให้กลายเป็นการใช้งานจริงที่แพร่หลาย และเข้าถึงได้ทุกคน
การขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9500 ทำให้ฟีเจอร์ AI Translate และ AI Portrait Glow ที่ OPPO พัฒนาขึ้นเอง และประมวลผลบนตัวเครื่อง On-device สามารถให้ประสิทธิภาพได้ใกล้เคียงกับโซลูชันที่ประมวลผลผ่านระบบคลาวด์ ฟีเจอร์เหล่านี้จะทยอยปล่อยอัปเดตให้กับ OPPO Find X9 Series ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ ColorOS 16 ที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้
สำหรับ AI Translate ในเครื่องสามารถทำงานได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ ช่วยให้การแปลแม่นยำขึ้นเฉลี่ยถึง 15% เมื่อเทียบกับระบบแบบเดิม พร้อมรองรับการสื่อสารหลายภาษาได้อย่างลื่นไหล จุดเด่นสำคัญคือการรักษามาตรฐานการแปลให้คงที่ และเชื่อถือได้แม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ต หรืออยู่ในจุดที่สัญญาณอ่อน ทำให้ใช้งานได้จริงในทุกสถานการณ์
ในด้านของ AI Portrait Glow ในตัวเครื่องช่วยยกระดับการถ่ายภาพบุคคลในสภาพแสงที่จัดการยากให้สวยงามยิ่งขึ้น โดยระบบจะวิเคราะห์ และจำลองแสงสว่างในฉากขึ้นมาใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ภาพที่ถ่ายในที่แสงน้อย หรือการถ่ายย้อนแสงดูสว่าง ชัดเจนขึ้น แต่ยังคงความสมจริงเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือทำงานได้ทันทีในเครื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งผลทดสอบแสดงให้เห็นว่าให้ภาพที่สวยสมจริง และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

OPPO และ MediaTek ได้เผยโฉม “Omni” ซึ่งเป็นต้นแบบเทคโนโลยี AI บนอุปกรณ์แบบเต็มรูปแบบตัวแรกของวงการที่สามารถเข้าใจ และโต้ตอบได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเสียง วิดีโอ และข้อความ โดยความโดดเด่นของ Omni คือการวิเคราะห์เหตุการณ์สดๆ ตรงหน้าและตอบคำถามได้ทันทีบนสมาร์ทโฟน ช่วยให้ AI รับรู้และเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ที่ดูเป็นธรรมชาติและตอบสนองได้ล่วงหน้าอย่างชาญฉลาด

การแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการและนวัตกรรมของระบบ Ecosystem
ความร่วมมือในครั้งนี้ถูกนำมาจัดแสดงอย่างโดดเด่นในโซนสัมผัสประสบการณ์จริงที่บูธของ MediaTek โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ on-device AI ของ OPPO Find X9 Pro ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการถ่ายภาพระยะไกลด้วยเลนส์ OPPO Hasselblad Teleconverter นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดง OPPO Reno15 Pro 5G ที่มาพร้อมเครื่องมือสร้างสรรค์ภาพถ่ายด้วย AI สุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็น ยางลบ AI Motion Photo, AI Motion Photo Popout และการถ่ายภาพด้วย AI Flash Photography

OPPO Find X9 Series เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ MediaTek และ Google เพื่อรองรับการใช้งาน Quick Share ของ Android อย่างเต็มรูปแบบ โดยไฮไลต์สำคัญคือผู้ใช้สามารถรับส่งไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน OPPO กับอุปกรณ์ฝั่ง Apple ทั้ง iOS, iPadOS และ macOS ได้โดยตรงอย่างสะดวกปลอดภัย โดยไม่ต้องลงแอปพลิเคชันเสริม ซึ่งจะเริ่มทยอยอัปเดตซอฟต์แวร์ให้ใช้งานได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ในงาน MWC 2026 ที่ผ่านมา OPPO Find X9 Pro ยังได้รับเลือกให้ติดอันดับเข้าชิงรางวัล “Best Smartphone” ของ GLOMO Awards ซึ่งเป็นการการันตีความสำเร็จด้านนวัตกรรม ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพตัวเครื่อง เทคโนโลยีการถ่ายภาพ และการนำ AI มาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม
ในอนาคต OPPO และ MediaTek จะยังคงจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะระบบ AI บนตัวเครื่องที่จะช่วยยกระดับการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองบริษัทมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ AI ที่ทั้งแรงและเสถียรให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก
* Google, Android และ Quick Share เป็นเครื่องหมายการค้าของ Google LLC